ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 328 ร่วมกันต่อสู้
บทที่ 328 ร่วมกันต่อสู้
บัณฑิต ชาวนา ช่างฝีมือ และพ่อค้า ในสี่อาชีพนี้พ่อค้าอยู่ล่างสุด
แม้จะเป็นผู้จัดการการขนส่งเกลือที่ลักลอบค้าขายเกลือด้วย แต่ผางหลิงก็ยังรู้สึกว่าการถูกเรียกว่าพ่อค้าเกลือนั้นเป็นการหยามเกียรติในฐานะที่เขาเป็นขุนนางของทางการจึงตอบโต้เสียงดัง “ข้าเป็นผู้จัดการการขนส่งเกลือ!”
“ฟังสิ ขนาดเจ้ายังพูดเองเลยว่าตนเป็นคนดูแลการขนส่งเกลือ งั้นตอบข้าสิว่าคนดูแลการขนส่งเกลือเช่นเจ้าค้าเกลือด้วยหรือไม่”
ตอนนี้มีคนจำนวนมากอยู่ที่นี่ เจ้าหน้าที่คนอื่น ๆ ที่ได้ยินคำถามของเหยียนซีก็พากันตอบ “ใช่ เขาเป็นคนขายเกลือ”
เหยียนซีมองผางหลิงอย่างเหยียดหยาม “สุนัขรับใช้เช่นเจ้าเข้าไปแทรกแซงกิจการนาเกลือ ทั้งยังลักลอบนำเกลือออกมาขายอย่างขดโกง แล้วยังมีหน้ามาก่อปัญหาถึงที่ว่าการอำเภอเช่นนี้อีก ใครจะรู้ว่าคำสั่งในมือเจ้าเป็นของจริงหรือไม่ แค่กระดาษประทับหมึกแดงนั่นจะพิสูจน์ได้อย่างไรว่าเป็นคำสั่งของจริงไม่ได้ปลอมแปลงมา”
เด็กสาวไม่ได้สนใจคำพูดของผางหลิง เธอชี้ไปที่กระดาษคำสั่งในมือเขาอย่างเหยียดหยาม ทุกคนต่างเกรงกลัวคำสั่งจากทางการ เมื่อเห็นผางหลิงนำคำสั่งมาด้วยก็หวาดกลัวเล็กน้อย ขวัญกำลังใจตกต่ำ ตอนแรกพวกเขาคิดจะพากันหนี แต่หลังจากได้ยินสิ่งที่เหยียนซีพูด ความกลัวก็หายไปทันที และพยายามต่อต้านฝ่ายตรงข้ามอย่างแข็งขันอีกครั้ง
“มีเจ้าหน้าที่รับผิดชอบกิจการในเหลียวโจวอยู่เป็นจำนวนมาก ทั้งยังมีนายอำเภอประจำที่ว่าการอยู่ทั่วเมือง เจ้าเป็นเพียงคนขายเกลือ ก็ยังกล้าเสนอหน้าออกมาแสดงอำนาจอีกงั้นหรือ? เจ้าคิดจะทำสิ่งใดกันแน่ อยู่ชายทะเลมานานจนสมองอิ่มน้ำเค็มและเสียสติไปแล้วหรือ”
คำพูดของเหยียนซีเต็มไปด้วยการเหยียดหยาม แม้จะไม่เข้าใจว่าน้ำในสมองหมายถึงสิ่งใด แต่ก็เข้าใจได้ว่าเป็นคำด่าผางหลิงว่าโง่เขลาอย่างแน่นอน
เมื่อได้ยินเด็กสาวเรียกเขาว่า ‘คนขายเกลือ’ หลายครั้ง ผางหลิงก็โกรธจนตัวสั่น ชายร่างอ้วนชูคำสั่งขึ้นมาให้ทุกคนเห็นว่ามีตราประทับของเจ้าเมืองอยู่จริง ๆ
เหยียนหลิ่วทะยานเข้ามารวดเร็วราวกับควันไฟ นางเอาหมายนั่นไปให้เหยียนซีในพริบตา “คุณหนู มันเป็นคำสั่งปลอมจริง ๆ ด้วยเจ้าค่ะ”
“นั่นอย่างไรเล่า ชายผู้นี้ทำคำสั่งปลอมขึ้นมาก่อกวนที่ว่าการจริง ๆ ทุกคน จับมันไว้!” เหยียนซีตะโกนเสียงดัง
ทุกคนที่อยู่ในที่ว่าการรีบดำเนินการตามคำสั่งของเด็กสาวอย่างรวดเร็ว
