ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 340 ฎีกาลับ
บทที่ 340 ฎีกาลับ
หลิวเหิงเองก็ได้ยินเสียงนั้นเช่นกัน เขายืนอยู่ในห้องโถงแล้วมองออกไปด้านนอก
เมื่อพบสวีเฉิงกานก็แสดงสีหน้าตกตะลึงและตะโกนด้วยความประหลาดใจ “สวีเฉิงกาน!”
หลังจากเห็นท่าทีเช่นนั้นของอีกฝ่าย สวีเฉิงกานก็หัวเราะออกมา “ไม่คิดว่าจะได้พบนายอำเภอหลิวในอำเภอเล็ก ๆ เช่นรุ่นอันแห่งนี้เลย”
คนที่เขาสั่งให้เฝ้าอยู่ด้านหน้าไม่ต่างอะไรจากปราการเหล็ก แม้แต่แมลงวันตัวเดียวก็บินเข้ามาไม่ได้ เขาจึงไม่กลัวที่จะเข้าไปพินิจหลิวเหิงอย่างใกล้ชิด
แม้ทั้งสองจะมีปัญหาบาดหมางจนเกือบจะฆ่ากันตายมาแล้ว แต่กลับไม่เคยได้พบหน้าและพูดคุยกันโดยตรงเลยแม้แต่ครั้งเดียว ตอนนี้เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้เผชิญหน้ากัน
สวีเฉิงกานมองชายหนุ่มที่แสร้งทำเป็นสงบนิ่ง และพูดด้วยรอยยิ้มแปลกประหลาด “หลานชาย เมื่อได้พบลุงรองของตนเองเช่นนี้ก็ไม่คิดจะทักทายกันบ้างหรือ”
หากหลิวเหิงเป็นบุตรชายของเว่ยหวน ตามศักดิ์และกฎหมายแล้ว สวีอวี้หรงซึ่งเป็นภรรยาของเว่ยหวนมีศักดิ์เป็นแม่เลี้ยงของชายหนุ่ม ดังนั้นสวีเฉิงกานจึงเรียกได้ว่าเป็นลุงของหลิวเหิงจริง ๆ
“เมื่อเป็นขุนนางแล้วควรนับกันด้วยตำแหน่งทางราชการ อีกอย่างเจ้าสติฟั่นเฟือนหรืออย่างไร ข้าเป็นคนสกุลหลิว ส่วนเจ้าเป็นคนตระกูลสวี หากให้นับว่าเจ้าเป็นลุงของข้า มันก็หมายความว่าคนตระกูลสวีละเมิดจารีต ปล่อยให้บุตรสาวแต่งงานกับคนที่มีภรรยาอยู่แล้วเข้าตระกูลหลิวอย่างนั้นหรือ” หลิวเหิงเหลือบมองเขาอย่างรังเกียจ “แต่คงไม่มีทางเป็นเช่นนั้นหรอกกระมัง ตระกูลหลิวของข้ามีเกียรติและยึดถือคุณธรรม ไม่มีทางแต่งอนุที่มีสามีแล้วเข้าในบ้านอย่างเด็ดขาด อีกทั้งยังไม่เอาความโปรดปรานส่วนตัวมาทำลายเกียรติของตนเองด้วย ใต้เท้าสวีและคุณชายรองตระกูลสวีเช่นเจ้าไม่คิดจะดูแลน้องสาวตนเองสักหน่อยหรือ”
“เจ้า!” สวีเฉิงกานต้องการที่จะข่มหลิวเหิง แต่กลับเป็นตนเองที่ถูกเยาะเย้ยจึงเอ่ยอย่างโกรธเคือง “ไอ้ลูกเต่า! ไม่ว่าฝีปากของเจ้าจะคมสักเพียงใด ก็คงไม่อาจสู้ความคมของดาบได้กระมัง วันนี้เป็นวันตายของเจ้าแล้ว!”
“กล้าดีอย่างไรมาข่มขู่ข้า ข้ามาที่นี่ตามบัญชาของจักรพรรดิ เจ้ากล้าสังหารผู้แทนจักรพรรดิงั้นหรือ”
ผู้แทนจักรพรรดิ?
