ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 342 เป็นนักเขียนจดหมายเงาให้อันอ๋อง
- Home
- All Mangas
- ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย
- บทที่ 342 เป็นนักเขียนจดหมายเงาให้อันอ๋อง
บทที่ 342 เป็นนักเขียนจดหมายเงาให้อันอ๋อง
เหลียงอวี่ตงไม่ใช่คนใจคอโหดเหี้ยมที่จะฆ่าคนได้อย่างไม่สนใจว่าเป็นใครหน้าไหน ดังนั้นจึงไม่ต้องการให้เกิดภูเขาซากศพและทะเลเลือดขึ้นที่นี่หากไม่จำเป็น
ทว่าตอนนี้มีผู้ลี้ภัยจำนวนมากที่อยู่ที่หน้าประตูเมืองของอำเภอรุ่นอัน และยังจะเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ยิ่งอันอ๋องขับไล่ผู้ลี้ภัยมาทางนี้มากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีความเสี่ยงที่จะมีผู้บริสุทธิ์ต้องตายจากการต่อสู้มากขึ้นเท่านั้น
หลิวเหิงยิ้ม แม่ทัพผู้นี้ไม่ใช่คนโง่เขลา เหลียงอวี่ตงให้ความสำคัญกับความชอบธรรมและรู้จักคิดถึงผู้อื่น อีกทั้งยังรู้จักคิดเตรียมการต่าง ๆ ไว้สำหรับตนเองด้วย หากเขาต้องฆ่าคนจำนวนมากขนาดนี้ มันอาจจะเกิดข้อครหาหลังงานเสร็จสิ้นได้ บางทีคงเป็นเขาและทุกคนที่นี่ที่ต้องร่วมกันแบกรับความรับผิดชอบร่วมกัน
ชายหนุ่มคิดเรื่องผู้ลี้ภัยเอาไว้แล้วระหว่างที่สำรวจรอบ ๆ อำเภอรุ่นอันในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา ในเวลานี้เขาจึงสามารถอธิบายแผนการออกมาได้ทันที
“เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องยากขอรับ ก่อนที่พวกกบฏจะยกทัพมาถึงนี่ แม่ทัพเหลียงเพียงปล่อยให้ผู้ลี้ภัยบางส่วนเข้ามาในเฉิงโจวเพื่อรับอาหารจากยุ้งฉางได้ แต่จะต้องอนุญาตเฉพาะ สตรี เด็ก และคนชราเท่านั้น คนหนุ่มทั้งหมดให้รออยู่ที่ซินเซียงซึ่งเป็นที่รกร้างไปก่อน ระหว่างที่ข้าเดินทางมาที่นี่พบว่ามีผู้ลี้ภัยจำนวนไม่น้อยที่ดูน่าสงสัย บางคนลากเกวียนที่เต็มไปด้วยอาหารมาด้วย ท่านแม่ทัพควรออกคำสั่งให้ตรวจค้นเกวียนเหล่านั้นทั้งหมด และให้พวกเขาเก็บอาหารที่เอามาไว้กับตัวเฉพาะของที่สามารถเลี้ยงครอบครัวได้ห้าหกวันเท่านั้น จากนั้นก็เอาส่วนที่เกินมาไว้กับเรา ต่อมาก็ให้พวกเขาลงชื่อและรายงานจำนวนที่ส่งมอบให้เราไว้ทั้งหมด ก่อนจะมอบหนังสือรับรองเอาไว้ว่าหลังปราบกบฏเสร็จสิ้น ทุกคนจะได้รับอาหารเหล่านั้นคืนไปจากทางการ หากใครขัดขืนจะถือว่าสมคบกับกบฏจะต้องถูกโทษประหาร”
หลิวเหิงเอ่ยประโยคสุดท้ายด้วยรังสีอำมหิต ส่วนเหลียงอวี่ตงอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ อีกฝ่ายเป็นผู้แทนจักรพรรดิที่เฉียบขาดและเลือกใช้วิธีการอย่างแยบยลจริง ๆ
