ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 332 ร่วมกันต้านกบฏ
บทที่ 332 ร่วมกันต้านกบฏ
“เหตุใดจะทำไม่ได้เล่า” หลิวเหิงกล่าวอย่างมั่นใจ “หากทำสำเร็จไม่เพียงจะล้างชื่อเสียงแย่ ๆ ที่เป็นโจรได้เท่านั้น แต่ยังจะได้รับรางวัลจากทางการ พร้อมรับยศเป็นเจ้าหน้าที่ เมื่อเวลานั้นมาถึงก็สามารถสวมเสื้อผ้าดี ๆ กลับบ้านอย่างสง่างามได้”
เมื่อเห็นว่าคนเหล่านี้กำลังลังเล เฉวียจือจึงกล่าวอย่างเย็นชาขึ้นมา “เป็นลูกผู้ชาย แทนที่จะใช้ชีวิตหลบซ่อนอย่างหนูไร้ยางอาย เหตุใดจึงไม่จับดาบขึ้นมาแล้วตายอย่างกล้าหาญ เจ้าอยากจะเป็นบุรุษหรือเป็นเพียงหนูไร้ค่าเล่า”
ทั้งสองรับบทแม่ทัพผู้เที่ยงธรรมและแม่ทัพผู้ฮึกเหิม คอยช่วยกระตุ้นให้ผู้คนละทิ้งหนทางในความมืดไปสู่ความชอบธรรม
“แม้จะอยากปราบกบฏ แต่ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะต่อสู้กับกองทัพ ด้วยจำนวนคนเพียงเท่านี้เราจะไปทำอะไรกับคนเหล่านั้นได้” ชายคนนั้นรู้สึกฮึกเหิมในใจขึ้นมาเล็กน้อย แต่เมื่อนึกถึงกองทัพของอันอ๋องที่มีกำลังกว่าแสนนาย สำหรับชาวบ้านทั่วไปอย่างพวกเขา เพียงแค่คิดจะไปขวางก็คงถูกฆ่าจนหมดสิ้นแล้ว
“การปราบกบฏไม่ได้หมายความว่าเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงตายอย่างบ้าบิ่น หากแต่ต้องมีการวางแผนเตรียมการอย่างดีเสียก่อนจึงจะบรรลุผล”
“ข้าเกิ่งฉางกุ้ย คนอื่น ๆ เรียกว่าเกิ่งฉือโถว เราเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ถูกบังคับให้ไร้ทางเลือก ดังนั้นจึงเลือกเส้นทางที่น่าละอายใจเช่นนี้ พวกท่านโปรดชี้แนะพวกเราด้วยเถิดขอรับ” หลังจากได้ยินคำพูดของหลิวเหิง ผู้นำกลุ่มโจรจึงรู้สึกว่าชายผู้นี้น่าเชื่อถือ แม้จะดูเยาว์วัยแต่ก็สุขุม เขาจะต้องเป็นคนมีการศึกษาสูงแน่ ดังนั้นตนจึงเอ่ยขอคำชี้แนะจากชายหนุ่มตรงหน้า
“กบฏเหล่านั้นกำลังออกตามล่าคนหนุ่ม เจ้าต้องเข้าไปแฝงตัวกับผู้ลี้ภัยเสียก่อน จากนั้นจึงค่อยเริ่มดำเนินการตามแผน” สิ่งที่หลิวเหิงต้องการคือความช่วยเหลือของพวกเขา ดังนั้นจึงเริ่มเล่าแผนการที่คิดเอาไว้ให้ฟัง หากไม่ใช่เพราะคนเหล่านี้ขาดทักษะการต่อสู้ เขาคงให้คนเหล่านี้รวมตัวกันแล้วแสร้งสวามิภักดิ์ต่ออันอ๋องไปแล้ว
หลังฟังจบเกิ่งฉางกุ้ยก็ไม่ได้ตัดสินใจด้วยตนเอง เขาหันไปปรึกษากับคนอื่น ๆ ปรากฏว่ามีบัณฑิตหัวขบถอยู่ในกลุ่มด้วย อีกฝ่ายที่มีหน้าที่วางแผนการต่อสู้ของทุกคน