หัวของสวีเฉิงกานแทบระเบิดออก เป็นไปได้หรือไม่ว่าเว่ยเฉิงเป็นคนส่งเขามาที่นี่
แต่มันจะเป็นไปได้อย่างไร ฎีกาส่งมาถึงอีกฝ่ายตั้งแต่เมื่อใดกัน
ตอนที่ออกมาจากเมืองหลวง จักรพรรดิเทียนฉียังมีพระอาการไม่สู้ดี ทำให้พ่อของเขาไม่กล้าดำเนินการอะไรอย่างวู่วาม ขณะนั้นดูเหมือนหลิวเหิงจะส่งคนของตนไปมอบของขวัญให้เฉิงจวิ้นอ๋องเนื่องในโอกาสที่ได้แต่งงาน
จากนั้นพ่อของเขาก็เห็นว่าจักรพรรดิเทียนฉีสิ้นพระชนม์แล้ว และเว่ยเฉิงยังไม่ได้ขึ้นครองบัลลังก์ ทั้งยังต้องรอการหารือของขุนนางใหญ่ เพื่อร่างหนังสือสำคัญอย่างเป็นทางการ ทุกคนต่างยุ่งวุ่นวายอยู่กับการไว้ทุกข์ให้จักรพรรดิเทียนฉี
หรือจะมีคำสั่งลับออกมาอย่างนั้นหรือ
ระหว่างที่สวีเฉิงกานยังหาข้อสรุปเรื่องราวทั้งหมดให้ตัวเองไม่ได้ หลิวเหิงก็ขึ้นเสียงอีกครั้ง “สวีเฉิงกาน! เจ้าสมรู้ร่วมกับคิดกับกบฏ ซ้ำยังสมคบกับข้าศึกทางเหนือที่พยายามจะรุกรานแคว้น เจ้ามีเจตนาเช่นไรกันแน่ ภัยพิบัติในเหลียวโจวทำให้ผู้คนเดือดร้อน คนในช่องเขาฮูเหล่าก็ต้องหลั่งเลือดเพราะว่ากลุ่มกบฏเช่นเจ้า!”
“อย่ามาพูดจาไร้สาระ!” สวีเฉิงกานรีบปฏิเสธทันที
หลิวเหิงเอาจดหมายขึ้นมาแล้วเอ่ยต่อ “ข้ามีจดหมายประทับตราของเว่ยกวงสวีถึงข้าศึกทางเหนือ สิ่งนี้สามารถปลอมแปลงขึ้นมาได้อย่างนั้นหรือ”
เมื่อสวีเฉิงกานมองก็พบคำว่าเว่ยกวงสวีอยู่บนจดหมายในมือของหลิวเหิง เป็นภาพที่ชัดเจนภายใต้แสงตะเกียง เขาจำตราประทับนี้ได้ มันเป็นตราส่วนตัวของอันอ๋อง
หนังสือนั่นตกไปอยู่ในมือของหลิวเหิงจริง ๆ งั้นหรือ
“ข้าออกมาจากอิงเฉิงเพื่อที่จะส่งข่าวเหล่านี้ไปยังเมืองหลวง แต่ไม่คาดคิดว่าอันอ๋องจะคิดการใหญ่รวมกำลังพลเพื่อก่อกบฏ โชคดีที่จักรพรรดิทรงทราบเรื่องนี้อยู่ก่อนแล้ว จึงมีการออกฎีกาลับมา ทุกคนทราบแล้วว่าอันอ๋องมีแผนชั่ว ไม่นานกองทหารที่กำลังเตรียมความพร้อมจะเดินทางมาร่วมกันปราบกบฏที่นี่!”