เขากล่าวว่ามีผู้ก่อจลาจลกระจายตัวอยู่ในหมู่ผู้ลี้ภัยที่นี่ด้วย หากปล่อยให้คนเหล่านั้นผ่านเข้ามาได้ ย่อมจะทำให้เกิดเรื่องเลวร้ายขึ้นอย่างแน่นอน ยามนี้ความคิดของหลิวเหิงเป็นทางออกที่ดีที่สุด
“เอาละ ข้าจัดการเรื่องเปิดให้ผู้ลี้ภัยเข้ามาในวันพรุ่งนี้”
“นอกจากนี้โฉมหน้าที่แท้จริงของอันอ๋องผู้สมคบกับศัตรูและทรยศบ้านเมือง จะต้องถูกเปิดโปงให้ทุกคนได้รับรู้ด้วยขอรับ” หลิวเหิงกล่าวอย่างช้า ๆ
“ใต้เท้าหลิวหมายความว่า…”
“แม่ทัพเหลียง ข้าน้อยจะทำสำเนาจดหมายลับของอันอ๋องที่เขาร่วมมือกับข้าศึกออกมา จากนั้นก็จะส่งจดหมายไปยังสถานที่ต่าง ๆ ในเฉิงโจว เมื่อเราเดินทางไปที่ประตูเมืองพรุ่งนี้ เราจะอ่านจดหมายนั่นให้ผู้ลี้ภัยทั้งหมดที่นั่นฟังด้วย”
“แต่… ใต้เท้าหลิว ฝ่าบาทยังทรงไม่ได้ทอดพระเนตรจดหมายลับนี่เลย…”
“ไม่ต้องกังวลเรื่องนั้นขอรับ ท่านแม่ทัพเป็นผู้บริสุทธิ์ที่อาจมีใครตำหนิได้ ข้าจะเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องนี้ทั้งหมดเอง”
“ใต้เท้าหลิวจะรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียวได้อย่างไร เราร่วมมือกันแล้ว ใต้เท้าและข้ามาทำงานนี้ด้วยกันเถอะ” เมื่อเหลียงอวี่ตงเห็นบัณฑิตท่าทางอ่อนแอเอ่ยอย่างเด็ดเดี่ยว แล้วเขาจะยังเกรงกลัวและหลบอยู่ด้านหลังได้อย่างไร ท่าทีเช่นนี้ทำให้แม่ทัพเหลียงตัดสินใจก้าวเท้ามาร่วมหัวจมท้ายไปกับหลิวเหิง
หลิวเหิงเอาจี้หยกออกมาแล้วพูดขึ้น “จักรพรรดิองค์ใหม่มอบจี้หยกนี้ให้แก่ข้า เพื่อที่จะให้สามารถดำเนินการงานต่าง ๆ ได้อย่างราบรื่นขึ้น”
เหลียงอวี่ตงมองจี้หยกมังกรหินอยู่บนเมฆมงคลที่งดงามแวววาวนั่นแล้วก็รู้ว่าเป็นของสูงค่า นอกจากราชวงศ์แล้วจะมีผู้ใดครอบครองมันได้อีก
หลิวเหิงได้รับไมตรีจากแม่ทัพเหลียงแล้ว เขาจึงต้องการมอบไมตรีแก่แม่ทัพเหลียงตอบเช่นเดียวกัน “แม่ทัพเหลียง บอกตามตรงว่าข้ามีความแค้นส่วนตัวกับตระกูลสวี แต่ในเมื่อใต้เท้าสวีมีไมตรีต่อท่านแม่ทัพ ข้าคิดว่าการขังสวีเฉิงกานไว้ที่นี่อาจจะไม่เป็นการเหมาะสม เหตุใดเราจึงไม่ส่งเขากลับเมืองหลวงไปเล่าขอรับ”
เนื่องจากเหลียงอวี่ตงให้ความสำคัญกับเรื่องบุญคุณ เขาจึงไม่มีทางสังหารสวีเฉิงกานที่เป็นบุตรชายของผู้มีพระคุณเป็นอันขาด อย่างน้อยก็เพื่อให้ใต้เท้าสวียังเหลือทายาทไว้สืบตระกูลในอนาคต
ข้อเสนอเช่นนั้นของหลิวเหิงทำให้เหลียงอวี่ตงประหลาดใจ ระหว่างทางที่สวีเฉิงกานถูกส่งตัวกลับไปเมืองหลวง หากมีคนมาดักรอให้ความช่วยเหลือระหว่างทางจะเกิดอะไรขึ้น หรืออีกฝ่ายก็รู้เช่นกันว่าเขาตั้งใจจะรักษาชีวิตของทายาทตระกูลสวีเอาไว้เพื่อทดแทนบุญคุณ
