ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 322 ข้าเป็นอาของเจ้า
บทที่ 322 ข้าเป็นอาของเจ้า
หลังจากเจ้าหน้าที่แจ้งข่าวนั้นแล้ว ทหารรักษาการณ์ประตูเมืองก็สั่งให้ทุกคนหยุดทันที
ที่ประตูเมืองมีคนอยู่ราวเจ็ดถึงแปดคน บางคนดูเป็นชาวเมืองใกล้ ๆ ที่มาขนส่งพืชผักและฟืน
ไม่นาน หัวหน้ามือปราบก็มาถึงพร้อมลูกน้องของเขา แต่ไม่มีใครเคยเห็นหน้าตาของหลิวเหิงอย่างใกล้ชิดมาก่อน ดังนั้นการตามหาคนจึงเป็นเรื่องที่ยากลำบาก เมื่อมองที่ประตูเมือง เขาก็ได้แต่ขมวดคิ้วและสั่งคนอื่น ๆ “สอบถามให้ถี่ถ้วนว่าพวกเขาเป็นใครและกำลังจะเดินทางไปที่ไหน”
มือปราบหลายคนเรียงแถวเข้ามาซักถามชาวบ้านทีละคน ตอนนี้หลิวเหิงและเหยียนเฟิงเป็นคนที่อยู่ใกล้ทางออกจากประตูเมืองมากที่สุด
ทหารรักษาการณ์ประตูเมืองที่พูดคุยกับเฉวียจือเมื่อครู่นี้ รู้สึกไม่พอใจเล็กน้อยกับการทำงานของเหล่าเจ้าหน้าที่จากที่ว่าการ ทหารหน้าประตูเมืองเป็นทหารที่อยู่ใต้การบังคับบัญชาของกองทหารรักษาการณ์ มือปราบเหล่านี้ทำตัวหยิ่งยโสเข้ามาก้าวก่ายงานของพวกเขาได้อย่างไรกัน
สหายที่อยู่ข้าง ๆ รีบปรามเอาไว้เมื่อเห็นว่าเขากำลังจะก้าวเท้าออกไปทำอะไรบางอย่าง “เอาน่า คิดเสียว่าพวกนั้นมาช่วยงาน”
ทหารรักษาการณ์ประตูเมืองไม่ได้สนใจคนเหล่านั้นอีกต่อไป และเดินออกไปข้าง ๆ โดยเว้นจากจุดตรวจของตนทั้งหมด
คนที่รอจะออกจากเมืองเมื่อเห็นว่าทหารไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่เหล่านั้นจึงเริ่มหลบไปซ่อนตัวข้าง ๆ เช่นกัน
เฉวียจือออกไปรออยู่นอกประตูเมืองอย่างวิตกกังวล ชายชราเอื้อมมือไปแตะกระบี่ที่เอวเตรียมพร้อมต่อสู้ หากคนเหล่านั้นจับตัวหลิวเหิงได้ เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต่อสู้
เหยียนเฟิงดันหลิวเหิงออกไปนอกประตูด้วยความคิดไม่ต่างจากเฉวียจือ
ด้วยระยะห่างเท่านั้น มันไม่ยากสำหรับพวกเขาที่จะรีบหนีไป แต่หลิวเหิงไม่ใช่คนที่เก่งกาจด้านการต่อสู้ ดังนั้นการวิ่งหนีจึงไม่ใช่เรื่องง่าย และยิ่งมีเจ้าหน้าที่กับทหารหน้าประตูเมืองด้วยแล้ว อีกทั้งที่นี่ยังมีพลธนูอยู่บนป้อมประตู พวกเขาสามารถฆ่าคนทั้งสามที่พยายามหลบหนีได้จากระยะไกล
หลิวเหิงพบว่าตนเองช่างโชคร้ายเสียจริง ทางออกจากเมืองอยู่ห่างเพียงไม่ถึงสิบก้าว …นี่เขาจะถูกจับกลับไปอย่างนั้นหรือ
