ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 320 วีรบุรุษกลายเป็นกบฏ
บทที่ 320 วีรบุรุษกลายเป็นกบฏ
ในที่ว่าการเวลากลางวันเช่นนี้กลับมีคนร้ายที่กล้าลงมืออย่างเปิดเผยเช่นนี้งั้นหรือ?
เมื่อหลิวเหิงแตะที่เอวก็พบความว่างเปล่า ตราประจำตัวของเขาถูกชิงไปแล้ว!
“นั่นตราของข้า!” เขาตะโกนเสียงดังและรีบวิ่งอย่างรวดเร็วเพื่อไล่ล่าคนร้าย
เมื่อเฉวียจือได้ยินว่าตราประจำตัวของหลิวเหิงถูกชิงไปจึงรีบไล่ตามไปเช่นกัน
คนที่ชุยถงเหอส่งมาไม่เคยพบสถานการณ์เช่นนี้มาก่อน เมื่อเห็นว่าหลิวเหิงและผู้ติดตามกำลังไล่ตามคนร้ายไป เขาก็รีบตะโกนขึ้นอย่างร้อนใจว่า “นายอำเภอหลิว!”
หลิวเหิงมองเฉวียจือและผู้ติดตามที่กำลังวิ่งตามร่างของผู้ร้ายตัวเล็กที่วิ่งไปตามถนน เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ยกมือขึ้นเรียกคนของเจ้าเมืองชุยแล้วเอ่ย “โปรดแจ้งแก่เจ้าเมืองแทนข้าด้วยว่าตราประจำตัวไม่ใช่ของเล็กน้อย ข้าต้องขอตามไปดูก่อน” ว่าจบชายหนุ่มก็รีบตามทุกคนไป
โจรตัวเล็กผู้นั้นวิ่งไปตามถนน สักพักก็เลี้ยวเข้าไปในถนนบริเวณนั้น โดยที่หลิวเหิงและคนของเขายังคงไล่ตามไป
เจ้าหน้าที่คนนั้นตกตะลึง… นี่มันเรื่องอะไรกัน!? คนร้ายตัวเล็กนั่นกระทำการอย่างรวดเร็ว คนของนายอำเภอก็ไล่ตามไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน ทุกคนที่มาจากซินเย่เกิดปีกระต่ายกันงั้นหรือ เขาเพียงแค่เปิดปากพูด ทว่าชั่วพริบตาเดียวคนพวกนั้นก็หายไปแล้ว
เขาไม่สามารถตัดสินใจแทนเจ้านายได้ จึงรีบกลับเข้าไปในที่ว่าการเพื่อรายงานเรื่องทั้งหมดแก่เจ้าเมือง
ชุยถงเหอรออยู่ที่เรือนพักชั้นใน และแน่นอนว่ามีคนของเขาซุ่มรออยู่เพื่อจะโจมตีหลิวเหิง
“ใต้เท้าขอรับ!” เจ้าหน้าที่รีบเข้าไปหาชุยถงเหอ เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นท่าทีรีบร้อนนั้น แต่เขาไม่สนใจจะตำหนิเจ้าหน้าที่นัก และหันไปสั่งการคนที่หลบอยู่ข้าง ๆ “ข้าให้สัญญาณเมื่อไรลงมือได้ทันที” หลังจากเอ่ยแล้วก็ยืดตัวตรง พลางจัดเสื้อคลุมให้เรียบร้อยและวางแผนจะยืนขึ้นต้อนรับ
เจ้าหน้าที่วิ่งเข้ามาแต่ไม่มีหลิวเหิงตามมาด้วย “นายอำเภอหลิวเล่า?”
“วิ่งไปแล้วขอรับ!”
“หา?” ชุยถงเหอมองด้วยความสับสน “เหตุใดจึงวิ่งหนีไปแล้ว มีข่าวรั่วไหลงั้นหรือ เช่นนั้นทำไมเขาจึงมาที่นี่…”
เป็นไปได้อย่างไรที่หลิวเหิงจะไหวตัวทันแล้วรีบวิ่งหนีไปเช่นนี้
ในตอนนั้นเองเจ้าหน้าที่จึงเพิ่งตระหนักว่าตนรายงานไม่ละเอียด “ไม่ใช่อย่างนั้นขอรับ …เขารีบวิ่งตามโจรไปแล้ว”
นี่เป็นเรื่องเลวร้ายยิ่งกว่าหลิวเหิงวิ่งหนีไปเสียอีก ชุยถงเหอชะงักไปเล็กน้อย “เจ้าว่าอย่างไรนะ!?”
