ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 337 เว่ยหวนมาที่รุ่นอัน
บทที่ 337 เว่ยหวนมาที่รุ่นอัน
หลิวเหิงต้องยอมรับว่าอันอ๋องมีความสามารถมากในเรื่องการซื้อใจผู้คน ไม่ว่าจะเป็นการหลอกลวงขโมยผลงานของผู้อื่นเมื่อสิบกว่าปีก่อน หรือคราวนี้ที่สังหารขุนนางฉ้อฉลก่อนจะเริ่มทำการกบฏ อีกฝ่ายสามารถเล่นละครได้อย่างไร้ที่ติ
ด้วยการสังหารขุนนางก่อนจะเดินทัพ ความไม่พอใจที่ชาวเหลียวโจวมีจึงลดน้อยลงไป อีกทั้งการเคลื่อนไหวนี้ยังเพิ่มความน่ายกย่องที่ชาวบ้านมีต่ออันอ๋องขึ้นเป็นเท่าตัว ทุกคนแพร่ข่าวลือว่าอันอ๋องถูกทางการกดดันให้ต้องเป็นกบฏ เขาอุทิศตนเพื่อรับใช้ราชสำนัก ปกป้องแคว้น และขับไล่ข้าศึกทางเหนือออกไปได้ เนื่องมาจากเกียรติประวัติในการปกป้องชายแดน จักรพรรดิผู้ล่วงลับจึงมีพระบรมราชโองการให้เขาสืบทอดราชบัลลังก์ แต่จักรพรรดิเทียนฉีแย่งชิงอำนาจจากเขา พร้อมส่งคนไปตามล่าจนทำให้เขาต้องตั้งจัดตั้งกองทัพของตนเอง
ชาวบ้านจิตใจบริสุทธิ์ทำให้ถูกล่อลวงได้อย่างง่ายดาย
อันอ๋องสังหารขุนนางทั้งน้ำตา ผู้ลี้ภัยต่างเห็นใจเขา โดยเฉพาะผู้อาวุโสที่อยู่ในเหตุการณ์เมื่อสิบปีก่อน พวกเขารู้เรื่องที่อันอ๋องนำกองกำลังไปปราบข้าศึกที่ช่องเขาฮูเหล่า และช่วยชีวิตคนในเหลียวโจวให้รอดพ้นจากการรุกรานได้เป็นจำนวนมาก
ภายใต้ความเชื่อเหล่านี้ หลายคนจึงคิดว่าอันอ๋องเป็นคนดี และขุนนางเหล่านั้นต่างหากที่เป็นคนเลว กระทำการอุกอาจด้วยการอ้างความดีครั้งเก่าทำความผิด อันอ๋องอุทิศตนเพื่อบ้านเมือง แต่จักรพรรดิกลับคิดแย่งชิงอำนาจจากเขา อีกทั้งยังคิดจะสังหารด้วยซ้ำ สิ่งนี้เป็นเรื่องที่เลวร้ายเกินไป
กองทัพอันอ๋องชนะใจชาวบ้านได้ตั้งแต่ยังเดินทางมาไม่ถึงที่นี่เสียอีก
แต่ก็ยังมีกลุ่มคนตั้งคำถามอย่างเงียบ ๆ ว่าหากอันอ๋องใส่ใจในความทุกข์ยากของราษฎรจริง เหตุใดยังมีการกวาดต้อนคนหนุ่มตามทางหลักอยู่อีก
ทว่าคำถามเหล่านั้นมักจะเงียบลงไปอย่างรวดเร็ว รวมทั้งคนที่ถามขึ้นมาด้วยเช่นกัน
หลิวเหิงอยู่บริเวณทางเข้าอำเภอรุ่นอันร่วมกับผู้ลี้ภัยเป็นเวลาสองสามวัน เขารู้สึกขึ้นว่าความตึงเครียดของตนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ
อันอ๋องโหดเหี้ยมกว่าที่คิด นายอำเภอเหลียวจงนับว่าเป็นคนของอีกฝ่าย แต่ชายคนนั้นกลับสังหารคนของตนเองได้ทันทีหากจำเป็น ทว่าการเสียขุนนางขั้นเจ็ดผู้นี้ไปสามารถสร้างความประทับใจแก่ราษฎรได้ ดังนั้นเขาจึงมองว่าการเสียหมากสำคัญตัวนี้ไปคุ้มค่า
ชายหนุ่มหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้ลี้ภัยจะไม่ถูกปลุกระดมให้ลุกขึ้นมาต่อสู้ ไม่เช่นนั้นจะต้องมีผู้บริสุทธิ์จำนวนมากตายอย่างสูญเปล่า
