ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 324 พบหัวหน้าสวีเป็นครั้งแรก
- Home
- All Mangas
- ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย
- บทที่ 324 พบหัวหน้าสวีเป็นครั้งแรก
บทที่ 324 พบหัวหน้าสวีเป็นครั้งแรก
ทุกคนในห้องโถงรู้สึกเสียวสันหลังเมื่อได้ยินคำพูดของอันอ๋องเรื่องการกวาดต้อนชาวบ้านทางใต้ของอิงเฉิงออกไป
ผู้ลี้ภัยและประสบภัยพิบัติกว่าแสนคนเดินทางไปยังเมืองหลวง มันเป็นอะไรที่ไม่สามารถควบคุมได้ในระยะเวลาสั้น ๆ
อันอ๋องมองทุกคนแล้วเอ่ยต่อ “ใช่ว่าข้าจะโหดร้าย แต่ยามนี้ข้าต้องเร่งยิงธนูเพื่อโจมตี และลูกธนูจะต้องเข้าเป้าในเมืองที่อยู่ห่างไกลออกไปกว่าแปดร้อยลี้ มีข่าวกรองเร่งด่วนแจ้งมาว่าจักรพรรดิเทียนฉีสิ้นพระชนม์แล้ว”
อันอ๋องไม่คาดว่าจักรพรรดิจะสิ้นพระชนม์เร็วถึงขนาดนี้ เดิมทีเขาคิดว่าพระองค์จะยังมีพระชนม์ชีพอยู่ต่อไปอีกสักสองสามวัน ทว่ากลับสิ้นพระชนม์อย่างรวดเร็ว
เมื่อได้ยินข่าวนั้นทุกคนก็พากันตกใจในคราวแรก จากนั้นก็มีสีหน้าโล่งใจและมองไปทางอันอ๋องอย่างมีความหวัง “ท่านอ๋อง ถ้าเช่นนั้นเรา…”
อันอ๋องเชิดคางขึ้น เขามองผ่านประตูห้องโถงออกไปไกล ๆ และเอ่ยปากอย่างทะเยอทะยาน “ข้าเป็นผู้ที่ได้รับความชอบธรรมจากจักรพรรดิผู้ล่วงลับในการสืบทอดอำนาจของแคว้นเว่ยอันยิ่งใหญ่ ส่งกองกำลังเข้าเมืองหลวง จัดการเฉิงจวิ้นอ๋อง และกอบกู้บัลลังก์ของข้าคืนมา!”
ขณะเดียวกันที่ซินเย่ เหยียนซีได้พบกับอาเอ้อร์ที่กลับมาจากเมืองหลวง
หลังจากที่อาเอ้อร์ไปถึงเมืองหลวง เขาก็ตั้งใจจะไปรายงานเรื่องทั้งหมดในซินเย่ต่อเฉิงจวิ้นอ๋อง ซึ่งตอนนี้กลายเป็นรัชทายาทแล้ว
องค์รัชทายาทประทับอยู่ที่วังตะวันออกหลังจากที่ได้รับการแต่งตั้ง ทำให้อาเอ้อร์ไม่สามารถขอเข้าเฝ้าพระองค์ได้อย่างง่ายดาย เขาต้องรออยู่ด้านนอกหลายวันจนกระทั่งเห็นโจวหงออกมา ในที่สุดจึงได้เข้าเฝ้าองค์รัชทายาท
เรื่องค้าเกลือและเหมืองเหล็กไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย ทว่าเว่ยเฉิงไม่สามารถสละเวลามาตรวจสอบได้ ตอนนั้นจักรพรรดิเทียนฉีมีรับสั่งให้ขุนนางจากทั่วทั้งแคว้นมาที่เมืองหลวง แต่ผิงอ๋องกลับปฏิเสธ บิดาผู้ให้กำเนิดเขาปฏิเสธที่จะเข้าเมืองหลวง มันกลายเป็นปัญหาใหญ่หลวงของเว่ยเฉิง หากส่งคนไปจับกุมหรือกล่าวโทษก็จะถือเป็นการไม่เหมาะสม แต่หากอ่อนข้อก็จะทำให้เหล่าขุนนางไม่เชื่อถือ และคิดว่ารัชทายาทพระองค์นี้จะอยู่ใต้อำนาจของพระบิดาหรือไม่
