ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 346 ไม่มีใครฟังเขา
บทที่ 346 ไม่มีใครฟังเขา
เว่ยหวนกำลังจะให้สัญญาว่าพวกเขาจะปลอดภัย แต่ผู้ติดตามของสวีเฉิงกานกลับเริ่มก้มลงค้นไปทั่วร่างของเจ้านาย “เราต้องรีบหนีแล้ว ไม่อย่างนั้นตายหมดแน่!”
เมื่อล้มเหลวในการอารักขาเจ้านายและทำให้ทั้งสองต้องถูกรุมทำร้าย เมื่อกลับไปพวกเขาอาจถูกจับไปลงโทษได้
หลังคิดไปถึงเรื่องนี้ คนที่ต้องเดือดร้อนในทีหลังย่อมเป็นพวกเขาแน่นอน เมื่อคนสนิทของสวีเฉิงกานพบเงินที่ซ่อนไว้ในร่างของเจ้านายก็เอาออกมาด้วยมือสั่นเทา
คำพูดนั้นทำให้ผู้ติดตามของเว่ยหวนหมดความลังเล คุณชายรองเพียงเกือบจะเสียสติไปแล้ว แต่สวีอวี้หรงฮูหยินของเจ้าเมืองนั้นเสียสติอย่างกู่ไม่กลับ หากเขาพาเว่ยหวนกลับไปในสภาพนี้ เกรงว่าฮูหยินคงจะสั่งฆ่าเขาอย่างแน่นอน
รีบหนีเสียดีกว่า! สถานการณ์เช่นนี้ไม่มีใครดูออกอยู่แล้วว่าใครเป็นใคร อย่างร้ายที่สุดพวกเขาก็เพียงแสร้งเป็นผู้ลี้ภัย ไม่มีใครมาตามตรวจสอบตัวตนผู้ลี้ภัยเหล่านี้อยู่แล้ว
มือของเขาเริ่มค้นไปตามร่างของเว่ยหวนเพื่อหาเงิน
“ช่วยด้วย …ช่วยข้าด้วย” เว่ยหวนพยายามบอกผู้ติดตามว่าจะมอบเงินจำนวนมากให้และสัญญาว่าจะไม่ให้เขาต้องถูกลงโทษ
แต่น่าเสียดายที่ไม่มีใครเชื่อเขา
ใครจะกล้าเชื่อคนที่สามารถละทิ้งได้กระทั่งเลือดเนื้อเชื้อไขของตนเองเช่นเขาเล่า
ผู้ติดตามทั้งสองเอาเงินออกมาจากตัวของสวีเฉิงกานและเว่ยหวนโดยไม่ให้พลาดตกหล่นแม้แต่เหรียญเดียว หลังจากได้ครบแล้วหนึ่งในนั้นก็กล่าวขึ้น “คุณชายรอง ไม่ใช่ข้าน้อยโหดร้าย แต่ข้าน้อยไม่สามารถตามหาหมอมารักษาท่านในพื้นที่กันดารเช่นนี้ขอรับ ข้าน้อยไม่สามารถทำอะไรไปได้มากกว่านี้แล้วจริง ๆ” พูดจบทั้งสองก็หันหลังและวิ่งหนีไป
เว่ยหวนพยายามร้องเรียก แต่เพราะความเจ็บที่หน้าอกทำให้เขาต้องหยุด
เปลือกตาของสวีเฉิงกานสั่นไหว ปากของเขาอ้าออก แต่ก็ยิ่งทำให้เลือดไหลออกมามากขึ้น ทว่าสติยังคงอยู่ เขายังไม่สามารถสิ้นใจตายไปได้ยามนี้ และรู้สึกถึงความเจ็บปวดที่แผ่ไปทั่วทั้งร่างกาย แต่ก็ไม่สามารถดิ้นรนทำสิ่งใดได้ เขาเป็นคุณชายรองที่ทรงอำนาจและเป็นที่นับหน้าถือตาของตระกูลสวี เมื่ออยู่ในเมืองหลวงผู้คนต่างต้องก้มหัวให้ …แล้วเหตุใดจึงต้องมานอนน่าอนาถอยู่บนพื้นอย่างทาสสกปรกเช่นนี้ ไม่นานการมองเห็นของเขาก็เริ่มดับวูบลงและกระอักเลือดออกมาทางปาก จากนั้นการเคลื่อนไหวทั้งหมดก็ค่อย ๆ หยุดลง