เขาเห็นผู้คนมากมายในอำเภอรุ่นอันกำลังเคลื่อนไหว และเห็นได้ชัดว่าเจ้าหน้าที่รักษาการณ์ที่ป้อมประตูกำลังมองลงมาด้านล่าง แม้ไม่มีใครขับไล่ชาวบ้าน แต่ก็ไม่มีใครเข้ามาช่วยเหลือผู้ลี้ภัยให้ตั้งถิ่นฐานใหม่อย่างเป็นระบบเลย เมื่อมีคนจำนวนมากมารวมตัวกัน ความวุ่นวายก็จะเกิดขึ้นได้ไม่ยาก กองทัพอันอ๋องกำลังอยู่ระหว่างทาง หากคนเหล่านี้โจมตีอำเภอรุ่นอันก่อน มันก็ไม่เท่ากับว่ากองทัพสามารถตรงเข้ามาได้อย่างง่ายดายหรือ
ชายหนุ่มต้องการเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของอันอ๋อง แต่ก็เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายมีหูตามากมายแฝงตัวอยู่ในหมู่ผู้ลี้ภัย ยามนี้เป้าหมายหลักของเขายังไม่บรรลุผล จึงไม่อาจขยับตัวก่อปัญหาเพิ่มได้
หลิวเหิงไม่อยากรอช้าอยู่อีก เขารีบเปลี่ยนเสื้อผ้าในเช้าวันที่สาม และนำเหยียนเฟิงกับทุกคนเดินทางเข้าไปในรุ่นอัน
ผู้เฒ่าหวูโถวและฟางหมิงอี้เปิดสำนักงานนายหน้าในรุ่นอัน ดังนั้นทั้งสองจึงสามารถเข้าไปในเมืองได้อย่างง่ายดาย
ผู้เฒ่าหวูโถวออกจากรุ่นอัน ก่อนจะเดินทางลงใต้ไปส่งจดหมาย และสอบถามเกี่ยวกับสถานการณ์ต่าง ๆ ส่วนฟางหมิงอี้รออยู่ที่ประตูเมืองในตอนเช้า เขายืนอยู่หน้าเกวียนขนาดใหญ่เหมือนกับกำลังขนส่งสินค้า มีชายสองสามคนเข้ามาแตะตัวเขาเบา ๆ เด็กหนุ่มเงยหน้ามองประตูเมือง ประหนึ่งกำลังรอที่จะทำงานของตนอยู่
ทหารของรุ่นอันที่ประตูทิศเหนือเหลือบมองระหว่างที่พวกเขาเอาเกวียนผ่านไป
ภายนอกฟางหมิงอี้สงบมาก แต่ภายในหัวใจกลับเต้นแรง ตอนที่ใต้เท้าให้เขาอยู่ที่รุ่นอันเพื่อสอดแนมข่าวต่าง ๆ และให้คอยเดินทางไปส่งข่าวที่ซินเย่ ก็ทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกร้อนใจจนน้ำตาแทบไหลแล้ว ทว่าคุณหนูช่วยชีวิตเขาไว้และยังให้การสั่งสอน เมื่อคุณหนูและใต้เท้าพาคนอื่น ๆ ไปซินเย่ เขายังน้อยใจว่าตนถูกทิ้งไว้ที่นี่เพราะไม่ได้มีความสามารถอะไรนัก
เขาปฏิเสธที่จะอยู่เมืองหลวงต่อ จึงติดตามผู้เฒ่าหวูโถวมายังเฉิงโจว ครั้งแรกเขาไปอยู่ที่ตัวเมืองอันหยาง จากนั้นก็ไปที่ซงเฉิง ทว่าตอนนี้อยู่ที่รุ่นอันในฐานะผู้จัดการของสำนักงานนายหน้า
ในที่สุดเขาก็ได้รับความไว้วางใจให้อยู่คนเดียวและช่วยเหลืองานของใต้เท้า
อีกทั้งยังเป็นงานใหญ่ที่ตั้งตารอมานาน หลังจากที่ทำงานฝึกฝนตนเองอย่างหนัก
เมื่อมองไปที่ผู้ลี้ภัยนอกเมือง หากไม่ใช่เพราะคุณหนูและเหยียนหลิ่วช่วยเอาไว้ เขาคงหิวตายหรืออยู่อย่างแร้นแค้นไม่ต่างจากผู้ลี้ภัยเหล่านี้ กลุ่มคนตรงหน้าดูอ่อนแรงเพราะขาดอาหารจนแทบจะไม่มีแรงลุกขึ้นยืนอีกแล้ว
หลังคิดถึงเหยียนหลิ่ว เขาก็อดนึกถึงความชื่นชมของนางที่มีต่อตนเมื่อเดินทางไปถึงซินเย่ไม่ได้
ยามนี้เขาไม่ต่างจากเหยียนหลิ่วที่ได้รับความไว้วางใจจากคุณหนูกับใต้เท้า และยังได้รับผิดชอบงานสำคัญอีกด้วย
