ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 327 คนขายเกลือเช่นเจ้า
บทที่ 327 คนขายเกลือเช่นเจ้า
คำพูดของเหยียนซีช่วยปลอบประโลมหัวหน้าสวีให้สงบใจลงได้
“ท่านลุง ท่านเพิ่งบอกว่าได้ฝากฝังให้ใครสักคนช่วยเหลือพี่เอ้อร์หลาง คนผู้นั้นเชื่อถือได้หรือไม่เจ้าคะ” เหยียนซีถามอย่างกังวลเมื่อนึกถึงเรื่องที่หัวหน้าสวีเล่า
หัวหน้าสวีมองเด็กสาวแล้วถอนหายใจอย่างลับ ๆ การถามถึงหลิวเหิงก่อนที่จะพูดเรื่องบาดหมางในอดีตของบิดามารดา แม้จะฟังดูเป็นคนไม่กตัญญู แต่เมื่อมองใบหน้าที่ถอดแบบออกจากน้องสาวของตนเองแล้วเขาก็ไม่อาจตำหนินางได้
จะมีอะไรตำหนินางได้บ้างเล่า? ตั้งแต่ยังเด็กเหยียนซีก็มีเพียงคู่หมั้นของนาง และไม่ได้เติบโตมาจากความรักของบิดากับมารดา อีกทั้งยังไม่เคยได้พบเหยียนหมิ่นจงและภรรยาของเขาเลย ไม่แปลกที่นางจะไม่ได้รู้สึกรักหรือผูกพันกับพวกเขา
แม่ลูกตระกูลหลิวดีต่อนาง จากที่ได้ยินมา …นางและหลิวเหิงก็เป็นว่าที่สามีภรรยากัน
“เขาเป็นผู้รอดตายจากช่องเขาฮูเหล่ามาได้อย่างหวุดหวิด ตระกูลสวีและตระกูลเหอเป็นมิตรกันมานาน ข้ากับเขารู้จักกันมาตั้งแต่ยังเด็ก ข้าเชื่อถือในตัวเขามาก ตอนนี้เขารับราชการเป็นผู้บัญชาการกองทหารในอิงเฉิง หลิวเหิงต้องปลอดภัยแน่นอนเพราะเขามีเส้นสายในอิงเฉิงไม่น้อย”
เหยียนซีไม่ค่อยเข้าใจว่าผู้บัญชาการคือตำแหน่งอะไร แต่เนื่องจากหัวหน้าสวีมั่นใจมาก เธอจึงวางใจเล็กน้อยว่าหลิวเหิงจะได้รับความช่วยเหลือเป็นอย่างดี
“ซีเอ๋อร์ มีการลักลอบทำนาเกลือและเหมืองเหล็กเพื่อสร้างอาวุธอยู่ในซินเย่ เว่ยกวงสวีไม่มีทางปล่อยให้อำเภอนี้รอดพ้นไปจากเงื้อมือของเขาได้อย่างแน่นอน หากจะนำทัพลงใต้ อย่างไรก็ต้องผ่านที่นี่ เจ้าควรรีบหนีออกจากซินเย่ตั้งแต่ตอนนี้และกลับไปเมืองหลวงก่อน”
เหยียนซีคิดเรื่องนี้มาสักพักแล้ว แต่เธอจะหนีได้อย่างไร “ท่านลุง หากข้าไม่พาใครสักคนไปด้วย การเดินทางก็จะไม่ปลอดภัย แต่ที่นี่ก็มีผู้คนอยู่มากมาย จึงยังไม่สามารถทำสิ่งใดได้ ข้าต้องรอให้พี่เอ้อร์หลางมาก่อน จึงจะสามารถตัดสินใจหนีไปจากที่นี่ได้”
หัวหน้าสวีต้องการจะโน้มน้าวนางอีกครั้ง แต่หลิวจงเซี่ยวกลับวิ่งเข้ามาก่อน “คุณหนูขอรับ เจ้าหน้าที่ในที่ว่าการบอกว่าผู้จัดการผางต้องการพบหัวหน้าสวี และยังพาคนจำนวนมากมาที่นี่ด้วยขอรับ”
ผู้จัดการผางงั้นหรือ?
