ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 330 คนชราและเด็ก
บทที่ 330 คนชราและเด็ก
เฉวียจือกลัวว่าจะมีคนซุ่มอยู่จึงเตะประตูให้ล้มลง
ที่หลังประตูมีเด็กคนหนึ่งซ่อนตัวอยู่ เด็กคนนั้นคงกำลังแอบมองอยู่ เมื่อประตูล้มลงเด็กจึงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว
“ใต้เท้า มีเด็กขอรับ” เฉวียจือรายงาน และเมื่อมองอย่างถี่ถ้วนก็พบว่าอีกฝ่ายเป็นเด็กที่สวมเสื้อผ้าขาด ๆ อายุน่าจะราว ๆ เจ็ดถึงแปดปีเท่านั้น เกือบจะเข้าเดือนเก้าแล้ว แต่เสื้อผ้าที่เด็กสวมใส่ยังเป็นเพียงเสื้อกับกางเกงอย่างละชิ้นที่ยาวไม่คลุมข้อเท้า เมื่อเห็นว่าชายชรากำลังมองอยู่ เด็กคนนั้นก็ย่อตัวลงที่มุมราวกับจะสิงเข้าไปในกำแพง
เฉวียจืออยากจะเอื้อมมือไปอุ้มเด็กขึ้นมา แต่เมื่อเห็นเขาทำท่าทางอย่างนั้นเด็กน้อยจึงตะโกนเสียงดัง “ไม่ ๆ อย่าฆ่าข้าเลย ท่านย่า! ข้ากลัวแล้ว”
มีผู้ใหญ่อยู่ในนี้อีกงั้นหรือ?
เฉวียจือละมือออกจากเขาอย่างสงบ หลิวเหิงขอให้ทุกคนออกจากบ้านนั้น ก่อนที่ตนเองจะเดินผ่านประตูเข้าไป
ทันใดนั้นข้างบ้านที่ทรุดโทรมหลังนั้นก็มีเสียงตะโกนออกมาจากบ้านหลังข้าง ๆ ที่ดูเหมือนจะยังติดไฟอยู่ “ข้าไม่ยอมหรอกนะ!” จากนั้นร่าง ๆ หนึ่งก็สะดุดอะไรบางอย่างกระเด็นออกมาพร้อมกับไม้ในมือ ท่าทางอีกฝ่ายจะรีบวิ่งออกมา แต่ความเร็วเช่นนั้นไม่อาจเรียกว่าวิ่งได้ ไม่ต้องพูดถึงเหยียนเฟิงและคนอื่น ๆ แม้แต่หลิวเหิงก็ยังสามารถหลบการโจมตีจากหญิงชราได้อย่างง่ายดาย
หญิงชรายั้งตนเองเอาไว้ไม่อยู่ จึงเซล้มลงกระแทกพื้นพลางหอบหายใจแรง
เด็กที่อยู่ในบ้านรีบเข้ามาซ่อนตัวอยู่ในอ้อมแขนของหญิงชราทันที “ท่านย่า! ท่านย่า!” เสียงตะโกนนั้นทำให้คนที่ฟังรู้สึกหดหู่
นางเป็นเพียงหญิงชราผมขาวที่มีใบหน้าเปรอะเปื้อน
นางกอดเด็กแล้วรีบร้องสั่งหลาน “วิ่งหนีไปเร็วเข้า!” จากนั้นก็ผลักเด็กออกไป ท่าทางพวกเขาราวกับสัตว์ติดกับดักที่กำลังกรีดร้องอย่างสิ้นหวัง หญิงชราเอาหัวมากระแทกหลิวเหิง
แม้มันจะเป็นการโจมตีที่รวดเร็วและรุนแรงที่สุดเท่าที่นางจะทำได้ แต่เพราะความชราทำให้มันดูเป็นการพุ่งตัวที่ไร้เรี่ยวแรงในสายตาของคนหนุ่ม
หลิวเหิงอยากขยับตัวหลบ แต่คิดว่าหากหลบตอนนี้หญิงชราก็จะเซไปชนกำแพงด้านหลังเข้า หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็เอื้อมมือไปจับไหล่นาง “ท่านป้า ไม่ต้องกลัว เราไม่ใช่คนเลว”
แม้เด็กชายจะถูกย่าสั่งให้วิ่งไป แต่เขากลับไม่ยอมไปไหน ทั้งยังยืนมองด้วยดวงตาเบิกกว้างและไม่ได้ส่งเสียงร้องออกมา
เมื่อเห็นว่าย่าถูกหลิวเหิงจับเอาไว้ เด็กชายก็รีบตรงเข้ามาข้างหน้าแล้วพูดกับหลิวเหิง “อย่าฆ่าท่านย่าของข้า อย่าทำท่านย่านะ!” จากนั้นก็รีบวิ่งตรงมาหาชายหนุ่ม พร้อมเล็งไปที่มือของเขาแล้วอ้าปากกัดอย่างแรง
ชายหนุ่มที่ถูกกัดอย่างไม่คาดคิด รีบปล่อยมือที่จับตัวหญิงชราเอาไว้ทันที เหยียนเฟิงที่อยู่ข้าง ๆ เห็นว่าเด็กกัดหลิวเหิงจึงเอื้อมมือไปบีบกรามเด็ก เพื่อเอามือเขาออกมา แล้วใช้มืออีกข้างพยุงหญิงชราที่กำลังจะล้มลง
“อย่าทำร้ายเขา” หลิวเหิงสั่งทันทีก่อนจะเอ่ยเบา ๆ “ท่านย่าของเจ้าไม่เป็นอะไรดูสิ”
เมื่อเด็กน้อยเห็นว่าท่านย่าไม่เป็นอะไรจริง ๆ ก็รีบตรงเข้าไปในอ้อมกอดของนางอีกครั้ง เสียงร้องครวญครางของทั้งสองดังขึ้นอย่างอดไม่อยู่ พวกเขาเริ่มทำลายความเงียบโดยรอบ แต่กลับยิ่งทำให้ค่ำคืนอันมืดมิดนี้อ้างว้างกว่าเดิม
หญิงชรามองเฉวียจือ จากนั้นก็มองหลิวเหิงและคนอื่น ๆ พร้อมกอดเด็กเอาไว้อย่างสิ้นหวังแล้วร้องเสียงดัง “สวรรค์ เหตุใดท่านจึงไม่ลงโทษสัตว์ร้ายเหล่านี้!”
