ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 334 การวิเคราะห์ของหลิวเหิง
บทที่ 334 การวิเคราะห์ของหลิวเหิง
เหยียนซีขึ้นเสียงกับหลิวเหิง “แต่เจ้าเมืองเฉิงโจวคือเว่ยหวน และเขาเป็นบุตรเขยของสวีถิงจือ!” สวีอวี้หรงเองก็อยู่ที่เฉิงโจวด้วย จะเกิดอะไรขึ้นหากนางหายจากอาการเสียสติ ไม่สิ! …หากนางเสียสติยิ่งกว่าเดิมเล่า ไม่มีทางที่คนบ้าจะหายบ้าได้ อย่างไรเธอก็ไม่อยากให้หลิวเหิงไป!
“แต่เขาก็ยังเป็นบิดาผู้ให้กำเนิดข้าด้วยไม่ใช่หรือ” หลิวเหิงยิ้มด้วยความสมเพช ขณะที่พูดถึงความสัมพันธ์ทางสายเลือดที่ตนอยากจะกล่าวถึงให้น้อยที่สุดออกมา “เขาเป็นบุตรเขยของสวีถิงจือ แต่ตราบใดที่เขายังไม่มีบุตรชาย เขาก็ยังต้องการข้า เขาไม่สามารถปล่อยให้ข้าถูกฆ่าตายได้หรอก”
“ท่านจะรู้ได้อย่างไรว่าคนไร้ยางอายเช่นเขาคิดสิ่งใดอยู่ หากเว่ยหวนไม่ยอมร่วมมือเล่า แล้วไหนจะตระกูลสวีอีก หากท่านไปที่นั่น มันก็ไม่ต่างอะไรจากการพนันเลย ท่านกำลังเอาชีวิตไปเสี่ยงกับโชคชะตางั้นหรือเจ้าคะ ไม่… ข้าไม่เห็นด้วย! เราจะอยู่ซินเย่ ที่นี่มีเจ้าหน้าที่ในที่ว่าการ อีกทั้งกองกำลังขนาดใหญ่จะต้องถูกส่งมาปราบกบฏอย่างแน่นอน แต่หากไม่ได้ผลเราทุกคนก็จะเข้าไปซ่อนในหุบเขา เราจะติดตามผู้เฒ่าหวูโถวและคนอื่น ๆ หนีกลับเมืองหลวง เฉิงจวิ้นอ๋องคงไม่ปล่อยให้ท่านตายจากการหนีจากหน้าที่หรอกเจ้าค่ะ และต่อให้ต้องถูกลดตำแหน่งหรือออกจากราชการก็ไม่เป็นไร…”
เหยียนซีรู้สึกราวกับว่าตนกำลังจะระเบิดออกมา อย่างน้อยยามนี้ซินเย่ก็ยังเป็นที่ที่ปลอดภัย ทว่าหลิวเหิงกำลังคิดจะวิ่งเข้าหาอันตรายโดยตรง เขาทำเช่นนี้ไปเพื่ออะไร อยากได้ชื่อว่าเป็นวีรบุรุษอย่างนั้นหรือ?
“อย่างไรข้าก็ไม่ยอม ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ไม่! จากเวลานี้ไป ข้าจะให้เหยียนเฟิงและเสี่ยวหลิ่วคอยจับตาดูท่าน หากท่านก้าวเท้าออกจากที่นี่เมื่อใด ข้า… ข้าจะขังท่านไว้!”