เหตุใดเวลาเช่นนี้เขาจึงมาขอพบหัวหน้าสวีเล่า
เหยียนซีคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ “น่ากลัวว่าเขาจะมาที่นี่เพื่อนำอาวุธออกไป”
หลังจากที่หลิวเหิงพบเหมืองเหล็กบนเขา เขาก็ย้ายอาวุธทั้งหมดที่นั่นลงมาเก็บไว้ในที่ว่าการอำเภอ ว่ากันว่าอาวุธเหล่านั้นมากพอที่จะใช้สำหรับกองทหารหลายพันนาย มันไม่สามารถเก็บในโรงเก็บของที่ว่าการได้หมด และจะต้องขอบคุณอาวุธเหล่านั้นที่ทำให้เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยในซินเย่มีอาวุธประจำตัวกันถ้วนหน้า
ผางหลิงยืนอยู่หน้าเจ้าหน้าที่รักษาการณ์ และมองเจ้าหน้าที่คนอื่น ๆ ที่ผ่านไปมา ทุกคนมีดาบใหม่ที่เอว… นั่นเป็นของใหม่ที่ท่านอ๋องเตรียมไว้สำหรับกองกำลังของเขา
หัวหน้าสวีรีบไปที่โถงที่ว่าการอำเภอเพื่อพบผางหลิง กล่าวขออภัยตามมารยาท “ต้องขออภัยด้วยขอรับ นายอำเภอของเราถูกเจ้าเมืองเรียกตัวไปพบ ตอนนี้จึงยังอยู่ที่อิงเฉิง ใต้เท้าผาง หากท่านมีเรื่องสำคัญใด ๆ สามารถฝากข้าไว้ได้ แต่ท่านอาจจะต้องรอสักสองสามวันกว่าที่นายอำเภอจะกลับมาขอรับ”
“มันไม่สำคัญหรอก ข้าคิดว่าเรื่องนี้สามารถให้หัวหน้าสวีเป็นผู้ตัดสินใจแทนได้เช่นกัน” เมื่อผางหลิงได้ยินเรื่องหลิวเหิง เขาก็ไม่สนใจอะไรนักและเชิดหน้าสูงขึ้น “ข้ามีคำสั่งจากเจ้าเมืองมาด้วย อาวุธทั้งหมดที่ยึดได้รวมทั้งที่อยู่กับของกองกำลังรักษาการณ์จะต้องส่งมอบให้ข้านำไปจัดการ”
ระหว่างกล่าวเช่นนั้น ผางหลิงก็เอากระดาษแผ่นหนึ่งที่ตราประทับเจ้าเมืองออกมา
“นายอำเภอสั่งเอาไว้ว่าทุกเรื่องต้องรอเขากลับมาค่อยตัดสินใจ… เรื่องนี้ไม่อยู่ในอำนาจและหน้าที่ของข้าจริง ๆ ต้องขออภัยใต้เท้าด้วยขอรับ” หัวหน้าสวีตอบอย่างสุภาพ และให้เหตุผลว่าไม่สามารถทำสิ่งใดได้เว้นแต่หลิวเหิงจะกลับมา
“หัวหน้าสวี เจ้ารู้เรื่องวุ่นวายในเหลียวโจวหรือไม่ มีเรื่องอะไรในใจจึงกล้าแข็งข้อกับคำสั่งของเจ้าเมืองอย่างนั้นหรือ” ผางหลิงถามอย่างเคร่งขรึม เมื่อเห็นท่าทางอ่อนน้อมของอีกฝ่าย
“ใต้เท้า ข้าน้อยทำได้เพียงปฏิบัติตามคำสั่งเท่านั้นขอรับ ข้าน้อยไม่สามารถตัดสินใจได้จริง ๆ”
“กล้าดีอย่างไร!” ผางหลิงมีสีหน้าเปลี่ยนไป ดวงตาของเขาเบิกกว้างขึ้น “จับมัน แล้วเอาอาวุธมาให้ข้าเดี๋ยวนี้!”