จักรพรรดิเทียนฉีไม่พอพระทัยมาก และรับสั่งให้จัดกองกำลังไปจับตัวผิงอ๋องกลับมาที่เมืองหลวง เว่ยเฉิงคุกเข่าขอร้องเสด็จลุงให้ไว้ชีวิตบิดาผู้ให้กำเนิดด้วยตนเอง ก่อนจะล้มป่วยลงเพราะความหนาวเย็นระหว่างที่คุกเข่าอ้อนวอนในคืนนั้น
จากนั้นก็ไม่มีผู้ใดมาขอร้องให้ผิงอ๋องอีกต่อไป กองกำลังที่จักรพรรดิทรงมอบหมายให้ไปจับตัวผิงอ๋องดำเนินการอย่างรวดเร็วและกลับมายังเมืองหลวง
ความจริงทุกคนอยู่ในอาการสับสนเล็กน้อยว่าเหตุใดจู่ ๆ ผิงอ๋องก็ขัดแย้งกับจักรพรรดิขึ้นมา เขาอยู่ในดินแดนของตนอย่างรุ่งโรจน์ แต่กลับมายังเมืองหลวงด้วยความอดสูเพราะถูกเหล่าองครักษ์จับตัวมา
ทว่าทั้งจักรพรรดิเทียนฉีและเว่ยเฉิงไม่สามารถทำอะไรผิงอ๋องได้ เพราะเขาเป็นบิดาผู้ให้กำเนิดเว่ยเฉิง สถานการณ์ยามนี้ไม่ต่างอะไรจากการถือเผือกร้อนไว้ในมือ
ในยุคนี้ ความกตัญญูถือเป็นคุณธรรมสูงสุด เพื่อหลีกเลี่ยงความสงสัย เว่ยเฉิงจึงทำได้เพียงเจ็บป่วยอยู่วังตะวันออกต่อไปเรื่อย ๆ
จักรพรรดิรับสั่งให้กักตัวผิงอ๋องไว้ที่จวนของเขาเองในเมืองหลวง ทำให้เว่ยเฉิงสามารถออกมารับหน้าเหล่าขุนนางได้ตอนที่ล่วงเข้าสู่ปลายเดือนเจ็ดแล้ว ก่อนที่จะเริ่มการสืบสวนคดีของผิงอ๋อง จักรพรรดิเทียนฉีก็ทรงพระประชวรหนักอีกครั้ง
คราวนี้เว่ยเฉิงทำได้เพียงเก็บตัวอยู่ในวังหลวง และไม่สามารถกระทำสิ่งใดได้อีกต่อไป
“คุณหนูขอรับ ตอนที่ข้าไปเมืองหลวง ข้าได้ยินมาว่าฝ่าบาทน่าจะทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ได้อีกเพียงไม่กี่วันเท่านั้น ตอนนี้ข้าออกจากเมืองหลวงมาได้สิบวันแล้ว เกรงว่าพระองค์จะทรงอยู่ได้อีกไม่นาน” อาเอ้อร์ลดเสียงให้เบาลงระหว่างเอ่ยกับเหยียนซี
เมื่อเหยียนซีได้ยินเรื่องที่จักรพรรดิเทียนฉีกำลังจะสิ้นพระชนม์ก็พึมพำออกมา “จะเป็นอย่างไรต่อไป …หากมีเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นกับจักรพรรดิจริง ๆ” เธอเคยเห็นเรื่องเช่นนี้เพียงในนิยายย้อนยุคกับละครโทรทัศน์เท่านั้น ช่วงที่จักรพรรดิองค์ก่อนกำลังจะสิ้นพระชนม์และจักรพรรดิองค์ใหม่จะครองบัลลังก์ ทุกอย่างจะตกอยู่ในความวุ่นวายไม่มากก็น้อย เว่ยเฉิงกำลังเผชิญหน้ากับบิดาที่ต่อต้านเขา ยามนี้คงเป็นเรื่องไม่ปลอดภัยสำหรับองค์รัชทายาทที่จะขึ้นครองบัลลังก์
ระหว่างที่คิดเรื่องนี้ หลิวจงเซี่ยวก็เข้ามาด้วยสีหน้าเศร้าสร้อยปนตื่นตระหนก “คุณหนู มีเรื่องเลวร้ายมากขอรับ!”
“มีเรื่องอะไรก็รายงานมาเลยไม่ต้องอ้อมค้อม!” อาเอ้อร์หันมาตำหนิเขา
“จักรพรรดิเทียนฉีสิ้นพระชนม์แล้วขอรับ!… และอันอ๋อง… ก่อกบฏ” หลิวจงเซี่ยวพูดด้วยใบหน้าซีดเซียว “อันอ๋องกำลังก่อกบฏอยู่ในอิงเฉิงขอรับ!”