หลังจากผู้ลี้ภัยเอาม้าไปต้มกินกันแล้ว พวกเขาก็พบว่าชายสองคนเมื่อครู่นอนอยู่บนพื้น ทว่าไม่มีใครแยแสทั้งสองอีก ระหว่างทางมีคนไม่น้อยที่ล้มลงกับพื้นด้วยความหิวโหยและไม่มีแรงลุกขึ้นมาได้อีกเลย สองคนนี้ก็ไม่ต่างกันนัก
เมื่อผู้ลี้ภัยอีกกลุ่มผ่านมาเห็น พวกนั้นจึงใจดีลากร่างของพวกเขาไปที่ถนนหลัก
กลางดึก เว่ยหวนก็ตื่นขึ้นมาอีกครั้งด้วยความหนาวเหน็บ หิวโหย และเจ็บปวด …ทุกอย่างปะปนกันจนเขาต้องคร่ำครวญและกรีดร้องออกมา ทว่าไม่มีใครอยู่รอบตัวเขาในเวลานี้ มีเพียงหนูที่คลานออกมา และดูเหมือนมันกัดแทะเท้าของเขาอยู่ ตนไม่ได้รู้สึกจึงไม่แน่ใจว่าเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่ “ไปให้พ้น …ไปซะ” เขาพยายามจะไล่หนู แต่ดูเหมือนว่าขาทั้งสองข้างของเขาราวกับจมอยู่ในแอ่งโคลนทั้งสองข้าง มันไม่สามารถขยับเขยื้อนไปไหนได้
ความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะเอาชีวิตรอดทำให้เขาพยายามพลิกตัวด้วยแขนซ้ายที่เหลืออยู่ ส่วนหนูก็ส่งเสียงร้องแหลมและวิ่งไปบนพื้นหญ้า
ข้างถนนในช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วง ลมหนาวพัดผ่านหญ้าแห้งที่กำลังเหี่ยวเฉา พวกมันส่งเสียงดังกรอบแกรบเล็กน้อย ดวงดาวสองสามดวงบนท้องฟ้าส่องสว่างไม่ต่างจากดวงตาสองสามคู่ที่จับจ้องลงมาบนแผ่นดินอย่างเงียบงัน
เว่ยหวนคิดจะคลานไปยังรุ่นอัน ใช่… เขาต้องคลานกลับไป …ต้องกลับ หลังกลับไปแล้วเขาสามารถขอให้หลิวเหิงช่วยเหลือได้ หลิวเหิงเป็นบุตรชายของเขาเอง หากอีกฝ่ายไม่ทำเช่นนั้นจะถือว่าเป็นลูกอกตัญญู
เมื่อดันแขนไปด้านหน้าเล็กน้อย เขาก็รู้สึกเจ็บแปลบไปทั่วทั้งร่าง เว่ยหวนรู้สึกว่าตนเองออกแรงไปมาก แต่การเคลื่อนที่กลับขยับไปเพียงเล็กน้อยไม่ต่างจากหนอน
เขาฉลาดมาตั้งแต่เด็ก เริ่มเข้าสำนักศึกษาตั้งแต่อายุได้หกปีและได้รับการยกย่องมาตลอด ตระกูลเว่ยเป็นครอบครัวที่มีฐานะ เขาไม่เคยต้องทนทุกข์ทรมานกับความยากลำบาก ต่อมาเพื่อเข้าสำนักศึกษาก็ขายที่ดินบางส่วนออกไป แต่ด้วยงานทอผ้าเย็บปักถักร้อยของนางหวัง เขาก็ไม่ต้องกังวลเรื่องอาหารและเสื้อผ้า ทั้งยังมีเงินเพียงพอที่จะอ่านตำราและร่วมชุมนุมวรรณกรรมพบปะมิตรสหาย
หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็เห็นแสงสลัว ๆ ใกล้เข้ามาตรงหน้า พร้อมกับเสียงล้อของรถม้า ในไม่ช้ารถม้าคันนั้นก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าเขา และมีเท้าคู่หนึ่งลงมาจากรถ
เว่ยหวนเงยหน้าขึ้นมอง และเห็นดวงตาคู่หนึ่งที่สว่างวาบแต่กลับเย็นชา เมื่อเขาพยายามมองให้ดีก็พบว่าเป็นหลิวเหิง
เขาอ้าปากเพื่อจะขอความช่วยเหลือ แต่ชายหนุ่มนั่งยอง ๆ ลงมาก่อนแล้วเอ่ยขึ้น “รู้สึกอย่างไรเล่าที่ได้มีชีวิตอยู่เช่นนี้”
“ช่วย…” เขาเอ่ยออกมาได้เพียงคำเดียวก็เจ็บปวดมากจนไม่สามารถทำอะไรได้ ศีรษะกระแทกลงกับพื้น
หลิวเหิงมองเว่ยหวนที่ใบหน้าซีดขาวราวกับกระดาษ การหายใจของอีกฝ่ายถี่กระชั้นขึ้น
“เว่ยหวน ตั้งแต่วันที่ข้ารู้ว่าเจ้าทิ้งภรรยาและลูกเอาไว้ข้างหลัง ข้าก็คิดว่าวันใดที่สวรรค์มีตามองลงมาเห็น คนเช่นเจ้าต้องตายอย่างน่าอนาถแน่นอน”
“มารดาของเจ้า…”
“ข้าไม่ได้เป็นผู้ลงมือสังหารเจ้า วิญญาณของท่านแม่จะยังคงสงบสุข คนหน้าด้านอย่างเจ้าสมควรต้องลงนรก ท่านแม่ของข้าเป็นคนจิตใจงดงาม นางคงได้ไปเกิดใหม่ในครอบครัวที่ดีและมีความสุขอยู่อย่างแน่นอน”
หลิวเหิงหันกลับมาและหยิบซองธูปออกมาจากรถม้า เขาจุดธูปสามดอกแล้วคุกเข่าลง พร้อมหันไปทางหมู่บ้านหยางซาน “ท่านแม่ขอรับ เว่ยหวนกำลังจะตายในอีกไม่ช้า ท่านแม่มีความสุขอยู่หรือไม่ ยามนี้พวกกบฏกำลังคุกคามราษฎร ลูกจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อช่วยเหลือทุกคนให้ได้ขอรับ ท่านไม่ต้องเป็นห่วง หลังจากที่ปราบกบฏได้สำเร็จแล้ว ทั้งตระกูลสวีและสตรีเสียสติอย่างสวีอวี้หรงก็คงไม่มีทางรอด หรือต่อให้ลูกโชคร้ายต้องสิ้นชีวิตไปก่อน… ซีเอ๋อร์ก็จะไม่ปล่อยให้นางผู้นั้นมีชีวิตอย่างดีแน่นอน”
เมื่อเว่ยหวนได้ยินเขาพูดถึงซีเอ๋อร์ก็คิดอยู่พักหนึ่งแล้วจำได้ว่าเป็นเด็กผู้หญิงในหมู่บ้าน เขาต้องการจะบอกหลิวเหิงว่าสามารถช่วยให้ลูกชายแต่งงานกับสตรีที่สูงศักดิ์ได้ แต่น่าเสียดายที่ไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้อีก
ชายหนุ่มไม่ได้มองเขาเลย ระหว่างที่พูดกับมารดาก็เอาธูปปักลงไปที่พื้นและเริ่มเผาเงินกระดาษ
เงินกระดาษกองใหญ่กลายเป็นขี้เถ้าด้วยเปลวไฟ สายลมยามค่ำคืนพัดผ่านและปลิวไปตามพื้นสองสามตลบ กระดาษบางแผ่นลอยมาติดที่ผมของเว่ยหวน ก่อนจะส่งกลิ่นเหม็นไหม้
เขาหายใจเข้าออกอย่างสิ้นหวังและเริ่มรู้สึกว่ารอบกายมืดลงเรื่อย ๆ ในที่สุดก็นอนนิ่งที่พื้นไม่เคลื่อนไหวอีกต่อไป
