ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 333 ข้าจะไปเฉิงโจว
บทที่ 333 ข้าจะไปเฉิงโจว
หลังจากเกิ่งฉางกุ้ยและตู้กู้ได้รับคำชี้แนะจากหลิวเหิง ทั้งคู่ก็ตัดสินใจที่จะเข้าร่วมการปราบกบฏ คนส่วนใหญ่ที่อยู่ในกลุ่มเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาในเหลียวจง และไม่ได้เต็มใจที่จะเป็นโจร ดังนั้นเมื่อมีโอกาสกลับสู่หนทางแห่งความชอบธรรมจึงต้องการกลับตัว และยอมติดตามเกิ่งฉางกุ้ยและตู้กู้อย่างง่ายดาย
หลิวเหิงข้ามแม่น้ำหุนกลับซินเย่ ก่อนที่จะได้เล่าแผนการของตนเอง อาเอ้อร์ก็แจ้งข่าวการสิ้นพระชนม์ของจักรพรรดิเทียนฉี เรื่องนี้ทำให้ชายหนุ่มอดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่าในหัวว่างเปล่าไปครู่หนึ่ง
สำหรับเขา ฝ่าบาททรงมีน้ำพระทัยมาก ไม่ว่าจะเรื่องที่ทรงพระราชทานให้เขาไปศึกษาที่สำนักกว๋อจื่อเจี้ยน หรือแม้แต่ตำแหน่งจอหงวนที่ได้รับมาก็เป็นเพราะพระองค์เช่นกัน พระองค์ทรงสนับสนุนเขามาตลอด
ประกาศจากทางการอย่างเป็นทางการให้งดงานมงคลและเฉลิมฉลองในหมู่ชาวบ้านยังไม่ได้ถูกเผยแพร่ออกมา ไม่แน่ใจนักว่ามันยังมาไม่ถึงเหลียวโจว หรือเพราะการกบฏที่อันอ๋องก่อขึ้นหนังสือคำสั่งจึงยังไม่ถูกส่งมา
เขาคุกเข่าลงพร้อมหันหน้าไปทางเมืองหลวงพลางร้องไห้อย่างขมขื่น และสั่งให้อำเภอซินเย่งดจัดงานมงคลกับเฉลิมฉลอง ก่อนจะเปลี่ยนสถานที่ในที่ว่าการให้เป็นสีขาว
ในช่วงเวลาเช่นนี้ ทั่วทั้งอำเภอถูกเปลี่ยนเป็นสีเรียบ ๆ ที่ทำให้ดูหม่นหมองมากยิ่งขึ้น
เหยียนซีเข้าใจความรู้สึกของเขาที่มีต่อจักรพรรดิเทียนฉี เมื่อเห็นหลิวเหิงอารมณ์อ่อนไหว เธอจึงเพียงเลือกคำพูดดี ๆ มาปลอบใจ
แม้หลิวเหิงจะเศร้า แต่ก็ไม่อาจเสียใจได้นานนัก เพราะมีงานมากมายของที่ว่าการรออยู่หลังจากที่เขาออกจากซินเย่ไป โดยเฉพาะเรื่องของผางหลิงและพรรคพวกที่ถูกจับขังไว้
ชายหนุ่มรู้สึกเสียวสันหลังเมื่อได้ยินว่าผางหลิงนำกำลังมาถึงสามร้อยนาย ทว่าโชคดีที่หัวหน้าสวีช่วยเหลือทุกคนและระงับเหตุการณ์เอาไว้ได้
กำลังสามร้อยนายที่ผางหลิงนำมาเป็นทหารจากกองทัพ และซินเย่ก็มีเจ้าหน้าที่เพียงร้อยคนเมื่อนับรวมอาลักษณ์และเสมียนด้วยแล้ว การเผชิญหน้ากับทหารเหล่านั้น ต่อให้มีชาวบ้านมาช่วยเหลือก็ไม่นับว่าได้เปรียบมากมายอะไร โชคดีที่ผู้เฒ่าหวูโถวและเหอหมิงเฉวียนมาช่วยเหลือได้ทันเวลา
หลิวเหิงตั้งสติกลับมาแล้วออกคำสั่งให้ควบคุมตัวผางหลิงอย่างเข้มงวด ทหารทั้งหมดถูกใส่ตรวนส่งไปที่แม่น้ำหุนเพื่อใช้แรงงานสร้างเขื่อน เพื่อชดเชยปัญหาการขาดแคลนแรงงานก่อสร้าง คนสามร้อยนี้แม้จะมีกำลังไม่น้อย แต่ก็ไม่สามารถปล่อยให้ไปไหนมาไหนเองได้ และพวกเขาก็ยังไม่ได้รับอนุญาตให้รวมตัวกัน ทั้งยังต้องแบ่งกลุ่มกันทำงานพร้อมมีเจ้าหน้าที่จับตามองอย่างเข้มงวด