ข่าวการก่อกบฏของอันอ๋องน่าตกใจยิ่งกว่าข่าวการสิ้นพระชนม์ขององค์จักรพรรดิเสียอีก!
เหยียนซีตกตะลึง เธอเป็นคนมีชะตาแบบใดกัน เหตุใดจึงต้องมาอยู่ท่ามกลางเรื่องเลวร้ายเช่นการก่อกบฏด้วย
“พี่เอ้อร์หลางเล่า… มีข่าวอะไรจากใต้เท้าบ้างหรือไม่!?” เธอคิดเรื่องนี้ทันทีเมื่อได้ยินว่ามีการก่อกบฏในอิงเฉิง ยามนี้หลิวเหิงอยู่ที่นั่น และอันอ๋องคงเป็นผู้อยู่เบื้องหลังที่ให้เรียกนายอำเภอทุกคนในเหลียวโจวไปรวมตัว อีกฝ่ายวางแผนจะจัดการกับพวกเขาด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียวหรือไม่
มันคงไม่เป็นไรหากพวกเขายอมจำนน …แต่หากไม่ยอม อิงเฉิงคงกลายเป็นสถานที่ที่ชุ่มโชกไปด้วยโลหิต เธอรู้จักหลิวเหิงมานาน ชายผู้นั้นหัวแข็งกับเรื่องใหญ่เช่นนี้มาโดยตลอด น่ากลัวว่าเขาจะไม่แม้แต่แสร้งทำเป็นยอมจำนนด้วยซ้ำ จู่ ๆ เด็กสาวก็รู้สึกเกลียดนิสัยรักคุณธรรมของอีกฝ่ายขึ้นมา
เมื่อเธอถามคำถามนี้ ผู้คนในห้องโถงต่างก็แสดงสีหน้าตกใจขึ้นมา จักรพรรดิสิ้นพระชนม์ อันอ๋องก่อกบฏ …แต่ยามนี้นายอำเภอของพวกเขาอยู่ที่อิงเฉิง!
“คุณหนู ให้ข้าพาคนเข้าไปในอิงเฉิงดีหรือไม่ขอรับ” อาเอ้อร์ไม่ได้สนใจว่าร่างกายกำลังเหนื่อยล้าจากการเดินทางไกลและไม่ได้พักผ่อน ตอนนี้เขาอยากไปช่วยผู้เป็นนายมากกว่า “ผู้เฒ่าหวูโถวส่งคนมาที่นี่ เป็นการส่งข่าวจากองค์รัชทายาทขอรับ พระองค์รับสั่งว่ายามนี้สถานการณ์ที่เมืองหลวงไม่สงบ ให้แจ้งแก่ใต้เท้าและคุณหนูว่าควรอยู่ในซินเย่เพื่อความปลอดภัยก่อนและไม่ต้องกังวลเรื่องใด ๆ”
เมื่อเว่ยเฉิงทราบข่าวการสิ้นพระชนม์ของจักรพรรดิ เขาก็ขอให้โจวหงรีบเดินทางอย่างเร่งด่วนไปส่งข่าวออกจากเมืองหลวงทันที เขาคาดการณ์ไว้แล้วว่าสถานการณ์ในเมืองหลวงจะต้องตกอยู่ในความวุ่นวาย การที่หลิวเหิงและเหยียนซีพบการลักลอบค้าเกลือ มันเป็นไปได้ว่ากำลังมีคนต้องการใช้ประโยชน์จากความไม่สงบทางการเมืองมาโจมตีเขา ดังนั้นชายหนุ่มจึงขอให้โจวหงส่งข่าวไปยังหลิวเหิงและเหยียนซีว่าทั้งสองควรอยู่ที่ซินเย่ไปก่อน ปล่อยให้เขาจัดการเรื่องนี้เพียงลำพัง เขาจะเป็นคนรักษาความสงบเรียบร้อยของที่นี่ด้วยตนเอง
แต่ใครจะคิดว่าจะมีการก่อกบฏขึ้นจริง ๆ ในเหลียวโจว
“อันอ๋องใช้ข้ออ้างใดมาก่อกบฏ” เหยียนซีถามหลิวจงเซี่ยว
“อันอ๋องกล่าวว่าเขาได้รับความชอบธรรมจากอดีตจักรพรรดิผู้ล่วงลับให้สืบทอดราชบัลลังก์ จึงต้องการกอบกู้พระราชอำนาจคืนมาขอรับ”
“ทุกคนก็มีส่วนรู้เห็นอย่างนั้นหรือ”
“ข้าได้ยินมาว่าเจ้าเมืองเหลียวโจวและคนอื่น ๆ อยู่ใต้อำนาจของอันอ๋อง พวกเขากำลังนำทัพให้เคลื่อนไปทางใต้แล้วขอรับ” หลิวจงเซี่ยวเริ่มหวาดกลัว คนเหล่านั้นจะฆ่าพวกเราหรือไม่