ผางหลิงสงบลงและรู้สึกว่าตัวเองเสียสติไปแล้วจริง ๆ ที่ไปทะเลาะกับเด็กสาวผู้นั้น เขามาเพื่อขนอาวุธกลับไปและนำกำลังคนมาด้วยถึงสามร้อยนาย ตนแค่ต้องขนอาวุธออกไปอย่างราบรื่น ไม่จำเป็นต้องสนใจชีวิตของคนที่นี่ด้วยซ้ำ หากขัดขืนก็เพียงสังหารทุกคนที่ขวางหน้า จากนั้นก็ซุ่มรอจับนายอำเภอหลิวอยู่ที่นี่ เช่นนั้นจะต้องได้รับความดีความชอบจากท่านอ๋องอย่างแน่นอน
เขาส่งสัญญาณให้คนที่พามาด้วยเริ่มลงมือ ทว่าทันใดนั้นเสียงฆ้องก็ดังขึ้นที่เมือง
“ที่ว่าการถูกโจมตีโดยอันธพาล!”
“ชายอ้วนเป็นผู้นำกบฏ!”
“คนพวกนั้นกล่าวหาว่าหัวหน้าสวีร่วมมือกับศัตรู ตอนนี้นายอำเภอไม่อยู่ที่นี่ อย่าปล่อยให้พวกเจ้าหน้าที่ถูกรังแกได้ คุณหนูแจ้งว่าชายอ้วนค้าเกลือผู้นั้นแสร้งเอาตำแหน่งขุนนางมาบังหน้าเพื่อหาเรื่องทำร้ายหัวหน้าสวี!”
คนที่ได้ฟังก็พูดขึ้นมาทันที “มีคนเอาคำสั่งมาทำร้ายนายอำเภอ หากนายอำเภอไม่อยู่ หัวหน้าสวีก็จะถูกเล่นงานแทน”
“ว่าอย่างไรนะ!? มีคนจะมาทำร้ายนายอำเภองั้นหรือ”
เมื่อข่าวแพร่กระจายออกไป ข่าวลือก็เริ่มเปลี่ยนเป็นเรื่องที่คนค้าเกลือบุกเข้าไปหมายจะสังหารนายอำเภอถึงที่ว่าการ
เมื่อได้ยินว่านายอำเภอตกอยู่ในอันตรายพวกเขาก็ไม่พอใจทันที ผู้คนโกรธมากจนตรงไปยังที่ว่าการ หลายคนรีบปิดร้านค้าและแผงลอยริมถนน หยิบเพียงเงินแล้วตรงไปรวมกันยังที่ว่าการ
คนทางเหนือแข็งแกร่งตั้งแต่เกิด และหลังจากได้รับการฝึกฝนจากหลิวเหิง คนหนุ่มสาวที่แข็งแรงในอำเภอซินเย่จึงได้รับการฝึกทักษะการต่อสู้มาบ้าง
เสียงฆ้องดังออกไปไกลถึงชานเมือง ผู้คนมารวมตัวกันรอบ ๆ ประตู และเปลี่ยนอิริยาบถจากสบาย ๆ เป็นจับอาวุธที่พอจะหาได้แล้วเริ่มสบถสาปแช่งคนร้าย แม้แต่แม่ค้าแถวนั้นก็ยังเอาตะกร้าผักเปล่า ๆ ขึ้นมา เพื่อจะโยนใส่คนร้ายพร้อมช่วยกันจับกุมคนพวกนั้น
คนที่ผางหลิงพามาล้วนเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องการต่อสู้ แต่ไม่ว่าจะแข็งแกร่งเพียงใด ก็ไม่สามารถป้องกันตัวจากการโจมตีรอบทิศทางของคนจำนวนมากเช่นนี้ได้ เมื่อเผชิญหน้ากับกลุ่มคนเข้ามา ก็ทำให้พวกเขารู้สึกหนักอึ้งไปทั้งร่าง แม้แต่ขยับกายหันหลังก็อาจจะถูกจับโยนลงพื้นได้อย่างง่ายดาย
ผางหลิงมองทั้งคนที่มาจากด้านนอกและกลุ่มเจ้าหน้าที่ที่อยู่ในที่ว่าการอำเภอ ในยามนี้ความมั่นใจของเขาหายไปแล้ว คนที่เขาพามาด้วยล้วนเป็นทหารทั้งสิ้น แต่ทุกคนในซินเย่ไม่มีใครยอมอยู่เฉยไม่ว่าจะเป็นชาย หญิง คนชรา หรือเด็ก …นี่มันอะไร ไม่มีใครกลัวตายเลยงั้นหรือ?
