ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 341 ข้อความในจดหมายลับ
บทที่ 341 ข้อความในจดหมายลับ
สวีเฉิงกานยืนนิ่งอย่างช่วยไม่ได้ เขาเฝ้ามองเหลียงอวี่ตงเดินออกมาจากหลังห้องโถงเพื่อรับพระราชบัญชา ทว่าทันใดนั้นก็นึกถึงสิ่งที่บิดาของตนเอ่ยเตือนซ้ำแล้วซ้ำเล่าก่อนที่จะเดินทางมาที่นี่ว่า เหลียงอวี่ตงเป็นคนให้ความสำคัญกับความกตัญญู แต่ก็ยึดมั่นในหน้าที่และความชอบธรรม เมื่อพบแม่ทัพผู้นั้นตนจะต้องปฏิบัติต่อเขาด้วยความสุภาพอย่างบุตรชายและบุตรเขย ทั้งยังพูดคุยเพื่อตระกูลสวีเท่านั้น และอย่าได้กล่าวถึงเรื่องอื่น
คำพูดของสวีถิงจือผุดขึ้นมาในหัวเขาทีละคำสองคำ เขามองเหลียงอวี่ตงที่ยืนขึ้นหลังจากคำนับฎีกาลับแล้วหันกลับมามองตน สวีเฉิงกานเอ่ยออกมาด้วยเสียงสั่นเครือ “ท่านอาเหลียง…”
เหลียงอวี่ตงมองสวีเฉิงกานอย่างดูถูกและผิดหวัง บุตรชายของผู้มีพระคุณกับตนเป็นคนตาขาวถึงเพียงนี้เชียวหรือ
สวีเฉิงกานเข้ามาในรุ่นอันอย่างลิงโลด เขาไปที่จวนแม่ทัพเพื่อขอพบเหลียงอวี่ตง ยังประพฤติตัวอย่างหยิ่งผยองราวกับตนเป็นขุนนางใหญ่ ทั้งยังมีท่าทีอย่างคนตระกูลขุนนาง แต่เมื่อผู้ติดตามของเขาถูกเหยียนเฟิงจัดการ เขาก็เริ่มขาสั่นและเรียกเหลียงอวี่ตงว่าท่านอาขึ้นมา ช่างน่ารังเกียจยิ่งนัก!
แม่ทัพเหลียงผู้ได้ชื่อว่าเป็นแม่ทัพกระดูกเหล็ก จะชอบคนอ่อนปวกเปียกเช่นนี้ได้อย่างไร
“คุณชายรองไม่ควรนับข้าเป็นอา ข้าเป็นเพียงคนต่ำต้อย และขอถวายงานรับใช้จักรพรรดิด้วยความภักดีเท่านั้น หลังจากได้รับเงินเดือนจากราชสำนักแล้วก็ย่อมต้องถวายชีวิตให้แผ่นดิน”
หลังเหลียงอวี่ตงกล่าวจบ เหยียนเฟิงที่จัดการสามคนนั้นได้สำเร็จก็เดินกลับมาในห้องโถงอีกครั้ง เขาถือดาบเดินไปหาสวีเฉิงกานพลางหรี่ตาลงเล็กน้อยแล้วตะโกนเสียงดัง
“ยอมจำนนเสีย!”