“เจ้ามาจากไหน แล้วจะไปทำอะไรนอกเมือง”
“มาจากหมู่บ้านไหนในจิ่นผิง มีคนนำทางหรือไม่”
“ไปเยี่ยมญาติ ในเวลาเช่นนี้งั้นหรือ”
มีคนอยู่ที่ประตูเมืองเจ็ดถึงแปดคน เจ้าหน้าที่ไล่สอบถามทีละคน และไม่นานพวกเขาก็มาหยุดอยู่หน้าเหยียนเฟิงและหลิวเหิง
เมื่อเห็นว่าทั้งสองเป็นชายหนุ่ม เจ้าหน้าที่จึงมองพวกเขาอยู่นานและถามเหยียนเฟิงขึ้น “เจ้ามาจากไหน และกำลังจะไปที่ใด”
เหยียนเฟิงกำหมัดแน่นและกำลังจะพูดบางอย่าง แต่จู่ ๆ ก็มีเสียงเอ่ยขึ้นมาจากในประตูเมือง “นั่นเด็กตระกูลสวีใช่หรือไม่ เหตุใดจึงไม่ไปหาอาของเจ้าเล่า”
เจ้าหน้าที่คนหนึ่งซึ่งดูเหมือนจะอายุประมาณสี่สิบปีเศษ ๆ ก้าวเข้ามา และเดินผ่านเจ้าหน้าที่หลายคนเข้าไปหาเหยียนเฟิงและหลิวเหิง จากนั้นก็ดึงตัวหลิวเหิงเข้ามาใกล้ “เจ้าคงลำบากมาก หางานใหม่ไม่ได้งั้นหรือ”
หลิวเหิงตกตะลึงไปครู่หนึ่ง ชายผู้นี้เข้าใจอะไรผิดหรือไม่? ไม่สิ จะมีเรื่องบังเอิญเช่นนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร เขาเป็นใครกันแน่ ใช่ศัตรูหรือไม่ เขาควรจะเอ่ยอะไรออกไปดี
ระหว่างที่คิดอยู่นั้น เจ้าหน้าที่คนนั้นก็ตบหัวเขาหนึ่งครั้งอย่างเป็นกันเอง “อะไรกัน อาของเจ้าส่งเจ้ามาหางานทำได้ไม่เท่าไรก็เกิดเรื่องขึ้นแล้วหรือ แล้วเหตุใดเมื่อพบข้ายังไม่ยอมทักทายอีก ไอ้เจ้าเด็กหัวแข็ง เอาแต่หาเรื่องทะเลาะกับอาตัวเองทุกสองวัน”
“ท่านอา…” หลิวเหิงมึนงงเล็กน้อยหลังถูกตบ เมื่อเห็นเหยียนเฟิงกำหมัดแน่นและกำลังจะเข้ามาโจมตี เขาก็รีบส่งสัญญาณห้ามเอาไว้ก่อน ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นแล้วเอ่ยทักทาย ตอนนี้ที่แห่งนี้ค่อนข้างมืดครึ้ม การยืนอยู่ในช่องประตูทำให้เขามองเห็นหน้าชายคนนี้ไม่ชัดเจนนัก ทว่าคน ๆ นี้ตัวเล็กนิดหน่อย… และดูเป็นคนใจดี แต่ก็จำไม่ได้ว่าเคยพบคน ๆ นี้ที่ไหนมาก่อน
เจ้าหน้าที่คนนั้นหันไปหาคนจากทางการแล้วถามขึ้น “มือปราบหนิว ท่านตามหาใครอยู่กันแน่”
เมื่อมือปราบพบว่าเป็นเจ้าหน้าที่คนนี้จึงไม่กล้าที่จะละเลยเขา เขาเป็นเพียงมือปราบเล็ก ๆ แต่ชายผู้นี้เป็นถึงผู้บัญชาการในกองทัพของอิงเฉิง ที่ได้รับการยกย่องในการทำงานค่อนข้างมาก และหลังมองหลิวเหิงก็พบว่าเขายังเด็กอยู่จึงถามขึ้น “ผู้บัญชาการเหอ เขาคือหลานชายของท่านหรือขอรับ”