เหยียนหลิ่วคอยคุ้มกันเหยียนซีและไม่ได้เข้าไปร่วมการต่อสู้ดังกล่าว ทว่านางก็หยิบก้อนหินจำนวนหนึ่งไว้ในมือ แล้วโยนใส่คนที่เข้ามาจู่โจมอาเอ้อร์ ทำเอาฝ่ายตรงข้ามที่ดูราวกับเสือก่อนหน้านี้เริ่มหวาดกลัว
ระหว่างที่การต่อสู้ดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ หลิวจงเซี่ยวก็วิ่งเข้ามาที่ห้องโถง ด้านหลังของเขาคือผู้เฒ่าหวูโถวและพรรคพวกอีกสองสามคน นอกจากนี้ยังมีกลุ่มทหารม้าที่ควบม้ามาถึง พวกเขาลงจากม้า มองไปรอบ ๆ พร้อมต่างประหลาดใจกับภาพที่เห็น
หัวหน้าสวีมองผู้นำทหารเหล่านั้นแล้วตะโกนเสียงดัง “น้องเหอ คนเหล่านี้เป็นกบฏ!”
เหอหมิงเฉวียนมาถึงที่นี่แล้ว
ทหารสามร้อยนายนำโดยผางหลิงที่หมายจะมายึดซินเย่ด้วยความมั่นใจถูกจับกุมไว้ได้ทั้งหมดในเวลาไม่นาน
โชคดีที่สามารถระงับเหตุได้อย่างรวดเร็ว นอกจากคนที่ได้รับบาดเจ็บ ก็ไม่มีใครเสียชีวิตจากการต่อสู้ครั้งนี้อีก
เหยียนซีถอนหายใจอย่างโล่งอกและขอให้หลิวจงเซี่ยวพาคนบาดเจ็บไปพบหมอ และกล่าวขอบคุณทุกคนที่ให้ความช่วยเหลือ
ผู้คนที่เต็มไปด้วยความเดือดดาลเมื่อครู่ต่างส่ายหน้าไปมาพร้อมโบกมือ และกล่าวว่ายินดีช่วยเหลือเมื่อได้ยินคำขอบคุณจากเหยียนซี สตรีที่ถือตะกร้าเปล่าเข้ามาเอ่ยกับเด็กสาวด้วยความเขินอาย “ไม่มีอะไรที่คุณหนูจะต้องขอบคุณเราเลยเจ้าค่ะ หากไม่มีคุณหนู ชาวซินเย่จะอยู่อย่างปลอดภัยเช่นนี้ได้อย่างไร ตอนนี้เรายังอยู่กันอย่างสุขสบาย จับจ่ายซื้อของกันได้เป็นปกติ ข้าได้ยินจากข้างนอกว่ามีผู้ลี้ภัยจำนวนมากอยู่ที่ถนนหลัก และชายหนุ่มหลายคนก็ยังถูกจับไปอีกด้วย”
ถนนทุกสายที่ผ่านซินเย่มีการตรวจตราอย่างเข้มงวดทั้งกลางวันกลางคืน ผู้ลี้ภัยไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาในซินเย่เด็ดขาด ด้วยมาตรการนี้ซินเย่จึงยังสงบสุขอยู่
เมื่อสมาชิกหน่วยลาดตระเวนกลับไปที่บ้าน พวกเขาก็ต่างส่ายหน้าและถอนหายใจ ทั้งยังรู้สึกขอบคุณที่พวกตนปลอดภัยจากความวุ่นวายภายนอก
เมื่อเหยียนซีได้ยินคำพูดนั้นของอีกฝ่ายก็ได้แต่ยิ้มเศร้า “อย่างไรข้าก็ต้องขอบคุณทุกคนมาก” จากนั้นเธอก็กล่าวอวยพรแก่ชาวบ้านทุกคน
