ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 325 เศร้าโศกและโกรธแค้น
บทที่ 325 เศร้าโศกและโกรธแค้น
เมื่อหัวหน้าสวีเห็นหน้าเหยียนซี สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป พร้อมเร่งฝีเท้าเข้ามาหาอย่างรวดเร็ว จนอยู่ห่างจากเหยียนซีเพียงไม่กี่ก้าว
เขารีบเกินไปจนเหยียนซีสะดุ้งตกใจ เหยียนหลิ่วและอาเอ้อร์กลัวว่าหัวหน้าสวีจะทำอันตรายกับเด็กสาว ดังนั้นทั้งสองจึงเข้ามาขวางเอาไว้ทั้งซ้ายและขวาอย่างรวดเร็วราวกับเงา หัวหน้าสวีถูกขวางให้อยู่ที่หน้าประตูห้องโถง
หัวหน้าสวียังคงจ้องเหยียนซีและยื่นมือมาผลักอาเอ้อร์ออกไปโดยไม่ทันรู้ตัว
แต่เขาไม่ใช่คนรู้วิชาการต่อสู้ เมื่อยื่นมือออกมาจึงถูกอาเอ้อร์บีบข้อมืออย่างแรง
ความเจ็บปวดอย่างฉับพลันที่ข้อมือทำให้หัวหน้าสวีร้องออกมา แต่ก็ยังจ้องไปทางเหยียนซีและเริ่มเรียกนางว่า “น้องเล็ก” อย่างไม่ทันรู้ตัว
เหยียนซีรู้สึกว่าใต้เท้าสวีดูผิดปกติเล็กน้อย เธอถอยหนีเขาสองสามก้าวแล้วถามออกมาอย่างสงสัย “หัวหน้าสวี?” เขาเสียสติไปแล้วหรือ เธอไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าเขาเป็นคนเช่นนี้
สวีมู่เจี๋ยรู้สึกตัวและตระหนักได้ว่าตนเองทำตัวแปลกไป ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่คนรอบ ๆ จะระแวงในตัวเขา เขาไม่สามารถดึงมือออกมาจากมือของอาเอ้อร์ได้ จึงได้หยุดดิ้นรนและยิ้มอย่างขออภัยให้เหยียนซีพร้อมกับอธิบายขึ้นมาว่า “คุณหนูโปรดยกโทษให้ข้าด้วย …ท่านดูคล้ายกับน้องสาวที่ล่วงลับไปแล้วของข้ามาก”
น้องสาวของเขาหรือ?
หากเปรียบเทียบเช่นนี้อาจจะไม่เหมาะสม เพราะนำคนเป็นมาเทียบกับคนตาย คนทั่วไปอาจไม่เชื่อเรื่องเช่นนั้น แต่เหยียนซีสงสัย หน้าตาเธอเหมือนน้องสาวของเขาจริงหรือ? โลกนี้เต็มไปด้วยความมหัศจรรย์และไม่แปลกที่จะพบคนที่มีหน้าตาคล้ายกันได้
เด็กสาวประหลาดใจไม่น้อยแต่ยังคงความสงบนิ่งเอาไว้ เหยียนซีโบกมือให้อาเอ้อร์ปล่อยให้สวีมู่เจี๋ยและพูดอย่างเห็นใจ “หัวหน้าสวี ท่าทางท่านกับน้องสาวจะมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาก”
หากเป็นการสนทนาของคนที่ไม่ได้สนิทกัน หัวหน้าสวีคงจะคืนความนิ่งสงบแล้วพูดเรื่องพี่น้องตามมารยาท ซึ่งจะถือเป็นการพูดคุยเล็กน้อยก่อนเข้าเรื่องสำคัญในครั้งนี้
แต่ไม่คาดว่าหัวหน้าสวีกลับยังพูดเรื่องน้องสาวของเขาขึ้นมาโดยไม่เปลี่ยนหัวข้อสนทนา เขามองเหยียนซีอยู่เช่นนั้นแล้วถามอย่างสงสัย “คุณหนูเป็นคนที่ใดหรือขอรับ มีญาติอยู่ที่อื่นอีกหรือไม่”