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้เด็กหนุ่มก็ตื่นเต้นจนอดไม่ไหวและยืดคอมองออกไปที่ประตู เขาโล่งใจเมื่อเห็นหลิวเหิง เหยียนเฟิง และคนอื่น ๆ ผ่านจุดตรวจเข้ามาได้
หลังจากที่ทุกคนผ่านเข้ามาแล้ว เขาก็ไปพูดกับทหารที่ประตูเมือง “พี่ชาย เราต้องขึ้นไปส่งของทางเหนือ ตอนนี้ยังสามารถส่งของได้อยู่หรือไม่ขอรับ”
ทหารที่นั่นรู้จักเขาดีจึงชี้ออกไปด้านนอก “ช่วงนี้ข้าแนะนำว่าอย่างเพิ่งไปยุ่งกับทางเหนือจะดีกว่า เห็นผู้ลี้ภัยพวกนั้นหรือไม่ ผู้บัญชาการแจ้งว่าคนเหล่านั้นอาจก่อความวุ่นวายขึ้นมาเมื่อใดก็ได้ หากออกไปแล้วจะกลับเข้ามาได้ยาก”
“ประตูเมืองจะปิดอย่างนั้นหรือขอรับ”
“เมื่อวานข้าไปที่ประตูเมืองฝั่งใต้และได้ยินว่าเจ้าเมืองกำลังเดินทางมา ไม่ว่าจะเปิดหรือปิดประตูเมือง ก็คงจะมีการจัดระเบียบเร็ว ๆ นี้แหละ ชาวบ้านเอาแต่พูดถึงกบฏอันอ๋อง หากคนเหล่านั้นมาถึง ไม่ว่าอย่างไรก็อาจจะไม่สามารถหลีกเลี่ยงการปะทะได้”
“พวกกบฏจะมาจริงหรือขอรับ!”
“ข้าก็อยากได้ยินข่าวดีมากกว่า แต่กบฏจะไม่มาที่รุ่นอันได้อย่างไร เราหวังเพียงว่ากองทัพหลวงจะรีบมาถึงที่นี่เสียที ไม่อย่างนั้น…” นายทหารไม่ได้เอ่ยต่อ แต่ทุกคนก็เข้าใจความหมายของเขาได้อย่างชัดเจน
ฟางหมิงอี้ถอนหายใจพลางกระทืบเท้าแล้วหันไปเอ่ยกับคนงานสองสามคน “กลับกันเถอะ เรื่องธุระทางเหนือให้ยุติไปก่อน ตอนนี้ยังไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น” คนงานสองสามคนตอบรับเนือย ๆ แล้วเอาเกวียนลากกลับไปทางเดิม
ฟางหมิงอี้มอบเงินจำนวนหนึ่งให้ทหารคนนั้น “พี่ชาย เอาเงินนี้ไว้ซื้อสุราอุ่นกายสักหน่อยเถอะขอรับ สองสามวันนี้ข้าคงไม่มาทำการค้าที่นี่ และมีงานในเมืองอีกเล็กน้อยต้องไปจัดการ อาจจะต้องลองไปเสี่ยงโชคที่นั่นแทน”
ทหารรับเงินแล้วยิ้ม “เจ้าระวังน่ะดีแล้ว อย่าเพิ่งทำอะไรที่นี่เลย ไปดูทางใต้จะดีกว่า”
ฟางหมิงอี้รับคำแล้วรีบกลับไปที่โรงเตี๊ยมซึ่งหลิวเหิงพักอยู่ เพื่อรายงานข่าวคราวจากทหารที่ประตูเมือง
เมื่อชายหนุ่มได้ยินว่าเว่ยหวนกำลังเดินทางมาที่นี่ ก็อดไม่ได้ที่จะยกยิ้มอย่างขมขื่น การเดินทางมาที่นี่ของเขาใช่ว่าจะหลีกเลี่ยงจากสายตาผู้คนได้
ตอนนี้เว่ยหวนมาที่รุ่นอันเพื่อโน้มน้าวให้เขาถอดใจใช่หรือไม่
สวีเฉิงกานได้พบเว่ยหวนที่อันหยางแล้วหรือไม่
หากเว่ยหวนถูกชักชวนให้ยอมจำนน คราวนี้สวีเฉิงกานจะมากับอีกฝ่ายด้วยหรือไม่
อันอ๋องวางแผนจะใช้การร่วมมือจากเว่ยหวนเพื่อเอาชนะใจผู้คน และเดินทางผ่านเฉิงโจวไปอย่างไม่นองเลือดงั้นหรือ
เดิมทีหลิวเหิงวางแผนจะขอพบเหลียงอวี่ตงทันทีที่มาถึงรุ่นอัน ทว่ายามนี้เว่ยหวนกำลังจะมา ทำให้เขาต้องคิดให้ถี่ถ้วน แม้หัวหน้าสวีจะบอกว่าเหลียงอวี่ตงเป็นคนซื่อสัตย์ แต่เว่ยหวนและสวีเฉิงกานก็กล้ามากที่เดินทางมาพบตนถึงที่นี่ พวกเขาไม่กลัวว่าจะถูกจัดการทันทีที่เอ่ยปากเจรจางั้นหรือ คนเหล่านั้นเอาความมั่นใจมาจากที่ไหนกัน