หลิวเหิงยืนอยู่เพียงคนเดียวในห้องโถง หลังของเขาเหยียดตรงดูสูงสง่า จากนั้นชายหนุ่มก็เอื้อมมือไปหยิบอะไรบางอย่างในแขนเสื้อออกมา
สวีเฉิงกานมองไปที่นั่นแล้วขมวดคิ้ว เขาพบว่ามันเป็นม้วนฎีกาผ้าไหมสีเหลืองทองลายเมฆมงคลกับนกกระเรียน ทั้งยังงดงามด้วยการทออย่างประณีต เห็นได้ชัดว่าเป็นไหมชั้นดี มันดูสวยงามใต้แสงตะเกียง และสื่อถึงความมั่งคั่งของราชสำนัก
คนของสวีเฉิงกานเริ่มตัวหดเล็กลง พร้อมสูญเสียความมั่นใจที่จะดำเนินการตามคำสั่งอย่างสิ้นเชิง แต่สวีเฉิงกานกลับเอ่ยคำสั่งออกมาอย่างอุกอาจ “ฆ่าหลิวเหิงซะ! เผาฎีกานั่นเสีย”
ทันใดนั้นเอง คนสามคนก็รีบรุดเข้ามาจากด้านนอก เหยียนเฟิงปรากฏตัวขึ้นมาจากที่ไหนสักแห่ง พร้อมหยุดคนทั้งสามไว้ได้ด้วยตัวคนเดียว
หลิวเหิงหัวเราะเยาะและเอ่ยโดยไม่หันกลับมามอง “เหลียงอวี่ตง เหตุใดจึงไม่ออกมารับราชโองการอีกเล่า”
สวีเฉิงกานตะลึงเมื่อพบว่าแม่ทัพเหลียวเดินออกมาจากมุมหนึ่งในห้องนั้น หลิวเหิงมองอีกฝ่ายที่เริ่มมีสีหน้ามืดครึ้ม
หลิวเหิงชูม้วนฎีกาขึ้น “เหลียงอวี่ตง อันอ๋องร่วมมือกับข้าศึกป่าเถื่อนทางเหนือทำร้ายราษฎรในแคว้นเว่ย และพยายามจะก่อกบฏล้มล้างราชบัลลังก์ ท่านจะรับพระบัญชาในการปราบกบฏหรือไม่”
เหลียงอวี่ตงเดินเข้าไปในห้องอย่างหนักแน่น ก่อนจะคุกเข่าลงตอบรับเสียงดังฉะฉาน “กระหม่อมเหลียงอวี่ตงน้อมรับพระบัญชาพ่ะย่ะค่ะ!”
เขาเข้าร่วมกองทัพตั้งแต่อายุยังน้อย และผ่านการต่อสู้นองเลือดมานับครั้งไม่ถ้วน ทั้งยังเห็นด้วยตาตนเองว่าสหายร่วมรบทั้งหลายต่างหลั่งเลือดเพื่อแผ่นดิน มีทหารมากมายที่ต้องถูกฝังกระดูกไว้ในสมรภูมิอันห่างไกล ดูเหลียวโจวเป็นตัวอย่าง ทุก ๆ ปีจะมีคนป่าเถื่อนทางเหนือบุกเข้ามาโจมตีชายแดน และเกิดการปะทะนองเลือดไม่เว้นวัน
ราษฎรที่นั่นก็ต้องทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส กว่าสิบปีที่เรื่องราวเช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า มีคนจำนวนมากต้องทุกข์ทรมานกับการสูญเสียหรือพลัดถิ่น ไม่รู้ว่าคนหนุ่มมีอนาคตต้องสิ้นชีพเพราะศัตรูไปมากเพียงใดในเหลียวโจว ข้าศึกป่าเถื่อนทางเหนือและผู้ถูกเนรเทศทางใต้คือศัตรูคู่อาฆาตของแคว้นเว่ย หากเขายอมร่วมมือกับสวีถิงจือด้วยบุญคุณส่วนตัว ตนจะมีหน้าไปพบผู้เสียสละเหล่านั้นได้อย่างไร!
หากร่วมมือกับข้าศึกเหล่านั้นจริง ๆ เขาคงจะกลายเป็นคนที่ทำผิดบาปอย่างใหญ่หลวงต่อแคว้นเว่ย ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ตนไม่มีทางยอมรับได้
ในช่วงเย็นเขายังอยู่ในจวนด้วยความลังเล ทว่ากลับมีชายผู้หนึ่งแต่งกายด้วยชุดข้ารับใช้มาขอพบ
เขาได้พบกับชายผู้นั้นที่อ้างตัวว่าเป็นผู้ติดตามของหลิวเหิง นายอำเภอจากซินเย่
ชายผู้นั่นส่งจดหมายให้เขา หลิวเหิงเขียนข้อความสั้น ๆ ไว้ภายในนั้น ‘แม่ทัพรักษาการณ์เหลียง ท่านเป็นผู้ที่ให้ความสำคัญกับความชอบธรรมเป็นอย่างมาก ท่านจะยอมแลกบุญคุณส่วนตัวกับดินแดนทางเหนือและหุบเขาทั้งหมดของที่นี่ให้กับข้าศึกศัตรูได้จริงหรือ’
เขาอ่านจดหมายแล้วโกรธมาก ตนจะยกดินแดนที่ผู้คนเฝ้าอุตส่าห์ปกป้องให้กับข้าศึกเพียงเพื่อจะตอบแทนบุญคุณส่วนตัวได้อย่างไร เขาโกรธมากจนอยากจะฆ่าข้ารับใช้ผู้นั้นทิ้งเสีย!