“ด้วยวัยของข้า คงเป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นน้องสาวของท่าน” เหยียนซีขัดจังหวะคำถามของหัวหน้าสวี ชายอายุสี่สิบเศษควรจะมีน้องสาววัยสามสิบกว่าเข้าไปแล้ว
“น้องสาวข้าเสียชีวิตในสงครามเมื่อสิบสี่ปีก่อน… นางทิ้งบุตรสาวเอาไว้คนหนึ่ง เด็กน้อยน่าสงสารต้องเสียทั้งมารดาและบิดาไปตั้งแต่ยังเล็ก ตอนนั้นข้าได้รับบาดเจ็บและหมดสติไปจึงได้พรากจากหลานสาว ข้าจำได้ว่าพี่เลี้ยงเป็นคนอุ้มหลานสาวเอาไว้ หลานสาวที่น่าสงสารของข้าต้องพลัดหลงไปท่ามกลางสงครามอันวุ่นวาย ครั้งหนึ่งมีคนพบหญิงอุ้มทารกไปที่เฉิงโจว ข้าพยายามออกตามหาแล้ว …แต่ก็หาไม่พบอีกเลย และตั้งแต่นั้นมาก็ไม่ทราบข่าวคราวใด ๆ อีก” หัวหน้าสวีเอ่ยอย่างกระตือรือร้น
“หลานสาวข้ามีปานขนาดเท่านิ้วมืออยู่ที่สะบักขวา รูปร่างคล้ายหยดน้ำ คืนที่นางเกิดมาน้องเขยตั้งชื่อให้นางว่าซี และสกุลของน้องเขยข้าก็คือเหยียน”
เมื่อตรงกันทั้งชื่อและนามสกุลเช่นนี้ …เป็นไปได้หรือไม่ว่าสวีมู่เจี๋ยผู้นี้จะเป็นญาติของเจ้าของร่างเดิมจริง ๆ
เหยียนซีพบว่าตนเองมีความคิดมากมายแล่นไปมาในหัว และเธอก็เริ่มรู้สึกว่าหัวหน้าสวีไม่มีเหตุผลอะไรจะต้องมาโกหกตนด้วยเรื่องเช่นนี้เลย
เด็กสาวไม่เคยเห็นสะบักขวาของตนเอง ไม่ทราบว่ามีปานอยู่บนนั้นหรือไม่ มันเป็นส่วนของร่างกายที่ไม่อาจมองเห็นเองได้ และคนอื่นก็ยิ่งยากจะมองเห็น
ตั้งแต่มาถึงซินเย่ เหยียนซีระวังตัวเสมอ เมื่ออาบน้ำก็มีเหยียนหลิ่วคอยเฝ้าประตูไม่ให้ใครเข้ามาใกล้
หากมีปานจริง ๆ เป็นไปได้หรือไม่ว่านางกับสวีมู่เจี๋ยจะเป็นญาติกัน
หัวหน้าสวีมองที่ไหล่ของนางด้วยความกระตือรือร้น ราวกับต้องการมองทะลุเนื้อผ้าเข้าไปว่ามีปานหรือไม่
เธอเอ่ยถึงเรื่องที่รับรู้ในช่วงชีวิตที่ผ่านมาตามที่เขียนไว้ในหนังสือขายทาสว่า “ข้าถูกขายไปที่หมิงสุ่ยตอนเก้าปีเพราะมารดาเสียชีวิตและบิดาป่วยหนัก…”
“ข้าตรวจสอบพบว่าพี่เลี้ยงพาหลานสาวหนีไปทางใต้… ขออภัยคุณหนูเหยียน แต่ท่านมีปานที่สะบักหรือไม่ รูปร่างหน้าตาของท่านเหมือนน้องสาวข้ามาก…” หัวหน้าสวีพูดและจ้องมองเด็กสาวอีกครั้ง เมื่อพินิจดูแล้วก็เอ่ยออกมาอีก “ปากของท่านเองก็เหมือนกับน้องเขยข้ามากเช่นกัน”
เด็กสาวตัดสินใจจะทำให้เรื่องทั้งหมดกระจ่างเพื่อให้เขาสบายใจ แม้เหยียนซีจะไม่คิดว่ามันเป็นไปได้ แต่ก็ให้เหยียนหลิ่วตามไปที่ห้องนอนและช่วยดูว่ามีปานที่สะบักจริงหรือไม่
