ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 349 คืนสำคัญ
บทที่ 349 คืนสำคัญ
ขณะอันอ๋องกำลังอ่านจดหมายและจมอยู่กับความสงสัยอยู่นั้นเอง เขาก็ได้ยินเสียงดังออกมาจากนอกกระโจม และพบว่ามีแสงสีแดงปรากฏขึ้นเป็นหย่อม ๆ ก่อนจะค่อย ๆ ลุกโหมสว่างขึ้นมา
“ข้างนอกเกิดอะไรขึ้น!” เขารีบลุกขึ้นแล้วตรงออกไปด้านหน้าแล้วถาม
ทหารที่เฝ้าอยู่ด้านนอกรีบรายงานทันที “ท่านอ๋อง เรื่องเกิดขึ้นที่ทัพหลังพ่ะย่ะค่ะ …ดูเหมือนว่าจะมีไฟไหม้อยู่ที่กองเสบียงและหญ้า”
“ว่าอะไรนะ!?” อันอ๋องเลิกผ้าทางเข้ากระโจมออก ก่อนจะเดินออกไปด้านนอกและเห็นไฟสีแดงสดที่ทัพหลังจริง ๆ แสงนั้นสว่างไสวราวกับค่ำคืนมืดมิดกำลังถูกย้อมไปด้วยสีแดงของเปลวเพลิง
กำลังคนที่อยู่ทัพหลังวิ่งไปมารอบ ๆ พลางตะโกนเสียงดังวุ่นวายและยุ่งอยู่กับการดับไฟ แต่บริเวณที่ตั้งค่ายมีเพียงคูน้ำข้างถนนหลักเท่านั้น พวกเขาไม่มีแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่สามารถไปตักน้ำมาดับไฟได้
น้ำในคูเล็ก ๆ ที่เป็นสาขาของแม่น้ำหุนเหล่านี้ เพียงใช้หุงหาอาหารก็แทบจะยังไม่เพียงพอ ดังนั้นจะตักขึ้นมาดับไฟได้อย่างไร
ทหารเหล่านั้นทำได้เพียงพยายามเอาผ้ามาตบเพื่อดับไฟเท่านั้น แต่เนื่องจากมีเมล็ดข้าวและหญ้าแห้งอยู่เป็นจำนวนมาก ของเหล่านี้เป็นเชื้อเพลิงอย่างดี จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะดับไฟ
“เร็วเข้า ดับไฟให้ได้เร็ว ๆ!” อันอ๋องตะโกน “ส่งคนจากทัพกลางไปช่วยดับไฟด้วย รีบเอาเสบียงที่ยังไม่ถูกเผาออกมาก่อน!”
“ท่านอ๋อง คนที่อยู่ในแนวหลังมีทั้งทหารและพลเรือน กระหม่อมว่าให้พวกเขามาที่ทัพหน้าจะดีกว่า …เกรงว่าพลเรือนจะรู้เห็นเรื่องนี้มากเกินไปพ่ะย่ะค่ะ” ชุยถงเหอพบว่ามีไฟไหม้ เขาไม่มีเวลาแม้แต่จะสวมเสื้อผ้า และสวมเพียงรองเท้ากับสวมเสื้อคลุมลวก ๆ เท่านั้น จากนั้นก็รีบเข้าไปในกระโจมหลัก เมื่อได้ยินคำสั่งของอันอ๋องจึงรีบขัดทันที
อันอ๋องเหลือบมองอีกฝ่าย
ชุยถงเหอรู้สึกถึงสายตาจับผิดที่ทำให้ตนเองรู้สึกเสียวสันหลัง เขาเดินเข้าไปใกล้อันอ๋อง ขุนนางระดับสูงคนอื่น ๆ ก็รีบเข้ามาเช่นกัน ทุกคนขอให้อันอ๋องกลับไปที่กระโจมหลักเพื่อพักผ่อน
