ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 338 บุญคุณหรือความถูกต้อง
บทที่ 338 บุญคุณหรือความถูกต้อง
ฟางหมิงอี้คอยสอดแนมอยู่ที่ประตูทางใต้ทุกวัน สองวันต่อมาก็มีข่าวว่าเว่ยหวนผู้เป็นเจ้าเมืองเดินทางจากอันหยางมาถึงรุ่นอันจริง ๆ ตอนนี้รถม้าสองคันของเขาเดินทางไปที่จวนของเหลียงอวี่ตงแม่ทัพรักษาการณ์ของรุ่นอัน
มีรถม้าสองคัน ซึ่งนั่นหมายความว่าสวีเฉิงกานก็มาที่นี่ด้วย
พวกเขาพักอยู่ที่บ้านของเหลียงอวี่ตงเป็นเวลาครึ่งวัน จากนั้นแม่ทัพเหลียงก็ให้พวกเขาไปพักที่หน่วยงานไปรษณีย์ในเมือง
หลิวเหิงถอนหายใจด้วยความโล่งอก เหลียงอวี่ตงไม่ได้ปล่อยให้เว่ยหวนและสวีเฉิงกานอาศัยอยู่ในจวนของตนเอง นั่นแสดงให้เห็นว่าเขาเองก็ระแวดระวังในตัวทั้งสอง แม้เว่ยหวนกับสวีเฉิงกานจะมาที่นี่เพื่อเกลี้ยกล่อมให้แม่ทัพเหลียงยอมจำนน อย่างน้อยในเวลานี้ก็พอจะเดาได้ว่าแม่ทัพเหลียงยังไม่เห็นด้วยกับพวกเขา
สาเหตุที่เหลียงอวี่ตงยังไม่ยอมคืออะไรกันแน่
เหลียงอวี่ตงเคยต่อสู้กับข้าศึกทางเหนือและกลุ่มคนที่ถูกเนรเทศทางใต้ เนื่องจากความกล้าหาญและความสามารถทางการทหาร ทำให้เขาก้าวเข้าสู่ตำแหน่งแม่ทัพกองทหารรักษาการณ์ประจำรุ่นอันได้ในเวลานี้ ดังนั้นชายคนนั้นจึงไม่มีทางที่จะเป็นคนหัวอ่อนไร้สมองอย่างแน่นอน
อันอ๋องอ้างว่ารวบรวมกำลังพลได้แสนนาย ซึ่งอาจจะฟังดูเป็นจำนวนมาก แต่ก็น่าจะเป็นจำนวนที่กล่าวอ้างขึ้นมาเพื่อข่มขวัญเท่านั้น เช่นเดียวกับอำเภอรุ่นอันที่อ้างว่ามีทหารรักษาการณ์สองหมื่นนาย แต่ในความเป็นจริงแล้ว สองหมื่นนายนับรวมถึงกองกำลังพลเรือน คนดูแลม้า และอื่น ๆ ซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของกำลังพลเช่นกัน แม้พวกเขาจะไม่เคยออกรบจริง ๆ ทว่าก็ถูกนับรวมเข้ามาเพื่อความน่าเกรงขามเท่านั้น
หากกองกำลังของอันอ๋องเป็นทหารที่แข็งแกร่งทั้งแสนนาย ดังนั้นก็ควรจะประกอบไปด้วยแม่ทัพรักษาการณ์จากทั่วทั้งเหลียวโจวรวมกับกองกำลังส่วนตัวของเขา จักรพรรดิเทียนฉีเคยรับสั่งให้ตรวจตราจวนของอันอ๋อง สถานที่ซึ่งเขาใช้สำหรับฝึกฝนกองกำลังส่วนตัวและหน่วยกล้าตายมาก่อน และที่แห่งนั้นก็ถูกทลายไปหมดในครั้งนั้นแล้ว
กองกำลังแสนนายนี้ ไม่ว่าจะถูกฝึกฝนมาอย่างดีเพียงใด แต่ก็คงไม่มีประสบการณ์การรบมากมายนัก หากราชสำนักออกประกาศให้กองทหารพิทักษ์ดินแดนเดินทางมาปราบกบฏ น่ากลัวว่าคนของอันอ๋องจะถูกฆ่าตายได้ง่าย ๆ
