ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 331 หลิวเหิงเจรจากับผู้ก่อจลาจล
- Home
- All Mangas
- ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย
- บทที่ 331 หลิวเหิงเจรจากับผู้ก่อจลาจล
บทที่ 331 หลิวเหิงเจรจากับผู้ก่อจลาจล
หลิวเหิงตกใจกับสิ่งที่อันอ๋องกำลังพยายามทำอยู่ในเวลานี้
หากอันอ๋องวางแผนจะขับไล่ทุกคนที่อาศัยอยู่ตามเส้นทางลงใต้ แม้แต่ซินเย่เองก็คงไม่อาจรอดพ้นจากชะตากรรมเช่นนี้อย่างแน่นอน
ชายหนุ่มรีบกลับไปซินเย่โดยไม่สนใจว่าตอนนี้เป็นกลางคืน หลังจากที่ทุกคนขึ้นรถม้าแล้ว เฉวียจือก็จุดคบไฟเพื่อส่องทางให้ทุกคนเดินทางต่อไปทั้งคืน
ระหว่างที่กำลังวิ่งไปตามทางหลัก จู่ ๆ รถม้าก็สั่นสะเทือนอีกครั้ง และล้อก็จมลงไปในหลุมบนถนน
คนกลุ่มหนึ่งลงจากรถม้าเพื่อเอาล้อออกจากหลุม เหยียนเฟิงตะโกนเสียงดัง “ระวัง!” และสกัดลูกธนูที่ถูกยิงมาด้วยดาบของเขา
ลูกธนูที่ยิงมาตกลงที่พื้น เมื่อมองมันด้วยแสงจากคบไฟก็พบว่าลูกธนูเหล่านั้นทำจากไม้ บ้างก็เป็นธนูหัวเหล็ก บ้างก็เป็นหิน เห็นได้ชัดว่าคนที่ซุ่มอยู่ไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่ของทางการ
เหยียนเฟิงไม่เกรงกลัว เขาวิ่งไปยังทิศทางที่ลูกธนูถูกยิงมา ก่อนจะเห็นร่างใครบางคนเคลื่อนไหวอยู่ที่พุ่มไม้ริมทางที่เชิงเขา เขายกดาบขึ้นและกำลังจะตามไป
ทว่าหลิวเหิงกลับตะโกนเสียงดังขึ้นมา “เหตุใดจึงเอาแต่ซ่อนตัวอยู่เช่นนั้น หากไม่ออกมาเราจะจุดไฟเผาป่า!”
เมื่อพูดจบ ฝ่ายตรงข้ามก็ไร้ซึ่งการเคลื่อนไหว
เฉวียจือยิ้มเยาะ ก่อนจะหยิบคบไฟโยนไปยังพุ่มไม้แห้งตายที่อยู่แถวนั้น ทันทีที่คบไฟตกถึงพื้น กิ่งก้านแห้ง ๆ ของต้นไม้ก็เริ่มไหม้
คนหลายคนที่ซ่อนตัวอยู่พากันกรีดร้อง “ไฟไหม้! ไฟไหม้!” แล้วรีบวิ่งออกมาจากพุ่มไม้ในท่าคลานหรือกลิ้งไปมากับพื้น
อันที่จริงเฉวียจือไม่ได้มีเจตนาจะเผาป่า ต้นไม้ที่เขาเลือกเผาอยู่ห่างจากต้นอื่นพอสมควร แม้ทั้งต้นจะถูกไฟเผาจนหมด ก็ไม่อาจไปติดป่าที่อยู่ห่างไกลออกไปได้
