ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 347 กองทัพมาถึงรุ่นอัน
บทที่ 347 กองทัพมาถึงรุ่นอัน
ที่เมืองอำเภอรุ่นอัน เหลียงอวี่ตงได้ประกาศเรื่องฎีกาลับให้ทุกภาคส่วนทราบข่าวโดยทั่วกันทั้งเฉิงโจว ไม่ช้ากองกำลังจากพื้นที่ใกล้เคียงก็เดินทางเข้ามาสนับสนุน
หลังหนังสือทางการที่หลิวเหิงเขียนในนามเจ้าเมืองเฉิงโจวถูกส่งออกไป อำเภอและที่ว่าการอำเภอต่าง ๆ ไม่กล้าที่จะละเลยคำสั่งนั้น นายอำเภอและเจ้าหน้าที่เริ่มเปิดยุ้งฉางเพื่อเอาอาหารออกมาบรรเทาความทุกข์ยากของราษฎร พร้อมต้มโจ๊กที่ใส่ข้าวเพียงหนึ่งในสามและอีกสองส่วนเป็นแป้งและปลายข้าว แต่ถึงอย่างนั้นชาวบ้านที่ทุกข์ร้อนก็ไม่มีใครรู้สึกไม่พอใจ และไม่ต้องยื้อแย่งกันเนื่องจากมีโรงครัวแจกจ่ายอาหารสร้างขึ้นมาหลายพื้นที่ อีกทั้งยังกระจายไปทั่วทั้งเฉิงโจวอย่างรวดเร็ว
เย็นของวันที่หนึ่งอากาศเริ่มมืดครึ้ม ฝนตกชุกปลายฤดูใบไม้ร่วง
ฝนฤดูใบไม้ร่วงพัดพาความหนาวเย็นมาด้วย แม้จะเป็นฝนเพียงเบา ๆ แต่เมื่อตกลงมาถูกร่างกายก็สร้างความหนาวเย็นได้มาก
โชคดีที่ผู้ลี้ภัยในรุ่นอันถูกต้อนออกไปหมดแล้ว คนชรา สตรี และเด็ก ๆ ส่วนใหญ่เดินทางเข้าไปในเฉิงโจว ชายหนุ่มวัยฉกรรจ์ถูกพาไปที่ซินเซียง จึงไม่มีใครทนหิวและเหน็บหนาวท่ามกลางสายฝนตามทางหรือริมประตูเมือง
อันอ๋องและกองทัพของเขาเดินทางมาถึงหลังจากฝนเพิ่งจะหยุดตก พื้นดินโดยรอบปกคลุมไปด้วยใบไม้ที่ร่วงหล่น พวกเขารวมพลกันอยู่ในบริเวณพื้นที่โล่งที่ผู้ลี้ภัยเคยตั้งเป็นที่พักอาศัย
อันอ๋อง เว่ยกวงสวี ยืนอยู่หน้าประตูเมืองของอำเภอรุ่นอันมองฝูงชนพลุกพล่านรอบ ๆ ป้อมประตู แล้วก้าวออกมาด้านหน้าและประกาศกร้าว “ทหารรักษาการณ์ที่ป้อมประตูจงฟัง ข้าอันอ๋องได้นำทัพกอบกู้บัลลังก์มาถึงแล้ว เปิดประตูให้เราเข้าไปเดี๋ยวนี้!”
หลิวเหิงและเหลียงอวี่ตงนำทหารรักษาการณ์จำนวนมากไปประจำที่ป้อมประตู เมื่อได้ยินเสียงตะโกนมาจากด้านล่างก็มองไปรอบ ๆ และเห็นธงโบกสะบัดอยู่ด้านล่างนอกประตูเมืองห่างจากวิถีธนู บนธงของพวกเขามีคำว่า ‘อัน’ อยู่เป็นการยืนยันตัวตนว่าใครเป็นผู้นำทัพ คนบนหลังม้าอยู่ด้านหน้า รายล้อมผู้นำทัพนั้นซึ่งก็คืออันอ๋อง
เหลียงอวี่ตงยืนอยู่ท่ามกลางพลธนูและตะโกนโต้ตอบ “เว่ยกวงสวี! เจ้าเป็นคนทรยศที่สมคบคิดกับข้าศึกป่าเถื่อนทางเหนือ ลืมสิ้นชาติกำเนิดและบรรพบุรุษอันทรงธรรม เจ้ายังจะกล้าเรียกว่าตนเองเป็นผู้นำของกองทัพกอบกู้บัลลังก์อีกอย่างนั้นหรือ หากยังดึงดันจะบุกเข้ามาในรุ่นอันข้าจะต่อสู้ด้วยอาวุธทั้งหมดที่มีฟาดฟันเจ้าให้แหลกเป็นชิ้น ๆ!”