บัณฑิตผู้นั้นค่อนข้างประทับใจในแผนการของหลิวเหิง
เป็นเรื่องที่ไม่ยากเลย พวกเขาถูกบังคับให้ต้องลี้ภัย ดังนั้นการแฝงตัวในหมู่ผู้ลี้ภัยจึงเป็นเรื่อง่ายดาย
บัณฑิตผู้นี้สนใจในตัวบัณฑิตจากทางการมากขึ้น เดิมทีเขาเป็นบัณฑิตนอกระบบที่เล่าเรียนและศึกษาด้วยตนเอง แต่เนื่องจากเกิดภัยพิบัติน้ำท่วม เขาจึงถูกชักชวนให้เข้าร่วมกับกลุ่มโจร เขาพบว่าเจ้าหน้าที่ทางการบางคนฉวยโอกาสหาเงินยามวิกฤติ ด้วยการจับเด็กที่กำลังโตไปเป็นแรงงาน หากครอบครัวไม่ยินยอมก็จะบังคับใช้กำลังอีกด้วย
เขาโกรธมากจึงไปโต้แย้งเรื่องนี้ยังที่ว่าการ แต่ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่เหล่านั้นรับสินบนจากนายอำเภอ และนายอำเภอก็โกรธมากจึงจับเขาเข้าคุกข้อหาเป็นกบฏ
ผลคือเขาถูกขังลืมอยู่ในคุกระหว่างที่น้ำจากแม่น้ำหุนกำลังท่วม เกิ่งฉางกุ้ยนำกำลังคนกลุ่มหนึ่งบุกเข้าไปในที่ว่าการ และปล่อยเขาออกมาจากคุก เขารีบกลับไปที่บ้านแต่ก็พบว่าญาติ ๆ หายตัวไปหมดหลังจากน้ำท่วม บางคนบอกว่าพ่อแม่ของเขาพาภรรยาและลูก ๆ หนีไปแล้ว บางคนก็บอกว่าพวกเขาเสียชีวิตไปแล้ว
ด้วยความโกรธและต้องการแก้แค้นเจ้าหน้าที่ เขาจึงหุนหันพลันแล่นตรงออกไปหมายจะสู้กับอีกฝ่าย ทว่าบัณฑิตผอมบางอย่างเขาก็เกือบจะถูกฆ่า หากเกิ่งฉางกุ้ยไม่เข้ามาช่วยเหลือเอาไว้ก่อน
เมื่อเห็นว่าเขาไม่มีที่ไป เกิ่งฉางกุ้ยจึงชักชวนให้เขาเข้าร่วมกลุ่ม โดยกล่าวว่าต้องการคนอ่านออกเขียนได้มาช่วยเหลือ ตัวเขาไร้ที่ไปแล้วจึงติดตามเกิ่งฉางกุ้ยเข้าร่วมกลุ่มโจรนี้ด้วย
ในฐานะที่ปรึกษาของกลุ่ม เขาใช้ความคิดอันหลักแหลมและรอบคอบของตนเอง ในการวิเคราะห์แผนการของหลิวเหิงแล้วถามขึ้น “แม้สิ่งที่ท่านพูดจะฟังดูสมเหตุสมผล แต่เมื่อเราทำสำเร็จ ทางการจะไม่บิดพลิ้วและจับเราไปฆ่าในฐานะโจรหรือ มีอะไรมารับประกันว่าจะไม่เป็นเช่นนั้น เราจะเชื่อถือท่านได้อย่างไร”
“ข้าหลิวเหิง นายอำเภอของซินเย่ หากเจ้ายินดีให้ความร่วมมือกับเรา หลังปราบกบฏสำเร็จ ข้าจะรับรองพวกเจ้าทุกคนอย่างแน่นอน” หลิวเหิงกล่าวอย่างชัดถ้อยชัดคำ
เมื่อบัณฑิตผู้นั้นได้ยินว่าเขาคือหลิวเหิง ดวงตาก็พลันเปล่งประกาย จากนั้นก็ก้าวเท้าเข้ามาทักทาย “บัณฑิตตู้กู้ยินดีที่ได้พบกับนายอำเภอขอรับ ข้าเคยยืมตำราจากโรงน้ำชาอวี่เซิ่นมาอ่านเมื่อไม่กี่ปีก่อน ข้าขอทำความเคารพใต้เท้าด้วยความยกย่องอย่างยิ่ง!”