เมื่อถอดชุดคลุมออกมา เหยียนหลิ่วก็ดึงเสื้อตัวในลงมาเล็กน้อย “คุณหนู มีปานจริง ๆ เจ้าค่ะ เช่นนี้ก็แสดงว่าหัวหน้าสวีเป็นลุงของคุณหนูจริง ๆ หรือเจ้าคะ”
เหยียนซีไม่แน่ใจว่าเธอควรจะมีความสุขหรือตื่นเต้นหรือไม่หากตนเป็นเจ้าของร่างเดิม แต่ตอนนี้เธอไร้ซึ่งความตื่นเต้นใด ๆ เพียงรู้สึกปลอดภัยขึ้นเมื่อรู้ว่าความจริงเป็นเช่นนี้ เนื่องจากมีปานจริง ๆ เช่นนั้นก็สามารถยืนยันได้ว่าตนเองและหัวหน้าสวีเป็นญาติกัน ช่างบังเอิญจริง ๆ ตระกูลหลิวและสวีถิงจือเป็นศัตรูคู่อาฆาตกัน แต่ลุงของนางที่เป็นคนตระกูลสวี …ทั้งสองจะเกี่ยวข้องกันด้วยหรือไม่
เมื่อกลับไปที่ห้องโถง เธอก็เต็มไปด้วยความคิดมากมายในหัวระหว่างที่นั่งลงบนเก้าอี้ และพยายามคิดว่าตนเองเป็นญาติกับคนตระกูลสวีด้วยหรือไม่ การที่จู่ ๆ ก็พบว่าตนเองมีญาติอยู่ทำให้ตนสับสนไปหมด
“คุณหนูเหยียน?”
“หัวหน้าสวี…” เหยียนซีสงบลงและเอ่ยไปตามความจริงอย่างไม่ปิดบัง “มีปานที่ท่านว่าอยู่จริง ๆ แต่… ข้าอาจจะต้องไปที่บ้านเกิดเพื่อตรวจสอบเรื่องนี้อีกครั้ง ท่านอาจไม่รู้ว่าหลังจากถูกขายให้กับนายหน้าไปแล้ว ข้าต้องถูกทำร้ายและทุบตีนับครั้งไม่ถ้วนเพราะพยายามหลบหนี ท่านป้าของข้า …คนจากตระกูลหลิวซื้อตัวข้ามาจากนายหน้า หลังจากนั้นก็ได้เป็นส่วนหนึ่งของตระกูลหลิว ท่านป้าดูแลข้าไม่ต่างจากบุตรสาวของท่าน ใจข้ารู้สึกเสมอว่าหากมีแม่อย่างคนอื่น ก็ปรารถนาจะให้นางเป็นอย่างท่านป้าของข้าและพี่เอ้อร์หลาง หลังจากที่ท่านป้าจากไป เราสองคนจึงต้องพึ่งพาอาศัยกันมาโดยตลอด…”
เหยียนซีไม่ได้เล่าเรื่องความบาดหมางระหว่างตระกูลหลิวและใต้เท้าสวี แต่บอกว่าตนและหลิวเหิงคอยอยู่เคียงข้างกันมาโดยตลอดในยามยากลำบาก “ยามนี้พี่เอ้อร์หลางอยู่ที่อิงเฉิง และข้าก็ไม่ได้ตั้งใจเชิญท่านมาเพื่อพูดคุยเรื่องครอบครัวของข้า ข้าต้องการรู้เรื่องเกี่ยวกับอันอ๋อง”
เมื่อหัวหน้าสวีได้ยินเรื่องที่เด็กสาวถูกขายให้กับนายหน้าค้าทาสแล้วก็ได้แต่มองเหยียนซีด้วยความสงสาร เมื่อได้ยินนางเล่าถึงความเอาใจใส่ที่ได้รับจากแม่ลูกตระกูลหลิวก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา
ไม่ใช่ความผิดของนางเลยที่จะปฏิเสธเขา เพราะตลอดสิบปีที่ผ่านมานางไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีลุงเช่นเขาอยู่ เมื่อคิดเช่นนี้เขาก็รู้สึกผิดเป็นอย่างมาก ในตอนนั้นหากเขาเปลี่ยนจากการเป็นบัณฑิตมาเรียนรู้เรื่องการต่อสู้ เขาคงจะช่วยชีวิตน้องสาวเอาไว้ได้ใช่หรือไม่ …แทนที่นางจะต้องมาจบชีวิตเพื่อช่วยเหลือพี่ชายไร้ประโยชน์เช่นเขา