“เหลียงอวี่ตง เจ้าอย่าบังอาจมาใส่ร้ายข้า หากยอมเปิดประตูเสียตั้งแต่ตอนนี้ข้าจะยังปรานีไม่เอาชีวิตเจ้า แต่หากยังดึงดันต่อต้าน สิ่งเดียวที่เจ้าจะได้รับคือความตาย!” อันอ๋อง เว่ยกวงสวี ตะโกนด้วยความโกรธเคือง
“พวกเจ้า!” เหลียงอวี่ตงโกรธมาก จึงเรียกทหารสองสามนายที่อยู่บริเวณนั้นแล้วออกคำสั่ง “อ่านจดหมายลับของอันอ๋องซะ!”
ทหารทั้งแปดนายค่อย ๆ อ่านจดหมายลับนั้นอย่างชัดถ้อยชัดคำทีละประโยค และท้ายที่สุดก็ขึ้นเสียงประกาศกร้าวใส่กองทัพอันอ๋อง “พี่น้องแห่งกองทัพเหลียวโจว! ในฐานะที่เป็นนครแคว้นเว่ย เราจะยอมจำนนต่อข้าศึกทางเหนือได้อย่างไร! กรมกลาโหมออกคำสั่งปราบปรามกบฏไปทั่วทุกพื้นที่ ราชสำนักเองก็ออกฎีกาลงมาแล้ว ตราบใดที่พวกเจ้ายอมจำนนแต่โดยดีจะถูกละเว้นและได้รับพระราชทานอภัยโทษจากการหลงผิด แต่หากผู้ใดยังคิดขัดขืน จะถือว่าสมรู้ร่วมคิดกับกบฏ!”
นี่เป็นครั้งแรกที่กองทหารของอันอ๋องได้ยินหมายเนื้อความในจดหมายลับ เมื่อพวกเขาได้ยินว่าอันอ๋องสมรู้ร่วมคิดกับข้าศึกศัตรูทางเหนือจริง ๆ บางคนก็อดไม่ได้ที่จะลังเลในใจ
“พี่น้องกองทัพเหลียวโจว เหตุใดพวกเจ้าจึงต้องจากบ้านเกิดมาถึงที่นี่ พวกเจ้าเกิดที่เหลียวโจว เจ้าเมืองเหลียวโจวเองก็ร่วมมือกับอันอ๋องเข่นข้าผู้คน ปล้นสะดมเอาอาหารจากชาวบ้านมาตามทาง พวกเจ้าไม่กังวลว่าญาติมิตรที่บ้านเกิดจะอยู่ในอันตรายเช่นกันหรือ…”
อันอ๋องโกรธมากจึงเอาธนูออกมายิงไปทางป้อมประตู โชคไม่ดีที่ลูกธนูนั้นตกลงที่พื้นก่อนจะไปถึงเป้าหมาย “เหลียงอวี่ตง! เจ้าพูดจาไร้สาระหาเรื่องมาใส่ความข้า บังอาจนัก!”
“หากไม่ได้สมคบคิดกับข้าศึก แล้วเหตุใดจึงมีจดหมายลับออกมาเล่า”
“ถูกต้อง จดหมายลับนั่นประทับตราส่วนตัวของเจ้า นั่นเป็นจดหมายของเจ้าจริง ๆ!”
ผู้นำฝ่ายอันอ๋องพยายามปฏิเสธและผู้คนบนป้อมประตูก็โต้แย้งเสียงดัง ครู่หนึ่งก็มีคำสาปแช่งมากมายลงมาจากป้อมประตูเมือง
อันอ๋องเป็นหนึ่งในเชื้อพระวงศ์ พวกเขาไม่สามารถสาปแช่งไปถึงชั่วโคตรของอีกฝ่ายได้ คำด่าที่ทุกคนสาปแช่งจึงเป็นการมุ่งเป้าไปที่เขาเองว่าเป็นคนทรยศ สารเลว เสียงก่นด่าดังไม่หยุดจนกระทั่งค่ำคืนนั้นสิ้นสุดลง
เมื่อเห็นว่าประตูเมืองไม่ยอมเปิด สวีเฉิงกานเองก็ไม่ได้แจ้งข่าวใด ๆ อันอ๋องจึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกรำคาญใจ ตอนนี้เขารู้เรื่องต่าง ๆ สายเกินไป แผนการที่จะรุกเข้าเมืองหลวงอย่างไม่ทันตั้งตัวล้มเหลว พรุ่งนี้จะต้องเกิดการต่อสู้อย่างดุเดือดอย่างแน่นอน