ยามนี้กองกำลังพิทักษ์ดินแดนกำลังยุ่งอยู่กับการปราบปรามศัตรูทางเหนือ พวกเขาไม่สามารถระดมกำลังหลักมาเพื่อจัดการกับกบฏได้
หากราชองครักษ์จากเมืองหลวงเดินทางขึ้นมาทางเหนือ และร่วมกับกองทัพพิทักษ์ดินแดนสองหมื่นนาย พร้อมร่วมมือกันโจมตีโอบล้อมเข้ามาทั้งสองฝั่ง คงเป็นการยากที่ใครจะต้านทานได้
ดังนั้นอันอ๋องจึงพยายามกระทำการต่าง ๆ อย่างรวดเร็ว และรีบลงมาใต้เพื่อเข้าสู่เมืองหลวงให้ได้ก่อนที่ข้าศึกทางเหนือจะถูกปราบปรามสำเร็จ
อย่าพูดถึงเรื่องที่กองทหารรักษาการณ์ของอำเภอต่าง ๆ ในเฉิงโจวจะยอมให้พวกเขาผ่านไปหรือไม่เลย แม้พวกเขาจะเข้ามาในเฉิงโจวได้ แต่ก็ยังต้องเดินทัพผ่านพื้นที่ห่างไกลและรกร้าง จักรพรรดิองค์ใหม่ผู้กำลังจะสืบราชบัลลังก์ไม่ใช่คนโง่เขลา พระองค์จะรออยู่เฉย ๆ ในเมืองหลวงและปล่อยให้กบฏเดินทางไปจัดการตนเองง่าย ๆ อย่างงั้นหรือ
ขณะนี้จักรพรรดิองค์ใหม่ทรงรวบรวมกำลังต่อต้านกบฏเอาไว้แล้ว หากตอนนี้เขายอมจำนนต่ออันอ๋อง แล้ววันที่กองกำลังของราชสำนักยกทัพมาถึง ตนจะไม่กลายเป็นเพียงเป้าโจมตีอย่างนั้นหรือ
แม้จะไม่เต็มใจที่จะยอมจำนนต่อศัตรู แต่เขาก็รู้ดีว่าตัวเองติดหนี้บุญคุณสวีถิงจืออยู่
ตอนที่เดินทางไปทดสอบความสามารถด้านการต่อสู้ในเมืองหลวง ในเวลานั้นเหลียงอวี่ตงถูกปล้นจนหมดตัวและไม่เงินเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย เขาไม่สามารถหันหน้าไปพึ่งพาผู้ใดได้ ทั้งยังล้มป่วยเพราะไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าที่พัก เจ้าของโรงเตี๊ยมรู้ว่าเขาไม่มีเงินเหลือ ด้วยกลัวว่าเขาจะป่วยตายในโรงเตี๊ยมจึงขับไล่ออกไป ระหว่างที่ถูกผลักออกไปหน้าประตูพร้อมคิดว่าคงต้องไปนอนข้างถนนก็บังเอิญชนเข้ากับสวีถิงจือเข้า
หลังจากได้ยินเรื่องราวของเขา สวีถิงจือก็คิดว่าคนผู้นี้มีความสามารถ จึงไม่เพียงมอบเงินให้ร้อยตำลึงเท่านั้น แต่ยังแนะนำให้เขาได้รู้จักอู่จิ้นซื่อที่เป็นผู้ควบคุมการสอบอีกด้วย
ไม่เคยมีใครรู้เรื่องนี้มาก่อน และใต้เท้าสวีเองก็ไม่เคยพูดเรื่องนี้กับผู้ใดเช่นกัน
เขาได้รับเลือกให้ผ่านการสอบต่อสู้ จากนั้นก็เข้าสู่กองทัพสั่งสมประสบการณ์ ฝึกฝนฝีมือ และเลื่อนตำแหน่งไปทีละขั้น เรื่องทั้งหมดก็เป็นเพราะความช่วยเหลือของสวีถิงจือในครั้งนั้น ยามนี้ตอนที่ตนได้เป็นแม่ทัพรักษาการณ์ที่รุ่นอันก็ไม่เคยต้องขาดแคลนเสบียง และค่าใช้จ่ายภายในตลอดการประจำการที่นี่เลย