แต่ชายในชุดข้ารับใช้กลับไม่มีความเกรงกลัว “ในเมื่อท่านแม่ทัพไม่ประสงค์จะเป็นคนทรยศต่อแผ่นดิน เหตุใดจึงมีความคิดจะร่วมมือกับข้าศึกเล่าขอรับ”
“ไร้สาระ! ข้าไปเกี่ยวข้องกับคนป่าเถื่อนทางเหนือได้อย่างไร”
“ใต้เท้าบอกข้าว่าแม้ท่านจะยังไม่ยอมร่วมมือในเวลานี้ แต่อีกไม่นานก็คงยอมจำนนต่อข้าศึกแน่ หากท่านคิดว่าใต้เท้าของข้าเข้าใจท่านผิด ท่านกล้าไปพบหน้าใต้เท้าของข้าหรือไม่ล่ะขอรับ”
แน่นอนว่าเหลียงอวี่ตงไม่เกรงกลัวนายอำเภอขั้นเจ็ดผู้นั้นที่กล้าใส่ความเขาอย่างหยามเกียรติ เขาโกรธมากจึงรีบรุดไปยังโรงเตี๊ยมพร้อมกับทหารติดตามสองสามนาย
เมื่อมาถึงโรงเตี๊ยม หลิวเหิงก็เพิกเฉยต่อท่าทีโกรธเคืองของแม่ทัพเหลียง และเชิญเขาเข้าไปพูดคุยในห้องโถงอย่างสุภาพ
“หลิวเหิง เจ้ากล้าใส่ความข้าเช่นนี้ได้อย่างไร!”
“แม่ทัพเหลียง ข้าไม่ได้ใส่ความท่านให้เสียหาย แต่หากท่านไม่เชื่อข้า เหตุใดเราไม่รอฟังความจริงกันก่อนเล่าขอรับ”
เหลียงอวี่ตงสงสัยในความมั่นใจของหลิวเหิง เขาจึงยอมรับฟังคำพูดของอีกฝ่าย ทั้งสองนั่งตรงข้ามกันและจิบชาไปสองถ้วย ระหว่างนั้นก็ได้ยินเสียงของสวีเฉิงกานที่บุกเข้ามาอย่างอุกอาจ
หลิวเหิงยืนขึ้นจัดเสื้อผ้า “ท่านแม่ทัพเหลียง โปรดอดทนรอสักครู่ ไม่ว่าท่านต้องการร่วมมือกับกบฏหรือไม่ ไม่ช้าท่านจะตัดสินใจได้เองขอรับ”
เหลียงอวี่ตงนั่งอยู่ด้านหลังบริเวณมุมมืดในห้องโถง เมื่อฟังการสนทนาระหว่างสวีเฉิงกานและหลิวเหิง เขาก็เข้าใจทุกอย่างได้ทันที อันอ๋องสมคบคิดกับพวกป่าเถื่อนทางเหนือ ใต้เท้าสวีเองก็มีส่วนรู้เห็นและลอบจัดการอยู่ที่เมืองหลวง
แม้เขาจะให้ความสำคัญกับบุญคุณเพียงใด แต่ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะยอมจำนนต่อศัตรู เมื่อได้ยินว่าหลิวเหิงมีฎีกาลับในมือ หัวใจของเขาก็เต้นรัวเร็ว ตนรับราชการอยู่ที่รุ่นอัน ส่วนครอบครัวกับญาติมิตรทั้งหมดล้วนอยู่ในเมืองหลวงและบ้านเกิดของเขา หากยอมเป็นคนทรยศที่จำนนต่อศัตรู คนที่สูญเสียจะไม่ได้มีเพียงเขา แต่เป็นครอบครัวทั้งหมดด้วย