เมื่อออกคำสั่งเช่นนั้น คนที่ผางหลิงพามาด้วยก็เริ่มกระทำการอย่างอุกอาจ ไม่ต่างจากเสือหิวที่กำลังออกล่าเหยื่อ
เจ้าหน้าที่ในที่ว่าการมีความกล้ามากขึ้นหลังจากหลิวเหิงมาเป็นนายอำเภอ พวกเขาตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นว่าคนเหล่านั้นพยายามจะมาจับตัวหัวหน้าสวี เจ้าหน้าที่ในที่ว่าการรีบเข้ามาช่วยปกป้องทันที
อาลักษณ์สองคนที่เห็นเหตุการณ์ถามผางหลิงขึ้นมาอย่างกังวล “ใต้เท้า เกิดอะไรขึ้นขอรับ โปรดแจ้งเรื่องนี้กับข้าน้อยด้วยเถอะขอรับ”
ทุกเรื่องที่เกิดขึ้นในที่ว่าการจะถูกรายงานเข้าไปยังส่วนกลางด้วย กองกำลังรักษาการณ์ เสมียน และเจ้าหน้าที่ตำแหน่งต่าง ๆ รีบไปรวมตัวกันที่โถงที่ว่าการเมื่อพบว่ามีคนพยายามสร้างความวุ่นวาย
“ใต้เท้า มีเรื่องเข้าใจผิดอะไรกันหรือไม่ขอรับ เหตุใดจึงต้องรุนแรงกับหัวหน้าสวีทันทีที่มาถึงด้วย!”
“ใช่แล้ว ต้องการสิ่งใดก็ควรจะพูดจากันดี ๆ ใช้กำลังเช่นนี้ไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย!”
“ท่านจะมารังแกคนในที่ว่าการระหว่างที่นายอำเภอของเราไม่อยู่อย่างงั้นหรือ!” เมื่อเทียบกับเหล่าเจ้าหน้าที่กับเสมียนแล้ว เจ้าหน้าที่รักษาการณ์ไม่ได้สุภาพเท่า พวกเขาเอาดาบออกมาขู่ “คิดว่าพวกเราเป็นเพียงเจ้าหน้าที่ในที่ว่าการอำเภอซินเย่ แล้วจะยอมถูกกลั่นแกล้งง่าย ๆ งั้นหรือ!”
หัวหน้าสวียืดตัวตรงและมองไปทางผางหลิงด้วยสีหน้าเย้ยหยัน “ใต้เท้าผาง ข้าทำอะไรผิดอย่างนั้นหรือ? เหตุใดจึงต้องจับกุมตัวข้าด้วยล่ะขอรับ”
เจ้าหน้าที่ผู้น้อยและกลุ่มคนที่เคยอ่อนน้อมกับเขา กล้าที่จะจ้องมาอย่างไม่ให้เกียรติ ผางหลิงรู้สึกว่าเรื่องนี้มันไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย เขาโกรธมากจนอยากทุบโต๊ะสาปแช่ง เมื่อได้ยินคำพูดของหัวหน้าสวีก็ตอบโต้ด้วยความโกรธ “เพราะเจ้าสมคบคิดกับศัตรูอย่างไรเล่า!”
“ข้าสมคบคิดกับศัตรูคนไหนกัน ข้าไม่เกี่ยวข้องกับกบฏอย่างเว่ยกวงสวี หากคนทรยศนั่นอยู่ต่อหน้า ข้าคงรอแทบไม่ไหวที่จะฆ่ามันเพื่อขจัดทุกข์ภัยให้แผ่นดินนี้!”
“บังอาจ เจ้าสมคบกับพวกข้าศึกทางเหนือหรือ!” เมื่อผางหลิงได้ยินสวีมู่เจี๋ยดูหมิ่นท่านอ๋องก็รู้สึกราวกับตนเองถูกแทงเข้าที่ปอด ทั้ง ๆ ที่มีข่าวเกี่ยวกับอันอ๋องออกมาแล้ว แต่หัวหน้าสวีกลับไม่ยอมจำนนและยังดูถูกท่านอ๋องอีกด้วย มันเท่ากับรนหาที่ตายแท้ ๆ!