“ครอบครัวของเราเป็นสหายเก่าแก่กัน เด็กคนนี้โตมาก็เอาแต่สร้างเรื่องไม่เว้นแต่ละวัน คนที่บ้านของเขากังวลใจมาก เจ้านี่ไม่เอาไหนทั้งเรื่องเรียนและการต่อสู้ ดังนั้นอาของเขาจึงขอให้คนช่วยหางานให้ทำ เขาได้งานเป็นเสมียนในร้านค้า แต่ทำได้ไม่กี่วันก็ออกมาเสียแล้ว” หลังพูดจบเขาก็หันไปทางหลิวเหิง “เมื่อวานข้าได้จดหมายจากอาของเจ้า ว่าเจ้าไม่สามารถทำงานที่ร้านค้าของตระกูลติงได้อีกต่อไป ถ้ายังไม่มีที่ไปจะกลับไปบอกอาอย่างไร หรือต้องการหางานใหม่ในอิงเฉิง ไม่งั้นก็ไปที่ค่ายกับข้าก่อนดีหรือไม่ อีกสองสามวันคนที่อาเจ้าส่งมารับเจ้าคงมาถึง”
เมื่อได้ยินมือปราบเรียกเขาว่าผู้บัญชาการเหอ หลิวเหิงก็มองไปทางทหารข้าง ๆ เขาอีกครั้ง ปรากฏว่าอีกฝ่ายเป็นทหารผู้นั้น ตอนเขามาถึงซินเย่ครั้งแรกในวันที่รับตำแหน่ง ทหารที่เขาได้พบที่หน่วยงานไปรษณีย์เหลียวผิง คือชายคนเดียวกับที่อยู่ตรงนี้ใช่หรือไม่ เขาจำได้ว่าชายคนนั้นแนะนำตัวเองว่าชื่อเหอหมิงเฉวียน
ตอนนั้นอีกฝ่ายแต่งกายด้วยชุดพลเรือนทั่วไป แต่ยามนี้เขาอยู่ในชุดเครื่องแบบของกองทัพ จึงทำให้หลิวเหิงนึกไม่ออก
เขาพึมพำขึ้นมาว่า “อาเหอ” จากนั้นก็ก้มศีรษะลงด้วยความอับอาย
เหอหมิงเฉวียนตบไหล่หลิวเหิงและพูดเสียงเบา “เป็นเรื่องดีที่คนหนุ่มจะมีความคิดเป็นของตนเอง แต่จะดื้อรั้นอย่างไรก็ควรมีขอบเขตเสียบ้าง ดูความวุ่นวายภายนอกยามนี้เสียก่อน เจ้าจะรับมือด้วยตนเองอย่างไร รีบมากับข้าเร็วเข้า อาของเจ้าเป็นห่วงมากจนผมหงอกหมดหัวแล้วรู้หรือไม่”
ระหว่างที่พูดเขาก็หันไปมองมือปราบหนิวอีกครั้ง “มือปราบหนิว เจ้าตามหาใครอยู่กันแน่ หาเจอรึยัง อยากให้ทหารช่วยตามหาอีกแรงหรือไม่”
“ไม่มีใครที่นี่ขอรับ ข้าคิดว่าเขาน่าจะยังอยู่ในเมือง” เจ้าหน้าที่หนิวลังเลเล็กน้อยและมองหลิวเหิงกับเหยียนเฟิง ใต้เท้าแจ้งว่านายอำเภอหลิวมีผู้ติดตามที่อายุประมาณสามถึงสี่สิบปีซึ่งก็คือเฉวียจือ แต่ทั้งสองเป็นชายหนุ่มทั้งคู่ ดังนั้นจึงไม่น่าจะใช่คนที่พวกเขาตามหา
พวกมือปราบรีบหันหลังกลับไปเพื่อค้นหาในเมืองต่อ แต่เดินไปได้สองสามก้าวก็หยุดชะงักแล้วหันกลับมาถามอีกครั้ง “เจ้าทำงานที่ร้านของคนตระกูลติงท่านไหนกัน” จากนั้นเขาก็ยิ้มให้เหอหมิงเฉวียนแล้วพูดว่า “ข้ารู้จักคนของตระกูลติงหลายคน อยากให้ช่วยขอร้องให้หรือไม่”