เหยียนเฟิงก้าวไปใกล้แล้วถอนหายใจออกมา “ไม่หายใจแล้วขอรับ”
หลิวเหิงรับคำในลำคอ หลังจากกระดาษตรงหน้าเขาถูกเผาไปจนหมดก็ลุกขึ้นเดินขึ้นรถม้า “กลับเถอะ” ตั้งแต่ต้นจนจบ เขาไม่ได้กลับไปเหลือบมองเว่ยหวนที่พื้นอีกเลย
ไม่ว่าจะยิ่งใหญ่เพียงใด ทว่าหากสิ้นใจอยู่ข้างถนนก็ไม่ต่างอะไรจากคนจรจัดอนาถา
หลังจากผ่านประตูเข้ามาในรุ่นอันเขาก็กลับไปยังที่พักและอาบน้ำ เมื่อสดชื่นขึ้นแล้วก็เอากระดาษขึ้นมากองหนึ่ง ก่อนจะเขียนเอกสารราชการถึงนายอำเภอกับเจ้าหน้าที่ต่าง ๆ ในเฉิงโจว พร้อมขอให้พวกเขาเปิดยุ้งฉางและเอาเสบียงออกมาตั้งโรงครัว ปรุงโจ๊กให้กับผู้ลี้ภัย หลังเขียนจบแล้วก็ใช้ตราประทับประจำตัวเจ้าเมืองประทับลงในหนังสือนั้น
ตอนนี้กองทัพอันอ๋องเดินทางด้วยความเร่งรีบ พวกเขาเข้าเขตเหลียวจงและใกล้จะถึงซินเย่แล้ว
ที่ว่าการอำเภอซินเย่ได้รับจดหมายขอความร่วมมือจากอันอ๋องว่าเขาถูกจักรพรรดิข่มเหงและต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอด ยามนี้เขาต้องการทำตามพระประสงค์สุดท้ายของจักรพรรดิองค์ก่อน พร้อมต้องการให้ซินเย่ส่งกำลังไปสมทบกับกองกำลังของตนเองและมุ่งหน้าสู่เมืองหลวงด้วยกัน ใครก็ตามที่ยินยอมแต่โดยดีจะได้รับรางวัลอย่างงาม แต่หากกล้าขัดขืนจะถูกฆ่าอย่างไร้ความปรานีเช่นกัน
เนื้อความในจดหมายเต็มไปด้วยเจตนาข่มขู่และตั้งใจจะสังหาร ว่ากันตรง ๆ แล้วพวกเขาเพียงต้องการจะบอกว่า แค่ยอมจำนนแต่โดยดีจะปลอดภัย หากกล้าขัดขืนจะต้องพังพินาศ
เมื่ออันอ๋องเดินทางใกล้เข้ามา เรื่องราวที่เขาต่อสู้เพื่อความยุติธรรมก็เริ่มเลื่องลือขึ้นมาอีกครั้ง แต่คราวนี้ทุกอย่างแตกต่างออกไป ชาวบ้านทั้งหมดไม่ได้สรรเสริญเขาอีกแล้ว ทว่ากลับตั้งข้อสงสัยและรู้สึกขัดแย้งต่อเรื่องเหล่านั้น
แน่นอนว่าเหยียนซีเองก็ทราบข่าวลือเรื่องที่เขาสังหารเจ้าหน้าที่ฉ้อฉลระหว่างยกทัพมาเช่นกัน แต่ก็ยังมีข่าวเช่นกันว่าเป็นเขาที่สมรู้ร่วมคิดกับข้าศึก เพื่อให้ตนเองได้รับการยกย่องเป็นวีรบุรุษในอดีต
ผู้ลี้ภัยที่หลบอยู่ตามกำแพงเมืองซินเย่รู้สึกสับสน วันดีคืนดีก็มีข่าวว่าอันอ๋องเป็นคนดี วันรุ่งขึ้นก็มีคนบอกอีกว่าอันอ๋องเป็นคนทรยศ และวันถัดมาก็มีคนบอกว่าเขาเป็นวีรบุรุษอีก
เหยียนซีใคร่ครวญดูแล้วก็พบว่าคนโบราณให้ความสำคัญกับความนับถือจากราษฎรเป็นอย่างมาก สงครามข่าวลือเช่นนี้จึงดำเนินไปมาอย่างไม่สิ้นสุด