เขามาที่นี่เพื่อขนอาวุธกลับไป หากเปิดเผยตัวว่าตนเองเป็นคนของอันอ๋องจะเกิดอะไรขึ้น …ถ้าผู้คนที่คาดเดาไม่ได้เหล่านี้ต่อสู้กับเขาจนตายขึ้นมาเล่า ดังนั้นผางหลิงจึงชี้หน้าหัวหน้าสวีแล้วพูดต่อ “ข้ามีคำสั่งจากเจ้าเมืองชุย ใครก็ตามที่ขัดขวางจะถือว่าสมรู้ร่วมคิดกับศัตรู!”
การสมรู้ร่วมคิดกับข้าศึกทางเหนือถือเป็นอาชญากรรมร้ายแรง และถือเป็นการกระทำที่น่ารังเกียจที่สุดในเหลียวโจว
“ไหนล่ะหลักฐาน?”
ผางหลิงไม่แปลกใจที่สวีมู่เจี๋ยจะถามเช่นนี้ เขาเยาะเย้ยขึ้นมา “เจ้าจงใจซ่อนอาวุธและปฏิเสธที่จะส่งมันให้กับทางการ เพราะว่าเจ้าต้องการจะส่งมันไปให้ข้าศึกทางเหนือ นั่นอย่างไรเล่าหลักฐาน เพียงตามข้ามาก็ได้เห็นหลักฐานเอง!”
ผางหลิงเยาะเย้ยแล้วมองไปยังเจ้าหน้าที่ในที่ว่าการ “ใครก็ตามที่ขัดขืนจะถูกจัดการเช่นเดียวกับผู้สมรู้ร่วมคิดคนอื่นที่จับได้ จับตัวมันมาให้ข้า!”
เขาพาคนมาด้วยเป็นจำนวนมาก คนหลายร้อยคนเหล่านี้แต่งกายรัดกุม ท่าทางก็บ่งบอกว่าได้รับการฝึกฝนทักษะมาเป็นอย่างดี หากมองแวบแรกพวกเขาดูเป็นทหาร เพียงแต่สวมชุดชาวบ้านเท่านั้น
แม้เหล่าเจ้าหน้าที่จะพยายามต่อสู้และขัดขืนอย่างกล้าหาญ แต่ก็ไม่อาจสู้กับกองกำลังที่มีฝีมือได้ เพราะจำนวนที่น้อยกว่ากับความเชี่ยวชาญที่ด้อยกว่ามาก เมื่อเห็นว่ามีเจ้าหน้าที่ถูกเตะลงที่พื้นและกำลังจะถูกฆ่า อาเอ้อร์ก็ตะโกนเสียงดังพร้อมคว้าท่อนไม้ก่อนจะรีบวิ่งออกไป
แม้จะมีเพียงมือเดียว แต่ขาของเขาแข็งแกร่งมาก เขาใช้ไม้ทุบตีคนสองคน จากนั้นคนของจวนในนายอำเภอกลุ่มหนึ่งก็ตามออกมา แต่ละคนมีดาบที่เอว และช่วยกันปิดประตูที่ว่าการ ผางหลิงและคนของเขาถูกล้อมเอาไว้ทันที
ไม่นานทุกคนก็หยุดชะงัก
เหยียนซี เหยียนหลิ่ว และคนอื่น ๆ รีบออกมาทันที ทันทีที่เด็กสาวเดินผ่านประตูโถงที่ว่าการเข้ามา ก็ได้ยินเสียงของผางหลิงดังขึ้นจากด้านใน เธอคว้าค้อนผู้พิพากษามาเคาะสองสามครั้ง เสียงของมันทำให้ทุกคนหันกลับมามองเหยียนซีเป็นตาเดียว เธอชี้ทางผางหลิงแล้วสาปแช่ง “คนขายเกลือเช่นเจ้ากล้ามาอวดดีจับผู้ร้ายงั้นหรือ!”
คนขายเกลืองั้นหรือ?
คนขายเกลือ!
ผางหลิงรู้สึกว่ากำลังโดนดูถูก “ข้า… ข้าเป็นผู้จัดการการขนส่งเกลือ!”