ชายไม่กี่คนในชุดเสื้อผ้าเก่า ๆ และขาดวิ่นรีบวิ่งออกมาเหมือนผึ้งแตกรัง
เจ้าหน้าที่และคนของจวนนายอำเภอชี้ดาบไปทางพวกเขา คนทั้งหมดชะงักนิ่ง รีบหันหลังกลับพร้อมพยายามหนี แต่กลับถูกล้อมไว้หมดแล้ว
ทันใดนั้นก็มีเสียงสบถสาปแช่งดังขึ้น “เจ้าโง่เอ๊ย!” แต่คนโดนล้อมก็ไม่ได้ถูกทิ้งไว้เช่นนั้น คนกลุ่มอื่น ๆ ออกมาจากที่ซ่อนในเชิงเขา เมื่อมารวมตัวกันก็พบว่ามีจำนวนค่อนข้างมาก
เมื่อเห็นคนฝั่งตนเองน้อยกว่าฝ่ายตรงข้ามมาก แม้เฉวียจือและเหยียนเฟิงจะมีวิชาการต่อสู้ทั้งคู่ แต่ก็เป็นเรื่องยากที่จะรับมือกับคนจำนวนมากกว่าขนาดนี้ได้ เมื่อพิจารณาจากท่าทางแล้วก็รู้ว่าทุกคนล้วนเป็นชาวบ้านทั่วไปไม่ใช่โจร คนเหล่านี้อาจจะเป็นผู้ก่อจลาจลที่ถูกกล่าวถึง
หลิวเหิงนึกถึงคำพูดของหญิงชราในหมู่บ้านร้าง แม้พวกเขาจะเป็นโจร แต่ก็ช่วยเหลือคนไว้ เมื่อนึกถึงสิ่งที่หญิงชราเล่าเขาก็ทนไม่ได้ที่จะต้องสังหารคนเหล่านี้
เมื่อทนความขัดแย้งในใจไม่ได้ เขาก็สูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วเอ่ยเสียงดัง “เราแค่ต้องการผ่านทาง และมีเพียงเงินเล็กน้อยติดตัวมาเท่านั้น ถ้าเรายอมมอบเงินและอาหารแห้งให้ จะยอมให้เราผ่านไปหรือไม่”
ชายหนุ่มต่อรองเพื่อไม่ให้เกิดการต่อสู้ แต่คนที่อยู่ในกลุ่มนั้นกลับตะโกนขึ้นมา “หากเป็นชาวบ้านเราคงยอมปล่อยไป แต่สำหรับพวกเจ้าหน้าที่กับหมารับใช้ที่ไล่ฆ่าชาวบ้าน ข้าไม่มีทางปล่อยไปแน่!”
แม้แต่คนกลุ่มแรกที่หนีไฟไหม้ออกมายังกล้าชี้หน้าเจ้าหน้าที่ พลางขึ้นเสียงด้วยความโกรธ “ถ้าพวกแกกล้าฆ่าพวกเรา ก็จะมีคนมาแก้แค้นให้อย่างแน่นอน!”
“สู้มัน!”
“ใช่ ข้าจะล้างแค้นให้ท่านพ่อกับท่านแม่!”
หลายคนฮึกเหิมพร้อมสู้ แม้จะมีเพียงมือเปล่า
เหล่าผู้ติดตามที่ถือดาบเอาไว้ตกตะลึงไปครู่หนึ่ง และเมื่อปลายดาบเบนออกไป ก็มีคนล้มลงกับพื้น การต่อสู้ที่ดุเดือดเริ่มต้นขึ้นต่อหน้า
หลิวเหิงที่ได้ฟังก็เข้าใจว่าทั้งหมดเป็นเพราะเฉวียจือสวมชุดทางการอยู่ ดังนั้นเขาจึงเอ่ยเสียงดัง “เรามาจากอำเภอซินเย่!”