หลิวเหิงส่ายหน้าแล้วเอ่ยตอบ “ขอบคุณมือปราบหนิว ข้าทำงานที่ร้านของนายท่านติง… ช่วงนี้นายท่านติงคนที่สามอยู่ในซินเย่ตลอด คนที่อยู่ที่ร้านคือผู้จัดการติงกุ้ย… ข้าจึงทำงานที่นั่นไม่ได้” เขาพูดอย่างคลุมเครือ แต่เป็นการบอกนัย ๆ ว่าเขาถูกติงกุ้ยที่เป็นผู้จัดการบีบให้ออกจากงาน
“เคยทำงานให้นายท่านติงคนที่สามนี่เอง” มือปราบหนิวโล่งใจ เขาตั้งใจถามเช่นนั้นเพื่อทดสอบเด็กหนุ่มว่าพวกเขาไม่ได้สร้างเรื่องขึ้น เมื่อได้ยินดังนั้นจึงคิดว่าพวกเขาคงพูดความจริง ตระกูลติงเป็นคหบดีในเหลียวโจว ไม่แปลกที่จะเดินทางเข้าออกอิงเฉิง มีสมาชิกตระกูลติงมากมายที่ทำการค้าอยู่ในที่ต่าง ๆ เขารู้จักคนตระกูลติงหลายคน อีกทั้งยังรู้จักติงกุ้ยที่หลิวเหิงกล่าวถึงด้วย และรู้ว่าชายคนนั้นเป็นคนใจแคบ ทั้งยังไม่มีน้ำอดน้ำทนจริง ๆ เกรงว่าเสมียนคนนี้จะไปขัดใจเข้า
เหอหมิงเฉวียนถอนหายใจ “เจ้าไปทะเลาะกับใครเข้าอีกแล้วใช่หรือไม่ ข้าบอกแล้วไงว่า…” ระหว่างที่พึมพำเขาก็ลากหลิวเหิงออกไปจากประตูเมือง และยังหันกลับมาบอกทหารที่เฝ้าอยู่ด้วย “พวกเจ้าสองสามคนตรงนั้น ช่วยมือปราบหนิวจับตาดูคนเข้าออกด้วยล่ะ หากมีคนจากทางการมาขอตรวจสอบคนเข้าออกก็ปล่อยให้พวกเขาตรวจสอบไป”
“ขอบคุณผู้บัญชาการเหอขอรับ” มือปราบหนิวประสานหมัดเป็นการขอบคุณ จากนั้นก็หันหลังกลับไปที่เมืองเพื่อออกค้นหาคนต่อไป เมื่อพวกเขาไม่พบใครน่าสงสัยที่ประตูเมือง จึงมีความคิดว่าหลิวเหิงน่าจะยังซ่อนตัวอยู่ในเมือง
เหอหมิงเฉวียนพาหลิวเหิงและเหยียนเฟิงออกมานอกประตู เฉวียจือยังไม่กล้าแสดงตัวจึงแสร้งเดินไปตามทางของตนเอง และติดตามพวกเขาจากระยะไกล ๆ
เมื่อไปถึงค่ายทหาร เหอหมิงเฉวียนจึงปล่อยแขนหลิวเหิงแล้วยิ้มออกมา “ยินดีที่ได้พบนายอำเภอหลิว” ใบหน้าเขาสมส่วน และเมื่อยิ้มออกมาก็เผยให้เห็นฟันเขี้ยวคู่หนึ่งทำให้ดูคล้ายเสือ
หลิวเหิงโค้งคำนับทันที “ขอบคุณผู้บัญชาการเหอมากสำหรับความช่วยเหลือเมื่อครู่ขอรับ หากไม่ได้ท่านผู้น้อยคงไม่รอดเสียแล้ว”
แม้รู้กันว่าเจ้าหน้าที่พลเรือนตำแหน่งนายอำเภอจะสูงกว่าทหารในกองทัพอยู่หนึ่งขั้น แต่หลิวเหิงก็รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นถึงผู้บัญชาการ ซึ่งเทียบได้กับขุนนางขั้นหก หลิวเหิงที่เป็นเพียงขุนนางขั้นเจ็ด จึงให้ความเคารพเขาอย่างให้เกียรติด้วยการแทนตนเองว่าผู้น้อย