น่าเสียดายที่สวีเฉิงกานรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะ ทั้งยังตบอกอาสาว่าจะช่วยให้เขาผ่านเฉิงโจวไปอย่างง่ายดาย เพื่อเป็นของขวัญสำหรับเขาที่ได้สานสัมพันธ์กับตระกูลสวี แต่ผลลัพธ์ในยามนี้กลับไม่เป็นไปตามแผนสักทาง ผู้ลี้ภัยกระจัดกระจายออกไปจากรุ่นอันไม่เหลือร่องรอย และกองทัพสามพันนายที่แฝงมาพร้อมผู้ลี้ภัยถูกจับไปหมด
สถานการณ์นับว่าไม่ปลอดภัย
“ท่านอ๋อง ข้าน้อยสืบทราบมาว่ามีผู้ลี้ภัยซ่อนตัวอยู่ในภูเขาใกล้ ๆ นี้ เราส่งคนไปช่วยพวกเขาออกมาในเช้าวันพรุ่งนี้ดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” ชุยถงเหอมองไปทางอำเภอรุ่นอันที่ประตูเมืองปิดสนิทและเริ่มเกิดความคิดที่ว่า “ยังมีซินเย่อยู่ใกล้ ๆ นี้ด้วย…”
“หน่วยสอดแนมรายงานมาว่ายามนี้ถนนหลักทั้งหมดในอำเภอซินเย่เต็มไปด้วยหลุมบ่อหลังจากที่กองทหารเดินทางเข้าไปที่นั่น จึงทำได้เพียงเดินเท้านั้น ม้าไม่สามารถวิ่งเข้าไปได้ หากส่งกองทหารเข้าไปในซินเย่ทุกอย่างจะยิ่งช้าลงไปอีกขอรับ” ผู้ช่วยคนหนึ่งรายงานขึ้นมา
เดิมทีพวกเขาวางแผนจะส่งกองทหารม้าจำนวนหนึ่งไปจัดการทำลายซินเย่ให้สิ้นซาก เมื่อไปถึงที่นั่นพวกเขาก็ต้องการจะจับคู่หมั้นของหลิวเหิงมาได้ อาจจะใช้นางเพื่อข่มขู่หลิวเหิงให้ยอมจำนน พ่อค้าเกลือเคยรายงานว่านายอำเภอหลิวเชื่อฟังว่าที่ภรรยาไม่ต่างจากทาสในเรือน
น่าเสียดายที่เมื่อพวกเขาไปถึงถนนหลักที่ซินเย่แล้ว สิ่งแรกที่พวกเขาพบคือทางเข้าที่ถูกปิดกั้นด้วยกำแพงสูง เมื่อกองทหารขึ้นไปดูบนนั้นก็พบว่าถนนเข้าสู่ซินเย่เต็มไปด้วยหลุมจำนวนมาก ด้วยระยะห่างที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แม้แต่ถนนเส้นหลักยังมีคูน้ำลึกที่มีหอกไม้ไผ่ปักคว่ำอยู่ ที่ไหนไม่มีคูน้ำลึกก็ยังมีหญ้าปกคลุม ไม่รู้ว่าเป็นหญ้าจริงหรือกับดักซึ่งไม่สามารถระบุได้ด้วยตาเปล่า
หากต้องปีนข้ามกำแพง การกระโดดลงไปก็เท่ากับลงไปในกับดัก หรือต่อให้ทำลายกำแพงนี้ไปได้ก็ยังต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการเดินทางจากที่นี่ไปให้ถึงอำเภอซินเย่
อันอ๋องสบถออกมา “เจ้าคนมากเล่ห์!” และเอ่ยกับชุยถงเหอ “ไม่จำเป็นต้องเสียกองกำลังไปที่นั่น เกรงว่าผู้คนในซินเย่จะซ่อนตัวลึกเข้าไปในป่าเขา หากจะไปตามหาก็คงเป็นเรื่องยาก ยามนี้สถานการณ์โดยรวมเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า เราจะต้องรวมกำลังกันโจมตีรุ่นอันในวันพรุ่งนี้!”