แต่อันอ๋องกลับยืนอยู่หน้ากระโจมและไม่ยอมเข้าไป
ทุกคนจึงทำได้เพียงรออยู่ที่นั่นเพื่อฟังข่าวที่หน้ากระโจมเท่านั้น
ต้นเพลิงถูกจุดขึ้นที่กองเสบียงและหญ้า เนื่องจากฝ่ายเสบียงตั้งอยู่สองข้างทางของถนนหลักเป็นแนวยาว ไฟที่ลุกโหมจึงคล้ายกับเป็นการแบ่งเสบียงออกเป็นสองส่วน
กองกำลังแนวหลังไม่สามารถควบคุมไฟที่ลุกอยู่ได้ จึงขนอาหารไปทางเหนือ พลเรือนส่วนใหญ่ทำตามคำสั่ง คือการพยายามส่งเสบียงไปทางแนวหน้า
ไฟเหล่านั้นลุกสูงขึ้นและส่องสว่างไปทั่วทั้งค่ายกบฏ เหล่ากองกำลังของอันอ๋องอดไม่ได้ที่จะเดินออกมาจากพี่พัก พร้อมมองไปทางแสงที่ส่องสว่างของกองไฟ
คืนนี้เป็นคืนสำคัญสำหรับพวกเขา
ในขณะที่ทุกคนกำลังพุ่งความสนใจไปที่กองไฟ ก็ไม่มีใครทันสังเกตเห็นว่ามีกลุ่มคนจำนวนหนึ่งย่องออกมาจากรุ่นอัน แล้วเข้าไปแฝงตัวกับกลุ่มกบฏอย่างช้า ๆ
เมื่อทหารลาดตระเวนแจ้งเตือนว่าพบคนต้องสงสัย พวกเขาก็ก้าวเท้าเข้าไปถึงหน้าค่ายแล้ว ทุกคนแต่งกายด้วยเสื้อผ้าแบบเดียวกับพวกกบฏ แทบจะแยกไม่ออกว่าคนที่แฝงเข้ามาเป็นใครบ้าง
คนเหล่านี้รีบตรงไปหาชาวบ้านที่อันอ๋องจับมาไว้เป็นแนวหน้า ตัดเชือกที่มันพวกเขาเอาไว้อย่างรวดเร็วและประกาศ “ปลดเชือกออกแล้วหนีไปเร็วเข้า!” หลังจากพูดเช่นนั้น พวกเขาก็หันไปสกัดกลุ่มกบฏที่กำลังเข้ามาถึงทันที ด้วยความสามารถในการต่อสู้ระยะประชิด
ประกายเพลิงบางส่วนจากกองเสบียงเริ่มกระเด็นไปติดที่กระโจม ผ้าน้ำมันเองก็ติดไฟเช่นกัน
คราวนี้ไฟเริ่มโหมลามทั้งหน้าและหลัง คนทั้งค่ายก็ตกอยู่ในความโกลาหล
ชาวบ้านพากันแก้มัดและช่วยเหลือกัน ก่อนจะรีบหนีออกไปทางภูเขารอบ ๆ
แม่ทัพฝ่ายกบฏรีบออกคำสั่งทันที “หยุดพวกมันไว้ อย่าให้หนีไปได้!” และกำลังจะกระโดดขึ้นม้าไปไล่ล่าคนกลับมา
แต่ม้าวิ่งไปสักพักมันก็ร้องเสียงดังแล้วล้มลง