เขาซาบซึ้งในน้ำใจของอีกฝ่ายมากและไม่เคยลืมเลือนสิ่งเหล่านี้
สวีเฉิงกานและเว่ยหวน คนหนึ่งเป็นบุตรชายแท้ ๆ ของใต้เท้าสวีและอีกคนคือบุตรเขย หากเขายังยืนกรานไม่ยอมจำนน ตราบใดที่รุ่นอันทนต่อไปได้อีกสักสิบวันครึ่ง อันอ๋องก็จะต้องพ่ายแพ้ หลังจากอันอ๋องล้มเหลว ตระกูลสวีก็จะกลายเป็นกบฏและเกิดหายนะไปเก้าชั่วโคตร
เขาจะเป็นคนอกตัญญูที่ตอบแทนความเมตตาของผู้มีพระคุณด้วยหายนะ ซึ่งทำให้อีกฝ่ายต้องถึงแก่ความตายได้จริง ๆ หรือ
แต่หากตนยอมจำนน กองทัพอันอ๋องจะเดินทัพลงไปถึงเมืองหลวง และพวกเขาอาจสามารถปิดล้อมวังหลวงได้สำเร็จ
ชั่วชณะหนึ่งเหลียงอวี่ตงรู้สึกว่าตัวเองตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก และต้องชั่งน้ำหนักระหว่างบุญคุณกับความถูกต้อง เขาเป็นคนที่ยึดมั่นในหน้าที่ แต่เมื่อคิดว่าผู้มีพระคุณจะต้องถูกฆ่าด้วยน้ำมือของตนเอง เขาก็รู้สึกหนักอึ้งในใจราวกับมีก้อนหินถ่วงอยู่ในอก
เขาไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังมาก่อน ดังนั้นจึงต้องตัดสินใจเรื่องนี้เพียงลำพังเงียบ ๆ
ในหน่วยงานไปรษณีย์ เว่ยหวนรู้สึกกังวลเล็กน้อย “พี่รอง พ่อตาบอกว่าเหลียงอวี่ตงเป็นคนที่ให้ความสำคัญเรื่องบุญคุณ แต่ยามนี้เขากลับยังไม่ยินยอม เช่นนี้สถานการณ์จะเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ขอรับ”
เมื่อเห็นท่าทางอยู่ไม่สุขของเว่ยหวน สวีเฉิงกานก็ขบขันเล็กน้อย “เจ้าร้อนใจเกินไปหรือไม่ อย่างไรสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตคนเราก็คือความมั่งคั่งและปลอดภัย ท่านพ่อกล่าวว่า หากเขาไม่ยอมจำนนเขาก็จะถูกกำจัดทันที หลังจากฟังคำพูดของเราแล้ว ข้าคิดว่าเรื่องนี้น่าจะคลี่คลายในทางที่ดีไปกว่าครึ่งแล้ว”
“เพียงครึ่งเดียวอย่างนั้นหรือขอรับ”
“มีทหารฝีมือดีแฝงตัวมาอยู่ท่ามกลางผู้ลี้ภัยที่ประตูเมืองแล้ว พรุ่งนี้ในฐานะเจ้าเมือง เจ้าก็เพียงออกไปที่ประตูเพื่อซื้อใจชาวบ้าน เราจะยอมให้ผู้ลี้ภัยบางส่วนเข้ามาภายใน เมื่อความวุ่นวายในเมืองปะทุขึ้น เราก็จะใช้ประโยชน์จากจังหวะที่เหลียงอวี่ตงและกองทหารของรุ่นอันไม่ทันตั้งตัวจับตัวเขาเอาไว้ หลังกองทัพของอันอ๋องเข้ามาประชิดเมือง ความสำเร็จครึ่งหนึ่งจะกลายเป็นความสำเร็จที่แน่นอนขึ้นมา”