ชายผู้นี้อายุสามสิบแล้ว แต่มองหลิวเหิงด้วยสายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความชื่นชม “ข้าเสียใจมาตลอดที่ไม่มีโอกาสได้ขอบคุณท่าน วันนี้เราได้พบกันแล้ว โปรดรับการคารวะจากข้าด้วยขอรับ”
เขาอายุมากกว่าหลิวเหิงเป็นสิบปี แต่กลับทำความเคารพอย่างนอบน้อม
เมื่อชายหนุ่มได้ยินเรื่องการยืมตำราจากโรงน้ำชาอวี่เซิ่น เขาก็คิดขึ้นได้ว่ามีโรงน้ำชาอวี่เซิ่นเปิดอยู่ที่เฉิงโจวเป็นเวลาปีกว่า ดังนั้นบัณฑิตผู้นี้คงจะเดินทางมาไกลมาก
หลิวเหิงไม่ยอมให้เขาหมอบลง รีบเข้าไปพยุงอีกฝ่ายขึ้นมาอย่างรวดเร็ว “ความก้าวหน้าในฐานะบัณฑิตเป็นผลมาจากความตั้งใจของตัวเจ้าเอง โรงน้ำชาของข้าเป็นเพียงตัวช่วยให้สะดวกขึ้นเท่านั้น”
ตู้กู้เอื้อมมือไปหยิบตำราเล่มเล็กออกมาจากแขนเสื้อ ภายใต้แสงคบไฟ พวกเขาสามารถมองเห็นได้ว่าตำราเล่มนั้นบวมขึ้นมาก เห็นชัดว่าเขาเปิดอ่านมันซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาเปิดมันออกมาอย่างระมัดระวังและเอ่ยด้วยความชื่นชม “หากไม่มีตำราที่โรงน้ำชา ข้าคงต้องใช้เวลาอีกมากในการศึกษาช่วงแรกเริ่ม”
หลิวเหิงตกตะลึง คนเช่นเขาจากบ้านและหันหลังให้การสอบ …ก่อนจะมาเป็นโจรงั้นหรือ
เมื่อคนอื่น ๆ ได้ยินว่าคนที่ท่าทางดูราวกับเป็นเสมียนผู้นี้คือนายอำเภอหลิวก็พากันคุกเข่าทำความเคารพอย่างรวดเร็ว
เมื่อชาวบ้านได้พบขุนนางก็พลันรู้สึกว่าตนต่ำต้อยกว่าขึ้นมาทันที
หลิวเหิงให้เกิ่งฉางกุ้ยและคนอื่น ๆ รีบลุกขึ้น และโบกมือให้เหยียนเฟิงช่วยให้ทุกคนยืนขึ้นมา “พวกเจ้าไม่ต้องสุภาพเกินไปหรอก ขุนนางในราชสำนักมีหน้าที่ดูแลความเป็นอยู่ของผู้คนอยู่แล้ว …แต่ข้าไม่สามารถช่วยเหลือใครได้ในสถานการณ์เช่นนี้ ช่างน่าละอายใจนัก”
“มันไม่ใช่ความผิดใต้เท้าเลยขอรับ คนที่ทำเรื่องเลว ๆ คือเจ้าหน้าที่ของที่ว่าการเหลียวจงต่างหาก!”
“ถูกต้องขอรับ ที่พวกเราต้องทนทุกข์ทรมานก็เพราะไม่ได้เป็นคนในซินเย่!”
เมื่อชายกลุ่มหนึ่งได้ยินคำพูดตำหนิตนเองของหลิวเหิง ก็พากันปลอบใจเขาอย่างตรงไปตรงมา เพราะเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา พวกเขาจึงไม่อาจหาคำพูดที่ดูดีกว่านี้มาพูดได้
ทันใดนั้นตู้กู้กล่าวในนามของกลุ่มโจรขึ้น “ใต้เท้าทำหน้าที่ดูแลชาวซินเย่ได้เป็นอย่างดีแล้วขอรับ ภัยพิบัติกับความทุกข์ยากที่เหลียวจงและเหลียวโจวเผชิญอยู่ยามนี้ไม่ใช่ความผิดของท่าน สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเพราะความชั่วร้ายของพวกกบฏทั้งสิ้น!”