หลิวเหิงเห็นว่าเมื่อเหยียนซีโกรธมาก นางจะดูราวกับแมวที่กำลังพองขนขู่ นานแล้วที่ไม่ได้เห็นนางโมโหเช่นนี้ มันแสดงให้เห็นว่านางไม่พอใจมากจริง ๆ หรืออาจจะเป็นเพราะที่ผ่านมานางเก็บเรื่องต่าง ๆ ไว้ในใจเสมอ
หลิวเหิงยิ้มบาง ๆ “เจ้าคิดจะขังข้าไว้อย่างนักโทษงั้นหรือ”
“ท่านไม่ต้องมาหัวเราะนะ ข้ากำลังจริงจังอยู่!” เหยียนซีเกรี้ยวกราด เธอไม่ยอมมองหน้าเขาและเอาแต่ก้มหน้ามองปลายเท้าตนเอง
“ข้ารู้ว่าเจ้าพูดจริง ใคร ๆ เขาก็พูดกันทั่วทั้งอำเภอว่าความเห็นของคุณหนูเป็นใหญ่ที่สุด” หลิวเหิงแสดงท่าทีหวาดกลัวราวกับเป็นบัณฑิตไร้เดียงสา แม้เหยียนซีจะโกรธมากเพียงใด แต่ก็อดรู้สึกขำกับท่าทีของเขาไม่ได้
“เอาละ เจ้ายิ้มได้ก็ถือว่าดีแล้ว อย่าโกรธข้าอีกเลยนะ” หลังหลิวเหิงเห็นสีหน้าของเด็กสาวผ่อนคลายลงเล็กน้อย จึงรีบแสร้งขอความเมตตาเมื่อสบโอกาส
“ท่านจะไม่ไปเฉิงโจวแล้วใช่หรือไม่เจ้าคะ” เหยียนซียังยืนกรานในเรื่องนี้และคะยั้นคะยอให้เขารับปาก
ชายหนุ่มถอนหายใจและเอาเก้าอี้มานั่งลงข้าง ๆ เหยียนซี หน้าเตามีพื้นที่เล็ก ๆ ให้คนสองคนนั่งเบียดกัน แม้จะดูคับแคบไปบ้างก็ตาม
เหยียนซีขยับไปมาอย่างอึดอัด เป็นไปได้หรือไม่ว่าเขาจะใช้หน้าตามาเกลี้ยกล่อมตน หึ! มันไม่มีทางได้ผลหรอก ต่อให้เขาจะหน้าตาดีขนาดไหน แต่มันก็ไม่อาจทำให้เธอหลงลืมเรื่องสำคัญเช่นนี้ไปได้!
“ซีเอ๋อร์” หลิวเหิงลดเสียงให้เบาลง “การที่ข้าไปเฉิงโจวไม่เพียงจะทำเพื่อแคว้นและราษฎรเท่านั้น แต่ยังเป็นการล้างแค้นให้ท่านแม่อีกด้วย” เมื่อเห็นว่าเหยียนซีกำลังจะลุกขึ้นอีกครั้ง เขาก็เอื้อมมือออกมาจับมือนาง “ซีเอ๋อร์ ฟังข้านะ ข้าจะระวังตนเองอย่างดี เฉิงโจวเป็นเมืองใหญ่ ข้าจะไม่เดินทางไปถึงเมืองอันหยาง ทว่าจะไปถึงแค่รุ่นอันเท่านั้น มันอยู่ไม่ไกลจากเหลียวโจวเลย และยังใกล้กับซินเย่อีกด้วย หากเจ้าไปยืนอยู่บนเขาที่หน่วยงานไปรษณีย์เหลียวผิงของซินเย่ เจ้าก็จะสามารถมองลงมาเห็นอำเภอรุ่นอันได้”
“ยามนี้อันอ๋องกำลังก่อกบฏ สิ่งที่เขาต้องการที่สุดคือการอาศัยเหตุการณ์การสิ้นพระชนม์ของจักรพรรดิ และระหว่างที่บัลลังก์ยังว่างเว้นจากจักรพรรดิพระองค์ใหม่เดินทัพเข้าเมืองหลวง จากนั้นก็พยายามกุมอำนาจในราชสำนักเอาไว้เป็นของตนเองให้ได้ อาเอ้อร์กล่าวอีกว่าที่เมืองหลวงเองก็มีขุนนางที่ไม่ไว้ใจจักรพรรดิพระองค์ใหม่ ยามนี้อันอ๋องจึงรู้สึกว่าตนเองยังมีโอกาสอยู่ ตราบใดที่เขาถูกขัดขวางอยู่ที่รุ่นอัน ความปรารถนาของเขาที่ต้องทำให้สำเร็จโดยเร็วที่สุดจะต้องล้มเหลวแน่”