“ท่านป้า เราแค่ผ่านมาเท่านั้น…”
“เจ้า …เจ้าสัตว์ร้าย!” หญิงชราชี้ไปทางเฉวียจือ “สวมชุดนี้แล้วยังกล้ามาพูดจาโกหกอะไรอีก”
ทุกคนหันไปมองเฉวียจือที่สวมชุดทางการอยู่
เฉวียจือรู้สึกผิดที่ทำให้ชาวบ้านหวาดระแวง และถูกดุด่าเพียงเพราะสวมเสื้อผ้าทางการ หลายคนมองหลิวเหิงด้วยสายตาไม่พอใจ เป็นนายอำเภอที่ขอให้เขาสวมชุดนี้
ชายหนุ่มไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องอธิบาย “ท่านป้า เราไม่ใช่เจ้าหน้าที่จากเหลียวจง เรามาทำงานและกำลังจะเดินทางผ่าน…”
เมื่อได้ยินว่าเขาไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของที่ว่าการเหลียวจง นางก็ได้แต่มองด้วยความสงสัย
“จริง ๆ แล้วเรามาจากอำเภอซินเย่” เจ้าหน้าที่รีบชี้แจง
“อำเภอซินเย่งั้นหรือ” หลังหญิงชราเห็นว่าคนตรงหน้าดูไม่ได้ต้องการทำร้ายหรือฆ่า และไม่ได้พูดจาน่ากลัวทำให้เรี่ยวแรงในการต่อสู้หายไป ความหวังก็ฉายขึ้นมาในแววตาของนางเมื่อได้ยินชื่อซินเย่ “ซินเย่ที่อยู่อีกฟากหนึ่งอย่างนั้นหรือ?”
“ใช่แล้วขอรับ”
“ใต้เท้า โปรดช่วยเราด้วย ช่วยเด็กคนนี้ด้วยเจ้าค่ะ” เมื่อหญิงชราได้ยินเช่นนั้น นางก็อยากจะก้มลงคำนับ ทว่าเมื่อมีเด็กอยู่ในอ้อมแขน แม้อยากจะลุกขึ้นแต่ก็ถูกรั้งเอาไว้
“ท่านป้า ไม่ต้องกลัวขอรับ มันเกิดอะไรกับหมู่บ้านนี้กันแน่” หลิวเหิงรีบปลอบนาง “ไม่ต้องกังวล เราพร้อมรับฟังท่าน”
เมื่อหญิงชราได้ยินคำถามของหลิวเหิง นางก็มองเขาแล้วเริ่มอธิบาย “ลูกชายและลูกสะใภ้ของข้าถูกเกณฑ์ไปช่วยซ่อมเขื่อนที่แม่น้ำหุน แต่เขื่อนแตกจนทำให้พวกเขาจากไป เดิมทีข้าอยู่ที่นี่กับหลานทั้งสอง… แต่ในตอนเช้ามีคนจากทางการมาที่นี่และบอกว่าอันอ๋องออกคำสั่งให้ชาวบ้านออกเดินทางตามกองทัพไปทางใต้ หมู่บ้านเราเต็มไปด้วยคนชราและเด็ก ๆ จึงไม่มีเรี่ยวแรงพอจะออกไปไหนได้ ทว่าพวกสัตว์ร้ายเหล่านั้นกลับเผาหมู่บ้านของเราแล้วลากคนออกไป แม้แต่หลานคนโตและหลานสาวของข้าด้วย…”
นี่คือการสร้างกำแพงให้แข็งแกร่ง ด้วยการถางป่าให้โล่งเตียนงั้นหรือ?