“อีกทั้งใต้เท้าก็ยังช่วยชี้แนะทางที่ถูกต้องให้พวกเราอีกด้วย เท่านี้ก็เป็นบุญคุณมากแล้วขอรับ” เกิ่งฉางกุ้ยกล่าวเช่นกัน
“แม้มันจะเป็นเส้นทางของความถูกต้อง แต่ก็อันตรายมากเช่นกัน ทุกคนต้องระวังตัวให้ดี” หลิวเหิงมองตู้กู้และเกิ่งฉางกุ้ย อดไม่ได้ที่จะกล่าวออกมา
“ใต้เท้า เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ท่านจะมาร่วมสู้กับพวกเราด้วยหรือไม่ขอรับ” มีเสียงหนึ่งถามขึ้นด้วยความหวัง
“เจ้าพูดเรื่องไร้สาระอะไร! ใต้เท้าเป็นนายอำเภอซินเย่ ไม่ใช่แม่ทัพที่เชี่ยวชาญการรบ ท่านจะมาสู้กับพวกเราได้อย่างไร!” เกิ่งฉางกุ้ยเคาะศีรษะชายที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ เขายิ้มอย่างเขินอาย ส่วนคนพูดเป็นเพียงเด็กหนุ่มวัยสิบห้าถึงสิบหกเท่านั้น
หลิวเหิงแสดงสีหน้าเคร่งขรึม “ในฐานะขุนนางของราชสำนัก ข้าเองก็ควรจะมีส่วนร่วมในการปราบกบฏด้วย…”
“ใต้เท้า แต่ท่าน!?…”
“คุณหนูรอท่านอยู่ที่อำเภอ…”
เมื่อเฉวียจือและเหยียนเฟิงได้ยินว่าหลิวเหิงตั้งใจจะทำอะไร พวกเขาก็รีบเอ่ยปากห้ามไม่ให้เขารับปาก
แต่หลิวเหิงส่ายหน้าเล็กน้อยไม่ให้ทั้งคู่พูดต่อ เขามองเกิ่งฉางกุ้ยกับคนอื่น ๆ และรับคำอย่างเคร่งขรึม “ข้าจะรอทุกคนอยู่ที่รุ่นอัน”
เพียงแค่ฟังสิ่งที่ตู้กู้และคนอื่น ๆ พูด เขาก็ตัดสินใจได้แล้ว
สำหรับทางการ อันอ๋องเป็นกบฏ สมควรที่จะต้องถูกลงโทษ แต่สำหรับหลิวเหิง อันอ๋องเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดกับสวีถิงจือ หากอันอ๋องทำการใหญ่นี้สำเร็จ ตระกูลสวีย่อมไม่ปล่อยเขาไปแน่นอน
หากเอาชนะอันอ๋องได้ และเปิดโปงการสมรู้ร่วมคิดระหว่างตระกูลสวีกับกบฏ เขาไม่เพียงจะช่วยเหลือชาวบ้านเอาไว้ได้เท่านั้น แต่จะยังล้างแค้นให้มารดาได้อีกด้วย
ตนจะสามารถซ่อนตัวอย่างสงบอยู่ในซินเย่ได้จริงหรือ เมื่อดูจากสถานการณ์ในเหลียวจงยามนี้แล้ว เกรงว่าเสบียงของกองกำลังในมืออันอ๋องจะไม่เพียงพอ การเผาทำลายบ้านเรือนและปล้นสะดมชาวบ้าน นอกจากจะทำเพื่อกวาดต้อนผู้คนลงใต้แล้ว ก็คงจะเป็นการเก็บสะสมเสบียงเพิ่มเติมไปด้วยเช่นกัน
หากเป็นเช่นนั้นจริง ปีนี้อำเภอซินเย่ยังไม่เสียอากรฤดูใบไม่ร่วง แม้จะมีพายุพัดผ่าน แต่ผลผลิตส่วนใหญ่เก็บเกี่ยวได้ทัน และมีข้าวเหลือเก็บอยู่บ้าง ซินเย่ยามนี้มีเสบียงมากกว่าเหลียวจงและคังผิงมากนัก
อีกทั้งในโรงเก็บสินค้าของที่ว่าการก็ยังมีอาวุธจำนวนหนึ่ง ซึ่งอันอ๋องสร้างขึ้นในหุบเขาที่แห้งแล้งของซินเย่ด้วย
ด้วยสองข้อนี้มีหรือที่อันอ๋องจะปล่อยให้ซินเย่อยู่อย่างสงบสุขได้ หากเขาเข้าไปหลบอยู่ที่นั่น มันก็ไม่ต่างอะไรจากการนั่งรอให้ถูกสังหาร
สิ่งที่เอ่ยกับเกิ่งฉางกุ้ยและคนอื่น ๆ ก็เป็นสิ่งที่เขาพูดกับตนเองด้วยเช่นกัน หากประสบความสำเร็จในการปราบกบฏ ตนก็จะได้รับการยกย่อง จากนั้นก็แต่งงานมีภรรยาสร้างครอบครัว ทว่าหากล้มเหลว …ผลลัพธ์เดียวที่มีคือความตายเท่านั้น
อันอ๋องกวาดต้อนผู้คนลงใต้ อำเภอรุ่นอันอยู่ใกล้กับเหลียวโจวมากที่สุด เป็นการเหมาะที่จะสกัดพวกเขาที่นั่น
แม้อันอ๋องจะมีอำนาจเหนือเจ้าหน้าที่ทั้งหมดในเหลียวโจว แต่เจ้าหน้าที่ในเฉิงโจวไม่ได้รู้เรื่องการกบฏครั้งนี้ พวกเขาน่าจะยังภักดีต่อทางการอยู่