เมื่อพวกเขาได้ยินว่ามาจากซินเย่ ผู้ก่อการจลาจลก็หยุดแล้วถามขึ้น “จะรู้ได้อย่างไรว่าเจ้าไม่ได้โกหก”
เฉวียจือถอดเข็มขัดออกมา “ข้าเป็นหัวหน้ามือปราบที่ซินเย่ เห็นเข็มขัดนี่หรือไม่”
มีคนเอาเข็มขัดนั้นไปตรวจอย่างระมัดระวังอยู่พักหนึ่ง หลังจากพูดคุยกันไปมา เขาก็คืนตรานั้นให้เฉวียจือ “นายอำเภอหลิวจากซินเย่เป็นเจ้าหน้าที่ที่ดี เราได้ยินเรื่องนี้มามาก หัวหน้าของเราบอกว่าหากมาจากซินเย่ก็ผ่านไปได้”
ดังนั้นพวกเขาจึงพากันหลีกทาง
หลิวเหิงเดินออกไปข้างหน้าแล้วมองกลุ่มคนทั้งหมด
เหลียวจงเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติขึ้น ก่อนที่ความโกลาหลจากผู้คนจะเกิดตามมา คนเหล่านี้ถูกทางการกดดันให้ต้องเป็นโจร และเริ่มก่อจลาจล พวกเขาอาจไม่สามารถอยู่รอดได้หากทิ้งเอาไว้เช่นนี้ เมื่อกองทัพของอันอ๋องเดินทางมาถึง คนเหล่านี้อาจถูกกำจัด แม้จะไม่เป็นเช่นนั้น แต่พวกเขาก็อาจต้องปล้นและฆ่าผู้คนเพื่อความอยู่รอด …ก่อนจะกลายเป็นผู้ร้ายจริง ๆ ไปในที่สุด
เหลียวจงอยู่ติดกับซินเย่ หากพวกเขาหลบหนีก็คงต้องเข้าไปในเขตซินเย่อยู่ดี
ในยามนี้มโนธรรมในใจพวกเขายังคงอยู่ การแก้ปัญหาเรื่องอันอ๋องก็จำเป็นต้องใช้กำลังคนเช่นกัน ในฐานะนายอำเภอที่แต่งตั้งโดยราชสำนัก เขารับเงินเดือนจากจักรพรรดิ …เช่นนั้นควรจะปล่อยให้เกิดกลุ่มกบฏที่เป็นอันตรายต่อราษฎรเช่นนี้หรือไม่
“ใต้เท้า” เหยียนเฟิงเอ่ยเสียงเบาเมื่อพบว่าหลิวเหิงยังไม่ยอมไปต่อ
ชายหนุ่มมีความคิดมากมายในใจ แทนที่จะรอให้อันอ๋องนำกำลังไปที่ซินเย่ เขาอาจจะต้องช่วงชิงโอกาสในการจัดการอีกฝ่ายก่อน
เขามองผู้คนรอบ ๆ “นี่เป็นกลยุทธ์ที่เปลี่ยนจากชาวบ้านเป็นโจร และยึดครองภูเขาเพื่อความเป็นใหญ่งั้นหรือ”
คนเหล่านั้นตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่งเมื่อได้ยินคำถาม ก่อนจะตอบออกมา “หากไม่เป็นโจรจะให้ทำอย่างไร มันก็ยังดีกว่าถูกลากไปฆ่า เราต้องรวมตัวกันให้เข้มแข็ง”
“การเป็นโจรจะนำหายนะมาสู่ครอบครัวเจ้า…”
เมื่อได้ยินเขาพูดถึงครอบครัว คนกลุ่มหนึ่งก็ขัดขึ้นมาด้วยความแค้น “ครอบครัวของเราตายไปหมดแล้ว!”