“ข้าไม่ได้มีความรู้เรื่องสงคราม แต่อันอ๋องก่อกบฏและสั่งให้เจ้าหน้าที่กวาดต้อนชาวบ้านออกจากบ้าน ทั้งยังปล้นสะดมพวกเขา มีผู้ลี้ภัยจำนวนมากที่เกลียดชังในตัวเขา ยามนี้เขาเริ่มเดินทัพจากอิงเฉิงลงใต้เข้าสู่เมืองหลวงและกวาดต้อนผู้คนไปตามทางแล้ว ตราบใดที่เกิดความขัดแย้งขึ้น ในหมู่ผู้ลี้ภัยจะมีการปลุกระดมให้ชาวบ้านลุกขึ้นมาต่อต้านเขาได้ทุกเมื่อ เขาอ้างว่ามีกำลังทหารกว่าแสนนาย แต่ทั้งหมดก็เป็นคนเหลียวโจว ในจำนวนนั้นย่อมมีผู้ที่รักและหวงแหนแผ่นดินเกิดอย่างแน่นอน พวกเขาไม่เต็มใจจะมาสู้รบ เมื่อผู้ลี้ภัยเริ่มต่อต้าน ขวัญกำลังใจของกองทัพก็ตกต่ำ และมันอาจจะทำให้พวกเขาแปรพักตร์ได้ไม่ยาก”
“อำเภอรุ่นอันเป็นประตูจากเหลียวโจวไปสู่เฉิงโจว นอกจากนี้ยังเป็นปราการป้องกันการรุกรานของข้าศึกทางเหนือที่กำลังบุกเหลียวโจวด้วย เจ้าหน้าที่รักษาการณ์และทหารในเมืองล้วนเป็นกำลังพลชั้นยอดที่ราชสำนักคัดเลือกมาให้คุ้มกันจากข้าศึกอยู่แล้ว การที่พวกเขายังไม่เข้าร่วมหรือแสดงท่าทีตอบรับอันอ๋องจนถึงขณะนี้ ก็หมายความว่าพวกเขายังภักดีต่อราชสำนักอยู่ หรืออย่างแย่ที่สุดคือพวกเขาเพียงเมินเฉยไม่ต้องการจะเข้ามายุ่งเท่านั้น แต่พวกเขาไม่มีทางที่จะสนับสนุนอันอ๋องแน่ ตราบใดที่ยังไม่ถูกอันอ๋องติดสินบน ทุกคนจะต้องสามารถป้องกันกองกำลังของอันอ๋องได้อย่างแน่นอน”
“ยามนี้กองทัพอันอ๋องยังเดินทางไปไม่ถึงที่นั่น เจ้าเมืองเฉิงโจวไม่ได้แจ้งให้พวกเขาช่วยเหลือในการปิดกั้นทางเข้าออกของผู้ลี้ภัย อันอ๋องอ้างความชอบธรรมจากจักรพรรดิองค์ก่อนในการชิงบัลลังก์ และราชสำนักยังไม่ได้ส่งคนมาปราบกบฏ มันอาจจะเป็นเพราะว่าแม่ทัพในเมืองอาจจะกำลังเฝ้าดูสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นที่เฉิงโจวอยู่เช่นกัน”
“ข้าเป็นขุนนางพลเรือน และเป็นเพียงนายอำเภอขั้นเจ็ด เมื่อเข้าไปที่รุ่นอัน สิ่งที่พอจะทำได้มากที่สุดคือการเกลี้ยกล่อมไม่ให้ทหารรักษาการณ์เมืองนิ่งเฉย หรือไปร่วมมือกับกบฏ แม้ฎีกาของจักรพรรดิจะยังมาไม่ถึง แต่ข้าก็สามารถช่วยป้องกันการกบฏได้ …เจ้าไม่คิดว่าข้าจะทำสิ่งเหล่านี้ได้หรือ รุ่นอันอยู่ห่างจากอันหยาง ดังนั้นจึงไม่มีทางพบเว่ยหวนและสวีอวี้หรงแน่นอน เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องนั้นเลย”
เหยียนซีพึมพำ “แต่เฉิงโจวเป็นดินแดนของเว่ยหวน และสวีถิงจือก็เป็นอัครเสนาบดี”