ตลอดสิบปีที่ผ่านมา ทุกครั้งที่คิดถึงเรื่องในวันนั้น เขาก็มีแต่ความละอายใจ การที่เหยียนซีต้องกลายมาเป็นเด็กกำพร้าก็เป็นความผิดของเขาด้วยครึ่งหนึ่ง
เขาเอ่ยขึ้นอย่างช้า ๆ “ข้าเข้าใจความหมายของเจ้าซีเอ๋อร์ …ให้ข้าเรียกแบบนี้ได้หรือไม่”
“แน่นอน ท่านเรียกได้เจ้าค่ะ” เหยียนซีเห็นสีหน้าที่เต็มไปด้วยความเสียใจและสำนึกผิดของหัวหน้าสวี ก็รู้สึกว่าเขาคงอยู่ท่ามกลางความโศกเศร้ามาหลายปีอย่างไม่สามารถหลุดพ้นได้ และอดไม่ได้ที่จะเอ่ยกับเขาเสียงเบา “ความจริงแล้วข้าไม่คิดว่าท่านจะโกหกข้า ท่านอาจจะเป็นลุงของข้าจริง ๆ เพียงแต่ว่า…”
“ข้าเข้าใจเจ้า เจ้าจิตใจดีเหมือนอย่างมารดาที่ไม่อยากเห็นผู้อื่นต้องโศกเศร้า นางไม่เคยทนได้เมื่อเห็นว่าคนอื่นกำลังทุกข์ใจ เจ้าไม่ต้องเป็นกังวลเรื่องนายอำเภอ ข้าส่งจดหมายถึงสหายที่อิงเฉิงให้ช่วยเหลือท่านแล้ว เขาต้องช่วยให้นายอำเภอปลอดภัยได้อย่างแน่นอน”
“เช่นนั้นแล้วเหตุใดเขาจึงยังกลับมาไม่ถึงอีกล่ะเจ้าคะ”
“อาจจะเป็นเพราะความล่าช้าจากการเดินทาง ตอนนี้มีผู้ลี้ภัยอยู่ทั่วทุกแห่ง ได้ยินมาว่ามีทั้งการเผา ฆ่าคน และปล้นสะดมขึ้นหลายแห่ง ซีเอ๋อร์ อันอ๋องไม่ใช่คนดี ดูภายนอกแล้วเขาอาจจะเก่งกาจและสง่างาม แต่ความจริงกลับเป็นคนโหดเหี้ยมและใจคอคับแคบ หากไม่ใช่เพราะเขา …พ่อของเจ้าก็คงไม่ถูกสังหาร เหลียวโจวก็คงไม่ต้องทนทุกข์ทรมานจากการรุกรานของข้าศึกทางเหนือ”
“ในที่สุดเขาก็ก่อกบฏจนได้ ยามนี้ทุกคนจะได้เห็นเนื้อแท้ของเขาแล้ว เมื่อฉีกหน้ากากวีรบุรุษออกไปก็จะเห็นว่าชายผู้นั่นเป็นคนเลวร้ายเพียงใด เขาไม่เคยปฏิบัติต่อผู้อื่นเช่นมนุษย์เลยด้วยซ้ำ”
หัวหน้าสวีพูดด้วยความโกรธแค้นบนใบหน้า “ข้ารอมานานกว่าสิบปี รอให้ถึงวันที่ทุกคนจะได้รู้ว่าวีรบุรุษผู้ปกป้องบ้านเมืองจากศัตรูผู้นั้น แท้จริงแล้วมันเป็นเพียงคนทรยศ! ซีเอ๋อร์ หากทราบเรื่องนี้วิญญาณของพ่อเจ้าคงจะมีความสุขมาก ตลอดหลายปีที่ผ่านมาจำนวนคนที่ต้องสละชีวิตเพื่อปกป้องดินแดนของเราจากการต่อสู้กับศัตรูนั้นมีมากมายจนไม่อาจนับได้หมด แต่ชายผู้นั้นกลับยังยืนหยัดอย่างองอาจและมีชื่อเสียงแพร่ไปทั่วทั้งแผ่นดินว่าเป็นวีรบุรุษ ทุกคนที่ตามืดบอดเชื่อเรื่องเหล่านั้นจะได้ตาสว่างเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของคนเลวผู้นั้นแล้ว!”