“เมื่อความสงบกลับมา เจ้าก็สามารถจะสร้างครอบครัวที่ดีได้หลังจากนี้ พวกเจ้าคิดจะเป็นโจรภูเขาไปตลอดชีวิตที่เหลืออย่างนั้นหรือ ทุกคนที่ภรรยา ลูก บิดาหรือมารดาถูกสังหาร พวกเจ้าไม่คิดที่จะล้างแค้นให้พวกเขาหรือ”
“เจ้าต้องการอะไร” หนึ่งในคนกลุ่มนั้นก้าวออกมาจ้องหลิวเหิงแล้วถาม
เมื่อมองดูแล้วก็พบว่าชายคนนี้ตัวสูงใหญ่และดูทรงพลังเทียบกับอาต้าได้
“อันอ๋องกำลังก่อกบฏ เจ้าเมืองเหลียวโจวก็เป็นคนอำนวยความสะดวกให้เขา ดังนั้นทั้งเมืองจึงออกคำสั่งให้จับชายที่มีร่างกายแข็งแกร่งไปเป็นกองกำลัง ส่วนเจ้าหน้าที่ก็เข้าปล้นสะดมและเข่นฆ่าผู้คน พวกที่สังหารครอบครัวของเจ้าคือเจ้าหน้าที่ของเหลียวจง ที่ได้รับคำสั่งมาจากคนทรยศเว่ยกวงสวีมันเป็นอาชญากรรมร้ายแรงที่ไม่อาจยอมรับได้ จะยอมทนให้คนเช่นนี้ฝ่าฝืนกฎสวรรค์ขึ้นนั่งบัลลังก์งั้นหรือ? เมื่อราชสำนักส่งกองกำลังมาทางเหนือ เวลานั้นคือตอนที่เว่ยกวงสวีจะถูกสังหาร”
“เมื่อเวลานั้นมาถึง พวกเจ้าจะสิ้นหนทางกลับสู่ความปกติสุข หลังกลุ่มกบฏถูกประหาร เหลียวโจวจะกลับสู่ความสงบอีกครั้ง ส่วนพวกเจ้าจะยังเป็นโจรที่ติดอยู่ในกับดักของศัตรู เว้นแต่ทางการจะเมตตาอภัยโทษ พวกเจ้าจะไม่มีทางลงจากเขาได้ และไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องซ่อนตัวอยู่ในป่าจวบจนชั่วลูกชั่วหลาน พวกเจ้าต้องการให้ชีวิตในภายหน้าเป็นเช่นนั้นจริงหรือ”
“มันเป็นเรื่องที่ฟังดูร้ายแรงมาก แต่เรามีทางเลือกอื่นด้วยงั้นหรือ” ผู้นำกลุ่มโจรโต้กลับ “ถ้าเราไม่ลุกขึ้นสู้ก็ต้องรอให้ตนเองถูกฆ่า เจ้าไม่ได้เจอกับตนเองจะเข้าใจได้อย่างไร พวกเราชาวเหลียวจงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากใช้ชีวิตเช่นนี้!”
“ข้าเข้าใจว่าทุกคนถูกบังคับให้ไร้ทางเลือก แต่พวกเจ้าก็ต้องคิดถึงอนาคตและญาติ ๆ คนอื่นด้วย”
“เช่นนั้นเราควรทำอย่างไรงั้นหรือ”
“ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก …ก็ถึงเวลาที่บุรุษจะต้องลุกขึ้นต่อสู้!” หลิวเหิงตอบเสียงดัง
“จะให้เราเข้าร่วมกับกบฏอย่างนั้นหรือ”
หลิวเหิงแทบจะกระอักเลือด เหตุใดจึงคิดเช่นนั้นได้ เขาหายใจเข้าลึก ๆ แล้วอธิบาย “หากกลัวว่าความตายจะมาถึงช้าไป ก็ไปร่วมกับพวกกบฏเถอะ ไม่นานคนเหล่านั้นก็จะต้องถูกประหาร หรือเจ้าคิดว่าเพียงเอาชีวิตรอดอย่างคนขี้ขลาดได้ก็เพียงพอแล้ว ข้าคิดว่าเจ้าหน่วยก้านใช้ได้ เป็นคนน่าเกรงขามที่สูงเจ็ดฉื่อ และถึงขั้นจับดาบปราบเจ้าหน้าที่ชั่วร้ายในเหลียวจง แล้วเหตุใดจึงเกรงกลัวที่จะต่อต้านกบฏพวกนั้นเล่า”
“เราปราบกบฏได้อย่างนั้นหรือ” ชายคนนั้นพึมพำ เห็นได้ชัดว่าไม่อยากจะเชื่อ เขาไม่กลัวเจ้าหน้าที่ของที่ว่าการก็จริง แต่ชายตรงหน้ากำลังบอกว่าเขาต้องไปปราบกบฏ …มันจะเป็นไปได้จริงหรือ