เหยียนซีพบว่ามันเป็นวิธีการที่คล้ายกับการปฏิรูปแรงงานในยุคใหม่
หลิวเหิงเพิ่งเคยได้ยินคำพูดเช่นนี้เป็นครั้งแรกจึงถามเหยียนซีว่ามันหมายถึงอะไร
เด็กสาวไม่มีทางเลือกนอกจากหลอกเขา “การปล่อยให้พวกเขาทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อยจะช่วยให้พวกเขากลับใจได้ เพราะไม่ว่างจะคิดทำสิ่งเลวร้ายอีก”
ทว่าชายหนุ่มกลับไม่เห็นด้วยกับคำกล่าวนั้นของนาง “แม้จะมีคำกล่าวว่ามนุษย์เป็นคนดีโดยธรรมชาติ แต่ทหารในกองทัพเหล่านี้อยู่ภายใต้กฎทหารอย่างเคร่งครัด พวกเขามีแต่ต้องทำตามคำสั่งและข้อห้าม และมักถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวด ต่อให้ทำงานอย่างหนักก็อาจไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเจตนารมณ์ของพวกเขาได้จริง ๆ ทว่าคำกล่าวนี้ก็พูดถูกในบางเรื่อง” คนที่เหนื่อยจากการทำงานจะหยุดคิดเรื่องอื่นหรือไม่นั้นไม่อาจทราบได้ แต่แรงงานที่แข็งแกร่งจากกองทัพสามร้อยนาย หากจัดสรรอย่างดี คงสามารถทำงานได้มากขึ้นและเป็นประโยชน์มาก
ด้วยแนวคิดที่จะใช้ประโยชน์จากกำลังคนให้ได้มากที่สุด หลิวเหิงจึงขอให้ทุกคนช่วยกันตรวจตราดูปริมาณงานที่ทำได้ในแต่ละวันอย่างจริงจัง ก่อนจะมอบอาหารให้นักโทษ และหากทำงานได้ไม่ดีก็จะไม่ได้กินจนอิ่ม แม้ไม่ถึงขั้นอดตาย แต่ผู้คนก็ยังหวาดกลัวว่าท้องจะหิว เมื่อใช้วิธีนี้ความกระตือรือร้นในการทำงานจะเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก
ในส่วนของความปลอดภัยในซินเย่ เดิมหลิวเหิงเป็นห่วงว่าหน่วยลาดตระเวนจะไม่เพียงพอ แต่เมื่อมีผู้บัญชาการอย่างเหอหมิงเฉวียนอยู่ที่นี่พร้อมด้วยทหารที่นำมา ชายหนุ่มจึงมอบหมายให้อีกฝ่ายรับหน้าที่ดูแลกำลังพลทั้งหมด
เมื่อเหอหมิงเฉวียนได้พบหน่วยลาดตระเวนที่หลิวเหิงสั่งให้ก่อตั้งขึ้น ก็พบว่าเป็นการผสมผสานความเป็นทหารและพลเรือนเข้าด้วยกัน ยามฤดูกาลทำนาอันวุ่นวายสิ้นสุดลง ทุกคนก็ไปรวมตัวกันปรับปรุงโรงเรือนเล็ก ๆ ให้เป็นพื้นที่สำหรับการทหาร ที่นั่นกองทหารจากกองทัพจะรวมตัวกับหน่วยลาดตระเวนและคนจากจวนในนายอำเภอ เพื่อทำการฝึกซ้อมร่วมกันสำหรับเสริมสร้างความแข็งแกร่ง
นอกจากหมัดมวยและการเตะ พวกเขาก็ยังถูกฝึกให้ใช้อาวุธอีกด้วย มีอาวุธจำนวนมากอยู่ในโรงเก็บสินข้าของที่ว่าการ ทั้งหมดเป็นอาวุธที่สร้างขึ้นอย่างดีสำหรับการทหารโดยเฉพาะ และยังมีธนูและหน้าไม้ ซึ่งเหอหมิงเฉวียนกล่าวว่ากองกำลังของเขาไม่ได้มีพลธนูอยู่มากนัก จึงได้เริ่มฝึกการใช้ธนูและหน้าไม้ให้คนจำนวนหนึ่ง เพื่อใช้สำหรับการโจมตีระยะไกล