ใต้เท้าสวีดีต่อเขามาก แต่ยามนี้อีกฝ่ายกลับร่วมมือกับกบฏ และเขาเองไม่สามารถทรยศต่อแผ่นดินได้ ทว่าหากหยุดอันอ๋องไว้ได้ ความพ่ายแพ้ของอันอ๋องจะนับว่าเป็นความพ่ายแพ้ของตระกูลสวีด้วยเช่นกัน จากนั้นหายนะเก้าชั่วโคตรก็จะมาถึงตัวพวกเขา เขาต้องการขังสวีเฉิงกานไว้ และหากการต่อสู้เกิดขึ้นที่นี่ เขาอาจจะปล่อยตัวสวีเฉิงกานกลับไปแจ้งข้าวกับครอบครัว หรือหากสวีเฉิงกานหนีไปเพียงคนเดียวก็ถือว่าได้ช่วยเหลือทายาทของผู้มีพระคุณไม่ให้ตระกูลสูญสิ้นแล้ว
ยามนี้ชายหนุ่มเป็นคนเสนอให้ส่งตัวสวีเฉิงกานออกไป ดังนั้นคนที่รับผิดชอบในการส่งตัวสวีเฉิงกานก็ต้องเป็นคนของเขาเอง มันไม่ใช่เรื่องยากเลยที่จะหลบหนีไประหว่างทาง
หลิวเหิงพูดออกมาตามตรงว่าไม่พอใจในตัวผู้มีพระคุณของเขา ทว่ากลับไม่ได้เอาความแค้นส่วนตัวออกมาใช้ในเวลานี้เช่นกัน
เหลียงอวี่ตงสะเทือนใจเป็นอย่างมาก เขารู้เรื่องในชีวิตของหลิวเหิงมาบ้าง ดังนั้นจึงเต็มใจที่จะให้ความช่วยเหลือมากขึ้น “ในเมื่อใต้เท้าหลิวเห็นว่าสมควรก็ย่อมได้ แต่ตอนนี้เว่ยหวนยังอยู่ที่หน่วยงานไปรษณีย์ เราต้องจับพวกเขามารวมกันแล้วค่อยส่งกลับเมืองหลวงหรือไม่”
หลิวเหิงเป็นบุตรชายของอีกฝ่าย แม้จะไม่ยอมรับ แต่ความสัมพันธ์ทางสายเลือดก็ยังตัดขาดกันได้ยาก ดังนั้นเขาจึงไม่กล้าจัดการกับเว่ยหวน พร้อมทั้งออกความเห็นให้ส่งกลับเมืองหลวงไปกับสวีเฉิงกาน เพื่อป้องกันไม่ให้ใครมาครหาตนว่าเป็นลูกอกตัญญูได้
“ต้องขอบคุณท่านแม่ทัพที่คิดถึงข้าน้อยด้วยขอรับ”
“ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย”
“ใต้เท้าหลิว ตอนนี้ก็ค่ำแล้ว ท่านกลับไปพักผ่อนก่อนเถิด พรุ่งนี้เช้าเราจะได้มาหารือเรื่องแผนการต่อไปกัน” แม่ทัพเหลียงเป็นคนที่มีบุคลิกตรงไปตรงมา หลังจากพูดจบเขาก็ออกไปพร้อมคนของตน และลากตัวคนที่จับได้ออกไป
หลังหลิวเหิงส่งแม่ทัพและทุกคนออกไปแล้วก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
เมื่อเหยียนเฟิงตรวจดูรอบ ๆ แล้วไม่พบความผิดปกติ เขาก็เอาเงินให้เจ้าของโรงเตี๊ยม จากนั้นก็กลับเข้าไปยังที่พักเดิม
ฟางหมิงอี้รออยู่ข้างในห้องด้วยความกังวล เมื่อเขาเห็นว่าหลิวเหิงกลับมาก็รีบก้าวเข้าไปถาม “ใต้เท้า ทุกอย่างเรียบร้อยแล้วหรือขอรับ”
“ไม่ต้องห่วง ทุกอย่างเรียบร้อยดี วันนี้คงเป็นเรื่องยากสำหรับเจ้าที่ต้องเสี่ยงเดินทางไปถึงจวนแม่ทัพ ข้าจะมอบรางวัลแทนค่าเหนื่อยให้เจ้าหลังจากนี้อย่างแน่นอน”
เป็นฟางหมิงอี้ หลังจากที่เขาเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วก็รีบเดินทางไปที่จวนแม่ทัพเหลียง และพูดจาท้าทายหลอกล่อให้แม่ทัพเดินทางมาพบหลิวเหิง มันถือเป็นงานที่มีความเสี่ยงมาก หากเหลียงอวี่ตงอยู่ข้างสวีเฉิงกาน แม่ทัพเหลียงอาจจะฆ่าคนที่มายั่วยุเขาด้วยก็เป็นไปได้