แม่ทัพเหลียงนำทหารใต้บังคับบัญชามาไม่มาก แต่ก็ล้วนเป็นคนที่มีทักษะสูง ทหารสามนายของสวีเฉิงกานถูกเหยียนเฟิงเล่นงานจนได้รับบาดเจ็บ ส่วนคนที่เหลือไม่ต้องการจะสู้ต่อ ไม่นานสวีเฉิงกานและผู้ติดตามก็ถูกจับกุมตัวไว้
เหลียงอวี่ตงลังเลครู่หนึ่งแล้วมองทางหลิวเหิง “ใต้เท้าหลิว ข้าคุมตัวชายผู้นี้ไว้ก่อนดีหรือไม่”
หลิวเหิงยิ้มเล็กน้อยและไม่ได้ก้าวก่าย “เอาตามที่ท่านแม่ทัพเห็นสมควรเถิดขอรับ”
เหลียงอวี่ตงเป็นแม่ทัพรักษาการณ์ประจำอำเภอและเป็นแม่ทัพขั้นสาม เขาไม่จำเป็นต้องถามความเห็นจากขุนนางขั้นเจ็ดเช่นชายหนุ่มเลย แต่หลิวเหิงเป็นผู้แทนที่ถือฎีกาลับอยู่ มันชัดเจนแล้วว่าเขาคือคนที่จักรพรรดิทรงมอบความไว้วางใจให้ เช่นนี้แล้วใครจะกล้าบังอาจละเลยได้ ตนสามารถถือยศสูงกว่าได้เมื่ออยู่ท่ามกลางลูกน้อง แต่ในยามนี้เป็นเวลาส่วนตัวที่อยู่กับไม่กี่คนเท่านั้น
หลังจากที่สวีเฉิงกานถูกคุมตัวไป เหลียงอวี่ตงก็ขออภัยหลิวเหิง “ใต้เท้าหลิว ข้าหลงผิดไปชั่วครู่จนเกือบจะพลาดพลั้งทำลายแคว้นเพื่อประโยชน์ส่วนตนไปเสียแล้ว…”
หลิวเหิงรีบห้ามไม่ให้แม่ทัพเหลียงคารวะตน “แม่ทัพเหลียง จากเรื่องคราวนี้ข้าน้อยพบว่าท่านเป็นคนที่ยึดมั่นในคุณธรรมมาก ข้าน้อยต่างหากที่รู้สึกนับถือท่านเป็นอย่างยิ่งขอรับ” จากนั้นเขาก็เปิดจดหมายลับและเอากระดาษแผ่นหนึ่งวางลงบนโต๊ะ “แม่ทัพเหลียง โปรดอ่านจดหมายนี้เถิดขอรับ มันเป็นหลักฐานการร่วมมือกันของอันอ๋องและพวกข้าศึกทางเหนือ”
เหลียงอวี่ตงแทบไม่กล้าจะเอื้อมมือออกไปหยิบมันขึ้นมา เขาเห็นว่าหลิวเหิงวางกระดาษนั่นลงบนโต๊ะ และเหยียนเฟิงก็ยืนคุ้มกันอยู่ด้วย เห็นได้ชัดว่าหลิวเหิงยังไม่ไว้ใจเขานัก ในเมื่อเป็นการแสดงหลักฐานเหตุใดจึงต้องระแวดระวังถึงเพียงนี้
ความจริงระหว่างที่สวีเฉิงกานถูกพาตัวออกไป เขาก็นึกสงสัยอยู่ในใจตนเอง ใต้เท้าสวีเป็นขุนนางที่ได้รับความเคารพยกย่องเป็นอย่างสูง ทว่าเหตุใดจึงทำเรื่องเสี่ยงต่อความหายนะเก้าชั่วโคตรเช่นนี้ และเมื่อเห็นว่าหลิวเหิงเอาจดหมายออกมามอบให้ตนอย่างเปิดเผยจึงหยิบขึ้นมาดู
จดหมายนี้แสดงให้เห็นว่าอันอ๋องไร้ความละอายสมคบคิดกับข้าศึกทางเหนือ หลังจากได้ครองบัลลังก์ สิ่งที่พวกป่านเถื่อนทางเหนือต้องการคือการมอบอำนาจในการปกครองกองกำลังชายแดนให้แก่พวกมัน เนื้อความแสดงความใกล้ชิด อีกทั้งยังเรียกผู้นำฝ่ายศัตรูว่าพี่น้องอย่างน่ารังเกียจ