เหอหมิงเฉวียนเล่าเรื่องการกบฏของอันอ๋อง เว่ยกวงสวี ว่าเป็นการร่วมมือกับข้าศึกทางเหนือ หน่วยลาดตระเวนและเจ้าหน้าที่ต่างเคยเห็นสถานการณ์น่าสังเวชที่เกิดขึ้นในถนนหลักมาแล้ว พวกเขาอดคิดไม่ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากข้าศึกป่าเถื่อนทางเหนือหรือกบฏบุกเข้ามาในซินเย่ได้สำเร็จ หากพวกเขาปกป้องซินเย่ไม่ได้ ครอบครัวของพวกเขาคงหนีไม่พ้นชะตากรรมต้องกลายเป็นผู้ลี้ภัย เช่นนั้นแล้วจะทนให้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร ดังนั้นพวกเขาจึงตั้งใจฝึกฝนเพื่อสู้รบเป็นอย่างมาก
เหยียนเฟิงไปที่นั่นเพื่อร่วมฝึกด้วยเช่นกัน เขามีความสามารถในการลอบสังหารระยะประชิด ทว่าครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เขาได้ร่วมฝึกกับกองกำลังของที่นี่ ไม่นานหลังเขาจับอาวุธและฝึกซ้อมสองสามครั้ง เหอหมิงเฉวียนก็ชื่นชมว่าเขาเกิดมาเพื่อเป็นทหารอย่างแท้จริง
หลังจากทุกคนกำลังวุ่นวาย เวลาก็ล่วงเข้าสู่วันที่เก้า เดือนเก้า เทศกาลฉงหยางแล้ว
ปกติเทศกาลเช่นนี้ผู้คนจะขึ้นที่สูง ชมดอกไม้ ทัดใบจูอวี๋ และดื่มสุราดอกเก๊กฮวย ทว่ายามนี้กลับไม่มีใครอยู่ในอารมณ์รื่นเริง
เหยียนซีคิดว่าเมื่อตนนับถือหัวหน้าสวีเป็นท่านลุงแล้ว ก็ควรจะไปเยี่ยมเยือนเขาตามประเพณีเคารพผู้สูงอายุในเทศกาลฉงหยาง
หลังจากมาถึงซินเย่ เด็กสาวก็เข้าไปในครัวครั้งแรกและยุ่งอยู่กับการทำขนมนึ่งสำหรับฉลองเทศกาลฉงหยาง
ชายหนุ่มไม่ได้ห่างไปไหน เขามองนางนวดแป้งแล้วเอาใส่หม้อเตรียมนึ่ง เดิมทีเหยียนเฟิงจะเข้ามาช่วยย้ายหม้อนึ่งเพราะมันมีน้ำหนักไม่น้อย แต่หลิวเหิงเข้าไปทำมันด้วยตัวเอง
เหยียนซียุ่งอยู่กับการจุดไฟ ส่วนหลิวเหิงก็ยังอยู่ข้าง ๆ และมองเด็กสาวโดยไม่ยอมห่างออกไปแม้เพียงก้าวเดียว
ดวงตาของเขาจดจ่ออยู่ที่ใบหน้าของเด็กสาว ทำเอาเหยียนซีรู้สึกร้อนที่ข้างแก้ม ใบหน้าสวยขึ้นสีกุหลาบ บรรยากาศค่อนข้างแปลกประหลาดจนต้องหาหัวข้อมาสนทนากับเขา ก่อนเธอจะนึกถึงเรื่องที่ค้นพบว่าหัวหน้าสวีเป็นญาติของตนเองขึ้นมาได้
เรื่องนี้ทำให้หลิวเหิงประหลาดใจไม่น้อย “หมายความว่าเจ้าอาจจะเป็นบุตรสาวของเหยียนหมิ่นจง อดีตเจ้าเมืองเหลียวโจว และสวีมู่เจี๋ยก็เป็นลุงของเจ้างั้นหรือ”
“ดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้นนะเจ้าคะ แม้เรื่องหน้าตาที่คล้ายคลึงกันอาจจะเป็นเรื่องบังเอิญได้ แต่เรื่องชื่อและปานที่หลังซึ่งตรงกันนั้นยากที่จะผิดไปได้” เหยียนซีกล่าวอย่างไม่แน่ใจ แต่ก็ยอมรับในตัวตนนี้แล้ว