ชุยถงเหอเห็นด้วยกับการตัดสินใจของอันอ๋องเช่นกัน
เหยียนซีอยู่ที่ยอดเขาใกล้กับรุ่นอันในซินเย่ เธอสามารถได้ยินเสียงของการต่อสู้และสบถด่าในรุ่นอันซึ่งดังมาจากด้านล่างลงไปตามภูเขา
“นั่น …คนมากมายไปไหนหมด” เจ้าหน้าที่จากที่ว่าการเห็นว่ามีผู้คนหนาแน่นอยู่ที่ประตูเมืองรุ่นอัน และเริ่มตั้งค่ายขึ้นมา “ผู้บัญชาการเหอ นั่นคือกองทัพแสนนายของพวกเขาอย่างนั้นหรือขอรับ”
เนื่องจากซินเย่อยู่ไม่ห่างออกไปนัก จะเกิดอะไรขึ้นหากอันอ๋องคิดขึ้นได้กลางดึกว่าอยากจะส่งคนมาโจมตีซินเย่เล่า
“ฟังจากคำโอ้อวดของเขา อย่างมากสุดน่าจะมีแค่เจ็ดถึงแปดหมื่นนาย ไม่ต้องกังวลเรื่องนั้นหรอก เขากำลังวุ่นวายอยู่กับการโจมตีรุ่นอันและรีบตรงไปที่นั่น ไม่มีทางหันมาสนใจซินเย่อีก” เหอหมิงเฉวียนไม่ได้กังวลใจ “หากคิดจะบุกเข้ามาก็ต้องใช้เวลานานกว่าจะเดินทางเข้ามาถึงซินเย่ได้”
“นั่นก็จริง โชคดีที่คุณหนูสั่งให้เราขุดถนนทางการเอาไว้แล้ว” เจ้าหน้าที่รู้สึกโล่งอกขึ้นมาเล็กน้อย
ก่อนหน้านี้ที่เหยียนซีเสนอให้ทำลายถนนทางการและหนทางที่ราบเรียบทั้งหมดจากสถานีเหลียวผิงไปถึงซินเย่ ทว่าทุกคนก็ยังลังเลที่จะทำเช่นนั้น ถนนเส้นนี้เพิ่งถูกสร้างขึ้นอย่างดีในปีนี้โดยนายอำเภอและคนทั้งหมดที่ซินเย่ แต่เมื่อมองดูสถานการณ์ยามนี้แล้วพวกเขาก็โล่งใจมากขึ้นที่ยอมทำตาม หากไม่สามารถขี่ม้าผ่านทางได้ ผู้คนจะหลบหนีได้ทันก่อนที่กองทัพอันอ๋องจะมาถึงจริง ๆ
ยิ่งไปกว่านั้น ดูเหมือนว่าอันอ๋องจะกังวลมากและต้องการจะผ่านรุ่นอันให้ได้เร็วที่สุด และไม่ได้สนใจซินเย่อีก
เหยียนซีถอนหายใจ น่าเสียดายที่ซินเย่ไม่มีกองทัพ ไม่เช่นนั้นอาจจะสามารถส่งคนไปลอบโจมตีและเกิดผลลัพธ์ที่ดีได้
เมื่อเหอหมิงเฉวียนได้ยินเสียงพึมพำของเด็กสาว เขาก็อดไม่ได้ที่ลองคิดตาม “หรือจะให้ข้าส่งคนไปลอบโจมตีคืนนี้ดูดีหรือไม่”
“ท่านอาเหอ อย่าเพิ่งเสี่ยงเลยเจ้าค่ะ” เหยียนซีรู้สึกว่านั่นเป็นความกล้าที่อาจนำอันตรายมาถึงได้
คนกลุ่มหนึ่งเดินทางลงมาจากภูเขา สถานที่แห่งนี้อยู่ใกล้กับหน่วยงานไปรษณีย์เหลียวผิงมาก เจ้าหน้าที่และทหารกบฏบางคนที่ตั้งค่ายอยู่ใกล้หน่วยงานไปรษณีย์เหลียวผิง กำลังคุยโม้อยู่รอบกองไฟเกี่ยวกับความสำเร็จอย่างกล้าหาญของอันอ๋องในการต่อสู้กับข้าศึกทางเหนือ เห็นได้ชัดว่าอันอ๋องเกรงว่ากองทัพจะเสียขวัญกำลังใจ จึงพยายามปลูกฝังความเป็นวีรบุรุษของตนเองอย่างมาก
เมื่อหัวหน้าสวีได้ยินสิ่งที่คนเหล่านั้นพูดเกี่ยวกับการต่อสู้ที่ช่องเขาฮูเหล่า โดยเปลี่ยนเรื่องราวให้เป็นประโยชน์ต่ออันอ๋อง เขาก็อดไม่ได้ที่จะสาปแช่งออกมาว่า “ไร้ยางอาย!” และพูดกับเหยียนซีว่า “หัวขโมยนั่นช่างไร้ยางอาย พ่อเจ้าต่างหากที่เป็นวีรบุรุษ แต่กลับถูกชายผู้นั้นขโมยความดีความชอบไปหมดสิ้น!”
เหยียนซีหยุดคิดและพบว่าความเห็นของชาวบ้านมีแรงผลักดันเป็นอย่างมาก ไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่คนอย่างเธอจะพ่ายแพ้คนสมัยโบราณในเรื่องเช่นนี้ ทุกคนที่ทำงานการตลาดจำเป็นจะต้องมีความรู้ในเรื่องจิตวิทยาและการโฆษณาเป็นพื้นฐาน