พวกเขาไม่เต็มใจที่จะได้รับเกียรตินั้น จึงรีบปฏิเสธอย่างถ่อมตน
“คุณหนู ใต้เท้าจะกลับมาเมื่อไหร่ขอรับ” เนื่องจากเหยียนซีมักจะออกไปเดินเล่นตามที่ต่าง ๆ หลายคนรู้ว่านางเป็นคู่หมั้นของนายอำเภอและคุ้นเคยกันดีจึงเอ่ยถามขึ้นมา
“ไม่ต้องเป็นห่วง นายอำเภอจะกลับมาถึงเร็ว ๆ นี้!” เหอหมิงเฉวียนได้ยินคำถามนั้นจึงประกาศออกมาเสียงดัง
เมื่อได้ยินว่านายอำเภอกำลังจะกลับมา ทุกคนต่างก็โล่งใจ บางคนคิดขึ้นได้ว่าทิ้งแผงขายของไว้ที่ริมถนน บ้างก็บอกว่าต้องไปซื้อกับข้าว จากนั้นทุกคนจึงพากันแยกย้ายออกไปอย่างรวดเร็ว
เหอหมิงเฉวียนยิ้มให้หัวหน้าสวี “ข้าคิดว่าเรื่องราวในจดหมายที่ท่านส่งมาเป็นเรื่องดี ๆ แล้ว แต่ไม่คาดว่าชาวบ้านจะรักนายอำเภอหลิวมากถึงเพียงนี้”
“ถูกต้อง ตั้งแต่เขามาถึงที่นี่ ในที่สุดทุกคนก็มีชีวิตที่ดีขึ้น” หัวหน้าสวีเอ่ยและถามต่อ “เจ้าเพิ่งบอกว่าเขาจะกลับมาเร็ว ๆ นี้ มีข่าวอะไรบ้างหรือไม่”
“ข้าพาเขาออกไปนอกเมืองเพื่อหลบหนีการตามล่าของชุยถงเหอแล้ว เพราะตามตัวนายอำเภอหลิวไม่เจอ ชุยถงเหอจึงส่งกองกำลังมาที่ซินเย่เพื่อจัดการเขา ดังนั้นข้าจึงรับอาสามาที่นี่แทนเพราะกลัวว่าจะเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้น” เหอหมิงเฉวียนหัวเราะเบา ๆ ด้วยความภูมิใจเล็กน้อย
“สถานการณ์ด้านนอกยามนี้เป็นอย่างไรบ้าง”
“คนที่ถนนหลักทราบข่าวที่อันอ๋องก่อกบฏแล้ว ระหว่างทางมาที่นี่มีเจ้าหน้าที่กระจายอยู่เต็มไปหมด บางคนรีบเข้าไปกวาดล้างเผาหมู่บ้าน ฆ่าคน และปล้นสะดม” เมื่อพูดถึงเรื่องนี้รอยยิ้มของเหอหมิงเฉวียนก็หุบลง “คนเถื่อนทางเหนืออยู่ที่ช่องเขาฮูเหล่า ส่วนในเมืองก็เต็มไปด้วยกองทหารกบฏ ตอนนี้เป็นเช่นนี้แล้วจะทำอย่างไรต่อไปได้ แค่อยู่ในซินเย่จะปลอดภัยหรือ”
“หลานสาวข้าปฏิเสธที่จะหนี นางต้องการรอให้หลิวเหิงกลับมาก่อน เด็กหญิงคนนี้ดื้อพอ ๆ กับบิดาและมารดาของนาง แต่ก็เป็นเด็กดีมากจริง ๆ” หัวหน้าสวีเล่าพลางบ่นออกมาอย่างจนใจ ทว่าก็เต็มไปด้วยความภูมิใจในตัวหลานสาวเช่นกัน