หลังจากอ่านแล้วเขาก็โกรธมากจนทุบโต๊ะอย่างแรง “เป็นข้อความของคนทรยศที่ไร้ยางอายเสียจริง!” เหยียนเฟิงเกรงว่าเขาจะทำลายหลักฐาน จึงรีบเก็บกระดาษนั่นไป เหลียงอวี่ตงเหวี่ยงหมัดใส่โต๊ะจนเกิดรูขนาดใหญ่
หลิวเหิงรับจดหมายคืนมาจากเหยียนเฟิง เขาใส่มันกลับเข้าไปในซองและรวมมันไว้กับฎีกาลับ ก่อนจะมองไปทางเหลียงอวี่ตง “แม่ทัพเหลียงเชื่อสิ่งที่ข้าน้อยพูดทั้งหมดแล้วใช่หรือไม่ขอรับ”
ใบหน้าของแม่ทัพเหลียงเต็มไปด้วยความละอาย “ขอบคุณใต้เท้าหลิวที่ช่วยให้ความกระจ่างแก่ข้า ไม่อย่างนั้น… ข้า… ข้าคงจะกลายเป็นคนบาปหนาทำลายแคว้นเสียแล้ว ทว่าข้าสงสัยยิ่งนักว่าใต้เท้าไปได้หลักฐานนี้มาจากที่ใดกัน” หลังจากถาม ด้วยกลัวว่าจะเป็นการละเมิดความลับบางอย่างจึงได้เอ่ยเสริมขึ้น “ข้าถามมากเกินไปแล้ว หากไม่สะดวกจะเผยความลับก็ไม่จำเป็นต้องอธิบายก็ได้” เขาเป็นแม่ทัพ แน่นอนว่าเข้าใจหลักการเหล่านี้ดี โดยเฉพาะกับเรื่องภารกิจลับ
“ข้อมูลเหล่านี้มาจากตอนที่ข้าน้อยถูกชุยถงเหอเรียกตัวไปที่อิงเฉิง ทันทีที่ไปถึงที่นั่นข้าน้อยก็พบว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล หลังจากได้รับจดหมายฉบับนี้มาก็รีบหนีออกจากที่นั่น เดิมทีข้าน้อยต้องการนำมันไปเมืองหลวงเพื่อรายงานแก่ทางการ แต่เนื่องจากมีอุปสรรคมากมายทำให้ทุกอย่างล่าช้า ข้าน้อยจึงกลับไปที่ซินเย่ก่อน เวลานั้นเว่ยกวงสวีก็ยกทัพกบฏออกเดินทางลงใต้มาแล้ว ไม่นานจักรพรรดิก็ส่งคนมาพบข้าน้อยพร้อมฎีกาลับ เพราะไม่สามารถขอความร่วมมือจากกองทหารพิทักษ์ดินแดนได้ ข้าน้อยจึงคิดว่าท่านแม่ทัพเหลียงซึ่งเป็นผู้รักษาการณ์รุ่นอันน่าจะเป็นกำลังหลักในการปราบกบฏได้ จึงได้รีบเร่งรุดมาที่นี่ขอรับ”
หลิวเหิงอธิบายความจริงเพียงครึ่งหนึ่ง เมื่อเหลียงอวี่ตงมาถึงโรงเตี๊ยมเมื่อครู่ ชายหนุ่มก็แสดงฎีกาลับแก่เขา แม้จะไม่ได้เปิดมันออก แต่ก็รับพระบัญชาอย่างรวดเร็ว เพราะรู้สึกว่าสิ่งนั้นเป็นฎีกาของจริง…
หากเป็นผู้อื่นที่ถือฎีกานี้มา เหลียงอวี่ตงย่อมเคลือบแคลงใจอย่างแน่นอน แต่เขาคือหลิวเหิง นายอำเภอหลิวจากซินเย่ที่เข้ารับตำแหน่งเพียงไม่ถึงปีก็เอาชนะผู้จัดการการขนส่งเกลือได้ อีกทั้งยังปฏิเสธที่จะเข้าร่วมกับอู๋ฉางฉื่อและทำงานอย่างแข็งขันอยู่ในซินเย่ ชายหนุ่มสร้างความวุ่ยวายใจให้กับคนของเหลียวโจวอย่างมาก รวมทั้งพ่อค้าที่ลักลอบค้าเกลือทุกกลุ่ม สิ่งที่เขาทำในซินเย่ไม่ได้เลื่องลือในเหลียวโจวเท่านั้น ทว่ายังได้ยินมาถึงเฉิงโจวอีกด้วย