“ในอนาคตเจ้าจะต้องได้แต่งงานเป็นฮูหยินของนายอำเภออย่างแน่นอน เจ้าอยู่ในเมืองหลวงมานาน ไม่รู้หรือว่าราชสำนักแยกอำนาจของกลาโหมกับพลเรือนออกจากกันอย่างสิ้นเชิง เว่ยหวนและสวีถิงจือเป็นขุนนางฝ่ายพลเรือนทั้งคู่ ดังนั้นขุนนางฝ่ายกลาโหมทั้งหมดจึงไม่ได้อยู่ใต้อำนาจของพวกเขา กองทหารรักษาการณ์ที่รุ่นอันฟังเพียงคำสั่งของแม่ทัพเท่านั้น นอกจากนี้หากพวกทหารไม่ได้สนใจ เว่ยหวนก็จะไม่รู้เช่นกันว่าข้ากับเขามีความสัมพันธ์กันอย่างไร แต่จะต้องรู้แน่นอนว่าข้าเป็นคนที่ว่าที่จักรพรรดิพระองค์ใหม่ไว้ใจ เช่นนั้นพวกเขาจะกล้าทำอะไรข้าได้อย่างนั้นหรือ”
“ดูสิ่งที่อันอ๋องกำลังทำอยู่ตอนนี้สิ มองก็รู้แล้วไม่ใช่หรือว่าคนอย่างเขาไม่มีทางเป็นผู้ปกครองที่ดี เจ้าไม่ได้เป็นคนเล่าให้ข้าฟังหรอกหรือ ว่าเขาจับกุมตัวพ่อของเจ้าที่ช่องเขาฮูเหล่าและยังใส่ร้ายเขาอีกด้วย อีกทั้งยังใช้ความดีความชอบของผู้อื่นในการทำให้ตนเองเป็นที่ยกย่องในสายตาชาวบ้าน ว่าสามารถขับไล่ข้าศึกทางเหนือออกไปจากแคว้นได้ หากผู้คนได้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของเขา กบฏผู้นั้นจะยังมีหน้ายืนหยัดต่อไปได้อย่างไร”
“ซินเย่เป็นเหมือนหอกข้างแคร่ของอันอ๋อง เขาไม่มีทางปล่อยให้ทั้งอาวุธและเสบียงที่มีอยู่ที่นี่รอดมือไปได้ การที่ส่งผางหลิงมาถึงที่ว่าการก็แสดงให้เห็นแล้ว เมื่อเขารู้ว่าผางหลิงถูกจับ เขาอาจจะไม่รอให้ทัพเคลื่อนลงมาถึง แต่ส่งคนมาโจมตีซินเย่ทันทีก็เป็นได้”
“แทนที่จะรอให้เขาระดมพลและสั่งโจมตี เราควรจะชิงลงมือก่อน และขัดขวางแผนการของเขา สวีเฉิงกานไม่ได้มาที่เหลียวโจวเพื่อเที่ยวเล่น ตระกูลสวีต้องการให้เขาไปชักชวนคนเข้าร่วมกับแผนการของอันอ๋อง พร้อมหวังให้พวกเขาเข้าสู่เฉิงโจวได้โดยไม่ต้องต่อสู้ หากการเจรจาให้เฉิงโจวเปิดทางแก่อันอ๋องสำเร็จ ตระกูลสวีจะเข้ามามีบทบาทอย่างมากในแผ่นดินของอันอ๋อง ถ้าไม่มีใครขัดขวางอันอ๋องก่อนที่จะเขาจะยึดเฉิงโจวได้ มันคงเป็นเรื่องง่ายแล้วที่เขาจะเดินทางไปยังเมืองหลวง และการสมคบกันระหว่างกบฏกับตระกูลสวีก็จะประสบผลสำเร็จ”
“ซีเอ๋อร์ ศัตรูของตระกูลเราทั้งสองกำลังสมรู้ร่วมคิดกัน เราจะนั่งรอความตายอยู่เฉย ๆ ได้อย่างไร ข้าไปที่รุ่นอันก็เพื่อดูสถานการณ์และพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องต่าง ๆ ข้าอยากจะทำทุกสิ่งเท่าที่จะสามารถทำได้ แม้กระทั่งขอพบเว่ยหวนโดยมีเสี่ยวเฟิงและคนอื่น ๆ ติดตามด้วย ตอนนี้เรามีอะไรจะต้องกลัวอีกหรือ หากอันอ๋องยึดครองเฉิงโจวได้ ซินเย่จะเป็นอำเภอหัวเดียวกระเทียมลีบ พวกเราจะมีทางรอดพ้นอันตรายไปได้อย่างไรเล่า”