“ไม่มีกองทัพอยู่ที่เหลียวโจวอย่างนั้นหรือ”
“คุณหนู กองทหารพิทักษ์ดินแดนในเหลียวโจวกำลังเฝ้าระวังข้าศึกทางเหนืออย่างเข้มงวดจึงไม่อาจระดมพลมาช่วยเหลือได้ง่าย ๆ ในเวลานี้ขอรับ” อาเอ้อร์ที่เคยเป็นทหารมาก่อนจึงเข้าใจเรื่องนี้ดีที่สุด
เหยียนซีรู้สึกว่านี่เป็นเรื่องน่าเศร้าที่ไม่มีแม้แต่กองกำลังทหารที่สามารถช่วยระงับเหตุการณ์ในครั้งนี้ได้ พวกเธอจะทำอย่างไรหากกองทัพของอันอ๋องมาที่นี่เพื่อสังหารทุกคน และสิ่งที่สำคัญคือหลิวเหิง ไม่รู้ตอนนี้เขาจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร เด็กสาวกลัวว่าหากตนหนีไปกับใครสักคน แล้วชายหนุ่มกลับมาตามหาเธอ เขาจะถูกคนของอันอ๋องจับตัวไป
“หัวหน้าสวีรู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้บ้างหรือไม่” เหยียนซีคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ แผนการเฉพาะหน้าขณะนี้ทำได้เพียงเผชิญหน้าเท่านั้น และจำเป็นจะต้องหารือกับหัวหน้าสวีก่อน ยามนี้เขาเป็นหัวหน้าขุนนางทั้งหมดในซินเย่ ดังนั้นความคิดเห็นของเขาจึงสำคัญมาก
หากชายคนนั้นไม่น่าเชื่อถือ สิ่งที่เธอจะทำคือกำจัดสวีมู่เจี๋ยไม่ต่างจากที่หลี่ปี้ซู่ถูกกำจัดไปแล้ว
หัวหน้าสวีอยู่ที่โถงด้านหน้าในที่ว่าการ แน่นอนว่าเขาได้ยินข่าวทุกอย่างแล้ว รวมทั้งเรื่องการก่อกบฏของอันอ๋องด้วย เมื่อเขาส่งคนไปตรวจสอบข่าวนี้ก็ต้องขมวดคิ้ว หลังพบว่าเหยียนซีเชิญตนเองไปพบ ในช่วงเวลาที่อันตรายเช่นนี้ แม่นางเหยียนกำลังจะสร้างปัญหาอะไรอีกแล้วใช่หรือไม่
เขาไม่ต้องการที่จะไปพบนาง แต่เมื่อคิดถึงเรื่องที่เหยียนซีสามารถเรียกเก็บเงินและเสบียงจากพ่อค้าเกลือได้เป็นจำนวนมากยามภัยพิบัติคราวก่อน เขาก็ลังเลว่าควรจะไปพบอีกฝ่ายดีหรือไม่ เป็นไปได้ว่านางกำลังมีแผนการบางอย่าง และยามนี้ต้องการจะปรึกษาเรื่องนี้กับใครสักคน เด็กสาวและหลิวเหิงมีความสัมพันธ์กับผู้คนไม่น้อยในเมืองหลวง แสดงว่ายามนี้คงมีเรื่องบางอย่างที่นางต้องการจะรู้จากเขา
ตั้งแต่เหยียนซีมาถึงซินเย่ เนื่องจากมีระยะห่างระหว่างบุรุษและสตรี และหัวหน้าสวีเองก็ไม่ได้พักอยู่ในที่ว่าการ ดังนั้นคนทั้งสองจึงยังไม่เคยพบกันเลยสักครั้ง
เขาแจ้งคนอื่น ๆ ก่อน จากนั้นก็เดินทางไปยังเรือนพักชั้นใน
เหยียนซีรอที่จะพบเขาอย่างใจจดใจจ่อ เมื่อได้ยินว่าหัวหน้าสวีมาแล้ว เธอจึงลุกขึ้นยืนทักทายเขา
คนหนึ่งยืนอยู่ที่หน้าประตูห้องรับรอง ส่วนอีกคนก็อยู่ที่บันได เมื่อหัวหน้าสวีพบหน้าเหยียนซี และเด็กสาวเห็นหน้าเขา หัวหน้าสวีก็มีสีหน้าตกตะลึง