ทุกคนรู้ว่าเขาเป็นพรรคพวกคนหนึ่งของเฉิงจวิ้นอ๋อง และได้รับการยกย่องอย่างมากจากจักรพรรดิเทียนฉีผู้ล่วงลับ เมื่อพิจารณาดูแล้วก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่เขากล้ากระทำการเช่นนี้ จักรพรรดิองค์ใหม่วางพระทัยในเขามากจริง ๆ หลังจากทราบเรื่องการกบฏของอันอ๋อง ก็ไม่แปลกเลยที่ชายหนุ่มจะได้รับมอบฎีกาลับนี้มาเพื่อปราบกบฏ
การที่เขามีฎีกาลับอยู่ในมือเป็นเรื่องสมเหตุสมผล
“ใต้เท้าหลิว ข้าสงสัยว่าฝ่าบาททรงมีแผนอย่างไร”
“ว่ากันตามตรงแล้วข้าน้อยเองก็ไม่มีความรู้เกี่ยวกับกิจทางทหารเลย นอกจากเชื่อมั่นในความภักดีที่มีต่อแคว้น แต่ในความคิดของข้าน้อย แม่ทัพเหลียงสามารถแจ้งกองกำลังทั้งหมดในเฉิงโจวว่าได้รับฎีกาให้ปกป้องรุ่นอัน และเข้าไปขัดขวางทัพของอันอ๋องที่กำลังเดินทางมา ก่อนที่จะเกิดเหตุร้ายแรงขึ้นน่าจะเป็นการดีที่สุด มันคงดีกว่าหากหยุดพวกกบฏได้เสียตั้งแต่ที่นี่ก่อนที่จะรุกเข้าไปยังเฉิงโจวได้ ยามนี้อากาศหนาวเย็นลงแล้ว เสบียงทางเหนือก็คงกำลังร่อยหรอ หากข้าศึกทางเหนือไม่อาจบุกเข้ามาได้ ความแห้งแล้งและหนาวเย็นจะเป็นอุปสรรคต่อคนพวกนั้นอย่างแน่นอน และมันจะทำให้พวกเขาไม่สามารถยื้อการต่อสู้ไปได้นาน”
หลิวเหิงที่ออกตัวว่าไม่เข้าใจเรื่องการทหารกลับเอ่ยต่อไปอย่างฉะฉาน “ท่านแม่ทัพเหลียงแค่ทำหน้าที่ของท่านให้เต็มที่ ตราบใดที่ป้องกันไม่ให้กบฏสามารถลงไปทางใต้ได้ ฝ่าบาทน่าจะทรงส่งกำลังพลจำนวนมากมาสนับสนุนในการปราบปรามกบฏได้ทันขอรับ”
เหลียงอวี่ตงคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ และพบว่าเป็นจริงอย่างที่ชายหนุ่มว่า พวกคนป่าเถื่อนบุกเข้ามาทุกช่วงฤดูใบไม้ร่วง คนพวกนั้นหาเลี้ยงชีพในทุ่งหญ้า ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเตรียมเสบียงและหญ้าสำหรับม้ามาเพื่อใช้ออกศึก ยามนี้อากาศหนาวเย็นลงแล้ว ข้าศึกทางเหนือที่ช่องเขาฮูเหล่าคงจะค่อย ๆ อ่อนกำลังเมื่อขาดแคลนอาหารให้แก่ม้าศึก หากทั้งคนทั้งม้าไม่มีอาหารก็คงจะต้องรีบล่าถอย
อีกทั้งหลิวเหิงยังชี้แนะว่าเขาควรแจ้งให้แม่ทัพรักษาการณ์ทั่วทั้งเหลียวโจวทราบเรื่องนี้ มันเป็นสิ่งที่เหมาะสมมาก หากเว่ยหวนและสวีเฉิงกานสั่งการขุนนางพลเรือนแล้ว เขาก็จะได้ขอความร่วมมือจากกองกำลังทั้งหมดในการปราบปรามกบฏบ้างเช่นกัน
“ใต้เท้าหลิว หากกบฏโจมตีที่นี่ พวกเขาอาจจะอาศัยความวุ่นวายที่เกิดขึ้นมาเป็นข้อได้เปรียบ ยามนี้ที่นี่มีผู้ลี้ภัยจำนวนมากอยู่ที่ประตูเมือง เราควรจะทำอย่างไรต่อไปดี”