เมื่อเหยียนเฟิงเห็นว่าแม่ทัพกลิ้งตกลงจากหลังม้า เขาจึงลอบเข้าไปใกล้แม่ทัพคนนั้นแล้วสังหารด้วยดาบที่ถืออยู่ทันที ขณะนี้ความแตกต่างระหว่างทหารทั่วไปกับหน่วยกล้าตายสามารถเปรียบเทียบให้เห็นได้อย่างชัดเจน ชายหนุ่มไม่ต่างอะไรจากกระบี่คมที่ไม่ได้หุ้มด้วยฝัก เขาเร้นกายอยู่ในความมืดและเงาที่พ้นออกจากแสงไฟ ทุกครั้งที่เขาก้าวออกมา เหยื่อจะต้องสิ้นชีพอย่างแน่นอน
ความวุ่นวายที่ทัพหน้าทำให้กองกำลังของอันอ๋องซึ่งอยู่นอกกระโจมพากันแตกตื่น เสบียงและหญ้าถูกไฟเผาอยู่ด้านหนึ่ง ส่วนความวุ่นวายในทัพหน้าก็ยังไม่สามารถระงับได้ ทหารในค่ายเริ่มตื่นตระหนก “อาจิ่ว เจ้านำคนติดตามสองสามคนไปจับคนพวกนั้นมาด้วยตนเอง”
“พ่ะย่ะค่ะ” มีเสียงตอบกลับมาจากความมืด ร่างนั้นรีบตรงเข้าไปด้านหน้าอย่างเงียบเชียบ
เหยียนเฟิงมีความรวดเร็ว อีกทั้งคล่องแคล่วที่สุดในเวลานี้ เขามาถึงส่วนกลางของทัพหน้าแล้ว และพบกับกลุ่มคนที่นำโดยอาจิ่วทันที คนเหล่านั้นก็เร้นกายเข้าไปในความมืดไม่ต่างกัน เห็นได้ชัดว่าคุ้นเคยกับการซ่อนตัวเช่นนั้นเป็นอย่างดี พวกเขาคงเป็นหน่วยกล้าตายเช่นกัน
ชายหนุ่มเอาเตาตะเกียงไฟในกระโจมออกมา และโยนไปทางอาจิ่วและกลุ่มของเขาทั้งหมด
เมื่อมีแสงสว่างทั้งสองจึงได้เห็นหน้าของกันและกัน
อาจิ่วตะลึงและอุทานขึ้นมา “เจ้าคือ …ปาลิ่วงั้นหรือ”
ทันทีที่ได้ยินอย่างนั้นเหยียนเฟิงก็ตัวแข็งทื่อขึ้นมาทันที เขาง้างธนูสัญญาณเสียงแล้วยิงขึ้นฟ้าก่อนจะรีบหลบหนี
“พวกเจ้า รีบไปทางนั้น!” อาจิ่วออกคำสั่งกับลูกน้องแล้วไล่ตามเหยียนเฟิงที่หนีไปเมื่อครู่
คนที่หนีออกไปได้บางกลุ่มวิ่งหนีไม่เร็วพอ จึงต้องตายด้วยน้ำมือของฝ่ายกบฏ ส่วนคนที่เท้าไวและโชคดีกว่าก็หลบเข้าไปในพุ่มไม้และซ่อนตัวอยู่ใกล้ ๆ
เมื่อเห็นว่าไฟที่ลุกไหม้เสบียงเริ่มเบาลงแล้ว ส่วนชาวบ้านที่ถูกจับก็หนีไปได้ เหลียงอวี่ตงซึ่งเป็นผู้นำการลอบโจมตีครั้งนี้ด้วยตนเองได้ยินเสียงธนูสัญญาณที่เหยียนเฟิงยิงและสั่งด้วยเสียงต่ำว่า “ถอยกลับ!” ระหว่างที่พูดก็วิ่งกลับเข้าไปในประตูเมืองรุ่นอันโดยไม่หันกลับมามอง
พวกกลุ่มกบฏรีบขี่ม้าไล่ตามไปที่ป้อมประตู แต่ก็พลิกคว่ำล้มลงเมื่อสะดุดกับเชือกหลายเส้นที่ขึงเอาไว้ เพราะความล่าช้าในการไล่ตามจึงทำให้เหลียงอวี่ตงหนีเข้ารุ่นอันไปได้ทัน