ทั้งที่รู้อย่างนั้น แต่นอกจากฟางหมิงอี้แล้วก็ไม่มีใครสามารถทำงานนี้ได้
เหยียนเฟิงมีความสามารถในการต่อสู้ที่ดี แต่ก็ไม่ใช่คนช่างพูด หากส่งเขาไปทำงานที่ต้องเจรจา อาจทำให้ภารกิจล้มเหลวจากการยั่วยุแม่ทัพเหลียงไม่สำเร็จได้ ยิ่งไปกว่านั้น ชายหนุ่มยังจงใจเปิดเผยตัวตนของตนต่อสวีเฉิงกาน หากไม่มีเหยียนเฟิงคอยอารักขาอยู่ใกล้ ๆ ก็อาจจะทำให้เกิดอันตรายได้
ดังนั้นหลังจากไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนแล้ว ทางที่ดีที่สุดคือการส่งฟางหมิงอี้ไปทำหน้าที่นี้ ตอนนี้อีกฝ่ายพอจะมีประสบการณ์มากขึ้นแล้ว อีกทั้งยังมีความสามารถในการพูดคุยกับผู้คนและเจรจาการค้ามากขึ้นอีกด้วย เมื่อไปถึงจวนแม่ทัพ เด็กหนุ่มก็สามารถปรับเปลี่ยนคำพูดได้ตามสถานการณ์ พร้อมยั่วยุให้เหลียงอวี่ตงยอมออกมาพบหลิวเหิงได้อย่างปลอดภัย
เมื่อได้รับคำชมจากหลิวเหิง ฟางหมิงอี้ก็หัวเราะเบา ๆ และลอบมองไปทางเหยียนเฟิงเป็นครั้งคราว
เหยียนเฟิงสับสนเล็กน้อยกับสิ่งที่เห็น เขารู้สึกว่าฟางหมิงอี้เป็นเหมือนลูกสุนัขตัวน้อยที่ต้องการความดีความชอบและรางวัลเท่านั้น ดังนั้นจึงแทบจะเห็นว่ามีหางกระดิกไปมา
เขามองไปทางฟางหมิงอี้และชมเชยขึ้นมา “เจ้าเก่งมาก”
เมื่อได้ยินดังนั้นฟางหมิงอี้ก็ยิ่งมีความสุข เหยียนเฟิงเป็นพี่ชายของเหยียนหลิ่วและยังเป็นคนที่เขายกย่องในความสามารถอีกด้วย
พวกเขาพูดคุยกันเล็กน้อยก่อนจะแยกย้ายกันไปพักผ่อน
หลิวเหิงลูบฎีกาลับที่อยู่ในแขนเสื้อไปมาและลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
โชคดีของเขาที่เหลียงอวี่ตงหลงเชื่อสิ่งที่ตนพูดในที่สุด
ฎีกาที่เขาใช้มาเป็นฎีกาลับครั้งนี้ แท้จริงแล้วภายในเป็นพระราชโองการที่จักรพรรดิเทียนฉีพระราชทานแก่เหยียนซี เพื่อยกย่องนางหลังจากที่ได้ช่วยให้เขาออกจากคุกได้ น่าเสียดายที่ฎีกาทั้งหมดที่ตนได้รับถูกส่งไปเก็บในโถงบรรพบุรุษตระกูลหลิว ดังนั้นหลิวเหิงจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเอาฎีกาของเด็กสาวออกมาใช้งาน
เขาเตรียมพร้อมนำของหลายชิ้นมาด้วย แต่ไม่คาดคิดว่าจะได้ใช้มันจริง ๆ
สำหรับจดหมายลับของอันอ๋องที่แสดงว่าสมรู้ร่วมคิดกับข้าศึกทางเหนือ อย่างไรเสียเขาก็รู้มาว่าอันอ๋องสมคบคิดกับข้าศึกจริง ๆ ไม่ว่าจะมีจดหมายนี่หรือไม่ทุกอย่างก็เป็นความจริง ซีเอ๋อร์เคยกล่าวกับเขาว่าเพื่อบรรลุสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ไม่สมควรที่จะมาพะวงกับเรื่องเล็กน้อย ดังนั้นตนจึงได้เขียนจดหมายนั้นขึ้นมา
ก่อนหน้านี้เขาเคยรับหน้าที่เป็นนักเขียนจดหมายเงาให้ผู้อื่นอยู่แล้ว