ไม่สิ …อันอ๋องกำลังพยายามขับไล่ชาวบ้านให้เดินทางลงใต้ไปกับตน เพราะหวังจะซ่อนตัวอยู่ในหมู่ผู้ลี้ภัย เขาวางแผนใช้ชาวบ้านเป็นเบี้ยในการก่อกบฏ
ระหว่างทางไปอิงเฉิง พวกเขาพบเพียงชาวบ้านที่สมัครใจจะลี้ภัย และออกจากที่อยู่ของตนเองเพื่อหนีความลำบากเท่านั้น แต่เพราะจำนวนคนเท่านั้นยังไม่พอให้ไปถึงเมืองหลวงได้ ผ่านไปเพียงไม่กี่วัน คนพวกนั้นถึงขั้นกระทำการชั่วช้า ขับไล่ชาวบ้านไม่ให้อยู่ที่บ้านตนเองอย่างปลอดภัย เพราะอันอ๋องแทบรอไม่ไหวที่จะส่งกำลังทหารของตนลงใต้ไปก่อกบฏ
“หากไม่ใช่เพราะพวกก่อจลาจลกำลังมา จนทำให้เจ้าหน้าที่เหล่านั้นกลัวและรีบหนีไป ข้ากับหลานคงตายไปแล้ว…” หญิงชราพึมพำ
เจ้าหน้าที่เผาทำลายบ้านเรือนราษฎร ส่วนผู้ก่อจลาจลกลับเข้ามาช่วยเหลือชาวบ้าน
ใครคือผู้ผดุงความยุติธรรม
ใครคือผู้ร้าย
ใครคือคนดี
ใครคือคนเลว
หลิวเหิงได้ยินเสียงมากมายดังอยู่ในหัว และความโกรธเกรี้ยวส่วนหนึ่งก็พลุ่งพล่านอยู่ในใจเขา
หญิงชราผมสีดอกเลาใบหน้าเต็มไปด้วยความโศกเศร้า แก้มอีกฝ่ายตอบจนเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูก เด็กน้อยอายุหกเจ็ดปีซ่อนตัวอยู่ในอ้อมแขนของนางอย่างเงียบ ๆ
เขายังต้องหนีจากการติดตาม ไม่สามารถพาทั้งสองไปด้วยกันตามทางครั้งนี้ได้ ดังนั้นจึงขอให้คนเอาเงินและอาหารแห้งมา “ท่านป้า เรามีธุระต้องทำต่อ ไม่สามารถพาท่านไปด้วยได้จริง ๆ ตอนนี้ฤดูหนาวกำลังจะมา หมู่บ้านของท่านถูกทำลายและไม่มีอาหาร ท่านควรจะพาเด็กออกไปจากที่นี่โดยเร็ว ระวังอย่าไปทางใต้ ท่านรีบขึ้นเหนือไปซ่อนตัวในอิงเฉิงเถอะ”
อันอ๋องกวาดต้อนคนลงใต้ ดังนั้นสงครามจึงจะเกิดขึ้นทางใต้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากพวกเขาขึ้นเหนือจะปลอดภัยกว่า
หญิงชรามองเงินและอาหารแห้งอยู่นานด้วยความลังเลก่อนจะรับไป นางวางเงินไว้ข้าง ๆ แล้วเอาอาหารแห้งส่งให้เด็กน้อย
เด็กชายมองอาหารนั้นแล้วรีบเข้าไปในบ้านโทรม ๆ สักพักก็กลับออกมาพร้อมจานชามดินเผาที่แตกบิ่น ก่อนจะเอาอาหารชิ้นหนึ่งส่งให้หญิงชรา “ท่านย่า กินกับโจ๊กผักเถอะขอรับ”
สิ่งที่เด็กน้อยเรียกว่าโจ๊กผักซึ่งอยู่ในชามดินเผานั้นเป็นเพียงลำข้าว มีเมล็ดข้าวเล็กน้อยและผักไม่กี่ใบที่สามารถมองเห็นเป็นชิ้นเป็นอัน
หญิงชราตักอาหารเข้าปาก ส่วนเด็กน้อยก็กินอาหารแห้ง ปากเล็ก ๆ เมื่อเจออาหารแข็ง ๆ ก็มีสำลักระหว่างกิน แต่ก็ยังเคี้ยวต่อไปไม่หยุด
เหยียนเฟิงที่มองอยู่ช่วยเทสิ่งที่เขาเรียกว่าโจ๊กผักออกมาจากหม้อดินแล้วส่งให้เด็กชาย “ขอบคุณขอรับพี่ชาย”
คำขอบคุณนั้นทำให้ทุกคนรู้สึกสะเทือนใจ
หลิวเหิงหันหลังเดินกลับออกไป ตามด้วยเฉวียจือและคนอื่น ๆ ก่อนที่เหยียนเฟิงกำลังจะกลับไป เขายังช่วยยกประตูขึ้นมาปิดให้ด้วย
“ไปเถอะ รีบกลับเร็วเข้า” หลิวเหิงพูดโดยไม่ได้หันหลังกลับมามองอีก