เมื่อคนของอาจิ่วตามออกไป ก็เหลือเพียงความวุ่นวายของค่ายทัพหน้าเท่านั้น
เหยียนเฟิงอยู่ในชุดทหารของกลุ่มกบฏ หลังจากที่ซ่อนตัวอยู่พักหนึ่ง เขาก็เห็นว่าทหารฝ่ายตรงข้ามยุ่งอยู่กับการขนเสบียง จึงก้มตัวลงช่วยยกอาหารขึ้นมา
ตู้กู้ยืนบันทึกปริมาณอาหารและหญ้าที่เหลือด้วยพู่กัน ขณะที่เกิ่งฉางกุ้ยและคนอื่น ๆ กำลังยุ่งอยู่กับการแบกกระสอบข้าวไว้บนหลัง เหยียนเฟิงแบกข้าวเดินผ่านตู้กู้ เมื่อตู้กู้เห็นหน้าของเขาก็ตกใจมากจนแทบจะแสดงพิรุธออกมา และอดไม่ได้ที่จะมองซ้ายมองขวา
อาจิ่วไล่ตามเขามาแต่สิ่งที่พบมีเพียงความวุ่นวาย ไม่มีใครดูผิดปกติ เขาเดินไปทางตู้กู้และพบว่าอีกฝ่ายซ่อนอยู่มุมหนึ่ง “เจ้ากลัวข้างั้นหรือ”
ตู้กู้ตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “นายท่าน พวกท่านเป็นทหารใหญ่โต …ไม่แปลกที่จะเกรงกลัวเมื่อได้พบขอรับ”
ทหารใหญ่โตงั้นหรือ? อาจิ่วยิ้มอวดฟันขาว “เมื่อครู่มีอะไรผิดปกติหรือไม่”
ตู้กู้มองไปมารอบ ๆ “มีไฟไหม้ขอรับ นี่นับเป็นเรื่องผิดปกติหรือไม่”
ในตอนนั้นเองเมื่อทหารกองเสบียงพบอาจิ่ว พวกเขาก็ตรงเข้ามาแล้วโค้งคำนับให้เขาที่เป็นทหารองครักษ์ใกล้ชิดของอันอ๋อง “ท่านอาจิ่ว ได้รับคำสั่งจากท่านอ๋องหรือขอรับ”
อาจิ่วเป็นหัวหน้าองครักษ์ของอันอ๋องและยังเป็นมือสังหารมือหนึ่งอีกด้วย เขามักมีสีหน้าเรียบเฉยดูเย็นชา และให้ความรู้สึกเย็นเยียบยามเดินผ่านอยู่เสมอ
อาจิ่วไม่ได้ตอบอะไร
ทหารกองเสบียงถามตู้กู้ขึ้น “มีเมล็ดข้าวเหลืออยู่เท่าไหร่”
ตู้กู้ถอนหายใจด้วยความโล่งอกแล้วเอ่ยตอบ “นายท่าน เราเคลื่อนย้ายทุกสิ่งที่พอจะย้ายออกมาได้จนหมดแล้วขอรับ แม้จะยังนับจำนวนไม่ครบถ้วนดี แต่ก็ถือว่าเหลือน้อยมาก”
“เร็วเข้า เร่งมือหน่อย ท่านอ๋องรอรายงานอยู่!” นายทหารกองเสบียงเร่งเร้า
ตู้กู้พยักหน้าและโค้งคำนับ จากนั้นก็เรียกคนสองสามคนอย่างไม่เป็นทางการขึ้นมา “เจ้า เจ้า แล้วก็เจ้า มาช่วยกันจัดข้าวให้เรียบร้อย!” จนกระทั่งพวกเขาเริ่มเดินหลบออกมาได้ระยะหนึ่ง จึงรู้สึกว่าจิตสังหารดั่งหมาป่าหิวโหยที่จับจ้องอยู่จางหายไป