ใต้เท้าสวีรู้จักเหลียงอวี่ตงค่อนข้างดี เขาเป็นคนจิตใจดี แต่ก็นับถือความชอบธรรมยิ่งใหญ่อยู่ในใจเช่นกัน หากให้เขาเลือกระหว่างบุญคุณส่วนตัวกับความชอบธรรมเพื่อบ้านเมือง ก็ยังเกรงว่าเขาจะลังเล ตราบใดที่เขายังลังเลอยู่และยังไม่ตัดสินใจว่าจะยอมหรือไม่ กองทัพของอันอ๋องก็คงมาถึงเมืองแล้ว พรุ่งนี้หลังพวกเขาออกไปนอกเมืองแล้วรับคนเข้ามา เมื่อดาบจ่อถึงคอแล้วการตัดสินใจของเหลียงอวี่ตงก็ไม่ยุ่งยากอีกต่อไป
หากเขายอมจำนนในที่สุด ทุกฝ่ายก็จะแสวงหาความมั่งคั่งในอนาคตไปด้วยกัน
แต่ถ้าเขาปฏิเสธก็จับเป็นตัวประกันแล้วเปิดประตูเมือง ป้อมประตูที่ไร้ผู้บัญชาการ อันอ๋องสามารถยกทัพเข้ามาได้อย่างง่ายดาย
ท่านพ่อของเขายังคำนึงถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นครั้งเก่า และต้องการให้โอกาสเหลียงอวี่ตงได้รับใช้ราชสำนักหลังจากนี้ แต่เขาจะยอมคว้าโอกาสนั้นเอาไว้หรือไม่ มันก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเจ้าตัวเอง
“พี่รอง พ่อตาเป็นถึงขุนนางอาวุโสที่ได้รับความเคารพอย่างสูงอยู่แล้ว แต่เหตุใด… ท่านยังต้องไปร่วมมือกับอันอ๋องอีกเล่า” เว่ยหวนคิดไม่ออก ใต้เท้าสวีเป็นอัครเสนาบดีอยู่แล้ว หากต้องการสืบทอดอำนาจ เขาก็ทำความดีความชอบในตำแหน่งเจ้าเมืองนี้เป็นอย่างดี เหตุใดไม่รอคำสั่งทางการให้เขากลับเข้าเมืองหลวงไปรับช่วงต่ออำนาจเล่า
นั่นคือสิ่งที่พ่อตาของเขาวางแผนไว้เมื่อส่งตนเข้าไปรับตำแหน่งหน้าที่ในกรมยุติธรรมไม่ใช่หรือ ด้วยความมั่นคงที่มีอยู่ เหตุใดจึงต้องเลือกหนทางที่มีแต่ความเสี่ยงเช่นนี้ด้วย
เมื่อเห็นเว่ยหวนไม่เห็นด้วยสวีเฉิงกานจึงกล่าวว่า “เว่ยเฉิงมีความสัมพันธ์ที่ดีกับตระกูลเฉิน ข้าเป็นบุตรตระกูลสวี ส่วนเจ้าก็เป็นบุตรเขยตระกูลสวี หลังจากนี้เมื่อตระกูลเฉินขึ้นสู่อำนาจ เราจะยังรักษาอำนาจต่อไปได้อย่างไร แล้วเจ้าจะมีโอกาสได้กลับเมืองหลวงอย่างนั้นหรือ” สวีเฉิงกานมองเว่ยหวน “เจ้าเป็นบุตรเขยตระกูลสวี ดังนั้นความมั่งคั่งและเกียรติยศก็ขึ้นอยู่กับตระกูลสวีเท่านั้น”
“เป็นเช่นที่พี่รองกล่าวจริง ๆ ขอรับ”