“เช่นนี้ข้าก็วางใจได้แล้ว” หลิวเหิงขมวดคิ้วจาง ๆ รู้สึกสูญเสียเล็กน้อยเมื่อทราบว่าซีเอ๋อร์ไม่ได้มีเพียงตนคนเดียวอีกต่อไป และกำลังจะถูกตัดแบ่งความสัมพันธ์ แต่เมื่อคิดถึงสถานการณ์ในยามนี้แล้วเขาก็ยิ้มออกมา “ต่อไปในอนาคตเจ้าจะได้มีผู้ใหญ่ช่วยดูแล หัวหน้าสวีเป็นคนซื่อตรง เขามีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้บัญชาการเหอ ภายหน้ามีพวกเขาช่วยตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ เจ้าจะได้ไม่เป็นคนไร้ญาติขาดมิตรอีกต่อไป… อนาคตก็ไม่ต้องขยายกิจการใหญ่จนยิ่งใหญ่เกินไปนักเล่า จะได้ไม่ถูกริษยาเอาได้…”
เขามีความคิดจะไปเฉิงโจว และรู้ว่ามีอันตรายมากมายรออยู่ข้างหน้า หากมีเรื่องผิดพลาดเกิดขึ้น สิ่งเดียวที่เขาเป็นห่วงคือเหยียนซี เมื่อคิดว่าจะต้องพรากจากกัน หลิวเหิงจึงเริ่มพูดอะไรออกไปมากมาย
คำพูดแปลก ๆ ของเขาทำให้เหยียนซีหันไปมองจ้องหลิวเหิง “พี่เอ้อร์หลาง ท่านหมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ ท่านพูดราวกับว่าจะตัดความสัมพันธ์ระหว่างเราลงเสียแล้ว”
“ข้าไม่ได้คิดเช่นนั้น”
“หากไม่ได้หมายความเช่นนั้น เหตุใดหัวหน้าสวีจึงต้องมาดูแลข้าเล่า ท่านต่างหากที่ต้องคอยดูแลและสนับสนุนข้าไม่ใช่หรือเจ้าคะ” เหยียนซีจ้องตาเขา
“สาวน้อย อะไร ๆ มันก็ไม่ง่ายอย่างนั้นหรอกนะ” หลิวเหิงอดไม่ได้ที่จะพูดอะไรบางอย่าง เขายกมือขึ้นจัดปิ่นปักผมของนางให้เข้าที่
“ท่านหมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ” ในช่วงเวลาที่ผ่านมาหลิวเหิงยุ่งอยู่กับงานมาก หลังจากที่กลับมาเขาก็ตั้งหน้าตั้งตาทำงาน ทั้งสองแทบไม่ได้พูดคุยกันเป็นเรื่องเป็นราว เหยียนซีที่ได้ยินชายหนุ่มกล่าวเช่นนั้นจึงไม่สบายใจทันที
“ซีเอ๋อร์ ข้าวางแผนจะไปเฉิงโจว” หลิวเหิงลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยออกมา เดิมทีเขาวางแผนจะใช้เวลาวันหยุดนี้กับนางก่อนจึงจะบอก แต่ก็รู้ว่าเหยียนซีเป็นคนฉลาดและละเอียดอ่อน ดังนั้นไม่สามารถปกปิดอะไรจากนางได้แล้ว จึงได้แต่พูดออกไปตามตรง
เมื่อเหยียนซีได้ยินเช่นนั้นก็ตกใจมากจนแทบจะกระโดดขึ้น ชายหนุ่มต้องรีบเข้าปลอบนางที่กำลังลุกขึ้นมาจากม้านั่ง “ซีเอ๋อร์ ฟังข้าก่อน หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน ข้าจะสามารถโน้มน้าวให้เฉิงโจวเข้าร่วมกับฝ่ายป้องกันกบฏได้ และหยุดกองทัพของอันอ๋องไว้ที่เฉิงโจว หากทำเช่นนั้นเขาจะไม่ยุ่งกับซินเย่อีกต่อไป แต่จะรีบเดินทางลงใต้ไปจัดการกับเฉิงโจวอย่างรวดเร็ว”
ด้วยวิธีเช่นนี้ซินเย่จะปลอดภัย ในฐานะนายอำเภอ เขาควรที่จะทำหน้าที่ผู้ปกครองที่ดี
“อีกทั้งเสี่ยวเฟิงยังพบว่าสวีเฉิงกาน อันอ๋อง และสวีถิงจืออาจจะร่วมมือกัน ต้องส่งข่าวเรื่องนี้กลับเมืองหลวงให้ได้เร็วที่สุด”
“แต่เจ้าเมืองเฉิงโจวคือเว่ยหวน เขาเป็นบุตรเขยของสวีถิงจือ!” เหยียนซีอดไม่ได้ที่จะขึ้นเสียง