“ข้าคิดว่าอวี้หรงดูรู้สึกตัวขึ้นมาเล็กน้อยแล้ว ไม่ได้เสียสติอย่างก่อนหน้า เมื่ออันอ๋องขึ้นครองบัลลังก์ ท่านพ่อจะจัดการให้คนตระกูลสวีมีตำแหน่งดี ๆ ในราชสำนัก เขาวางแผนจะแนะนำให้เจ้าเข้าไปอยู่ในหกกรม เช่นนั้นจึงจะสามารถรักษาอำนาจในที่ประชุมขุนนางเอาไว้ได้ การมีความสัมพันธ์ดี ๆ กับอันอ๋อง จึงมีความเป็นไปได้กว่าการเชื่อมสัมพันธ์กับเว่ยเฉิง”
“เช่นนั้นจะดีหรือขอรับ ยามนี้พี่ใหญ่มีตำแหน่งอยู่ที่กรมคลังแล้ว พี่รองต่างหากที่ควรจะได้ตำแหน่งดี ๆ หลังจากที่อันอ๋องขึ้นครองบัลลังก์” เว่ยหวนมีท่าทีจะปฏิเสธ แต่ก็มีประกายแห่งความสุขแวบเข้ามาในดวงตาอย่างไม่อาจหลบซ่อนจากสวีเฉิงกานได้
สวีเฉิงกานลอบเม้มปากเล็กน้อย แต่ก็เอ่ยออกมาอย่างสบาย ๆ “เราเป็นครอบครัวเดียวกัน จะขัดใจกันด้วยเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไร เจ้าผ่านการสอบหน้าพระที่นั่งระดับสูงและได้เข้าสู่สำนักฮั่นหลิน พี่ใหญ่กับข้าอาศัยเพียงบารมีท่านพ่อ พวกข้าจะสามารถรับโอกาสที่ดีเท่าเจ้าได้อย่างไร”
“พี่ใหญ่และพี่รองต่างมีความสามารถ เพียงแค่โชคไม่ดีเท่านั้น น่าเสียดายยิ่งนักขอรับ” เว่ยหวนถอนหายใจเมื่อสวีเฉิงกานเอ่ยถึงเรื่องการสอบขุนนาง
“ข้าจะไม่พูดถึงเรื่องนี้แล้ว พี่ใหญ่ตั้งใจกว่าข้า แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จในการสอบ ทว่าเราทั้งสามก็ยังมีตำแหน่งในราชการ จะเป็นการดีกว่าหากไม่มีใครที่จะต้องเหนื่อยอยู่เพียงลำพัง”
“ขอรับ พี่รองพูดถูก ข้าเองก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน”
“เมื่ออันอ๋องยกทัพมาถึง จงเตรียมการทุกอย่างให้พร้อม หากเดินทางได้เมื่อไหร่ ก็จะสามารถไปเมืองหลวงด้วยกันได้ทันที เมืองหลวงจะต้องมีการต่อสู้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเว่ยเฉิงจะไม่มีทางเตรียมรับมือได้ทัน …เขาจะต้องถูกโค่นล้มอย่างแน่นอน” สวีเฉิงกานมีท่าทีภูมิใจเล็กน้อย
เขาสูญเสียหน้าที่การงานเพราะเรื่องของหลิวเหิง ตั้งแต่วันนั้นมาคนที่เขาเกลียดชังมากที่สุดก็คืออีกฝ่าย นอกจากนี้ยังแค้นเว่ยเฉิงรองลงมา หากชายคนนั้นไม่เข้ามายุ่งกับเรื่องนี้ คนอย่างเขาจะถูกให้ออกจากตำแหน่งได้อย่างไร ซ้ำยังต้องถูกขังอยู่ในคุกหลายวันอีกด้วย
สวีเฉิงกานมองเว่ยหวน ใบหน้าของน้องเขยทำให้เขาคิดถึงหลิวเหิงขึ้นมา เว่ยหวนไม่เคยเอ่ยปากถึงบุตรชายผู้นั้นของตนเลย ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นเพราะความเกรงใจจึงไม่กล้าเอ่ยถึงต่อหน้าเขาก็เป็นไปได้