“เขาไปตามจับโจรขอรับ” เจ้าหน้าที่เล่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นที่ทางเข้าบ้านพักให้อีกฝ่ายฟัง “ข้าเองก็ไม่รู้ว่าขโมยนั่นมาจากไหน มันคงบ้าไปแล้วเพราะความอดอยาก เจ้านั่นฉกกระเป๋าเงินของนายอำเภอไปกลางที่ว่าการ ในกระเป๋าใบนั้นมีตราประจำตัวอยู่ด้วยขอรับ”
“ส่งคนไปตามล่าหัวขโมยนั่นเดี๋ยวนี้! และถ้าพบนายอำเภอหลิวก็เชิญเขามาที่นี่” เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นในที่ว่าการ เขาซึ่งเป็นผู้ว่าไม่อาจเพิกเฉยได้ นอกจากนี้การที่จู่ ๆ หลิวเหิงก็ถูกปล้นทั้งที่อยู่หน้าที่พัก อย่างไรก็ยังฟังดูไม่ชอบมาพากล
กลุ่มคนถูกส่งไปตรวจสอบตามถนนที่เจ้าหน้าที่รายงาน เมื่อไปถึงก็พบว่าบริเวณนั้นมีตรอกซอกซอยจำนวนมาก แม้จะพยายามตรวจสอบจนทั่ว แต่ก็ไม่พบใครเลย
หลิวเหิงวิ่งตามโจรไปตามทางหลัก และในที่สุดก็เข้าไปหยุดอยู่ในตรอกแห่งหนึ่ง
โจรตัวน้อยหัวเราะเสียงดังและโชว์ฟันของเขา “ใต้เท้า!”
หลิวเหิงคิดอยู่แล้วว่าแผ่นหลังของเขาช่างดูคุ้นตา และหลังจากที่เห็นหน้าของอีกฝ่ายอย่างชัดเจนก็พบว่าเป็นเหยียนเฟิงอย่างที่คาดไว้จริง ๆ
เพื่อตรวจสอบเกี่ยวกับเบื้องหลังของหลี่ปี้ซู่ หลิวเหิงจึงส่งเหยียนเฟิงไปติดตามคนของเขา ตอนแรกหลิวเหิงได้ข่าวว่าหลี่ปี้ซู่ร่วมมือกับผางหลิง ทว่าเขายังต้องการตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมที่นาเกลือ
หลังจากเหยียนเฟิงรายงานว่าตนยังปลอดภัยดี หลิวเหิงก็ไม่ทราบข่าวใด ๆ อีก
แม้หลิวเหิงและเหยียนซีจะไม่ได้พูดอะไรออกมา แต่เขาก็กังวลเป็นอย่างมาก
ทันทีที่ได้พบเหยียนเฟิงในอิงเฉิง แม้จะแต่งกายซอมซ่อไปเสียหน่อย แต่หลิวเหิงก็โล่งใจเมื่อเห็นว่าเขาปลอดภัยดี
เฉวียจือก้าวเข้าไปฟาดไหล่เหยียนเฟิง “เจ้าเด็กนี่ วิ่งเร็วยิ่งกว่ากระต่ายเสียอีก!”
ทั้งสามเข้าใจกันเป็นอย่างดี มีเพียงผู้ติดตามเท่านั้นที่มองด้วยความสับสน …ยังต้องจับตัวคนร้ายอยู่หรือไม่?
เหยียนเฟิงปล่อยให้เฉวียจือฟาดเขาอยู่สองสามครั้งและเรียกหลิวเหิงว่า “ใต้เท้า” อีกครั้ง
“เจ้าพบอะไรผิดปกติงั้นหรือ” หลิวเหิงไม่คุยยืดเยื้อให้เสียเวลา หากไม่ใช่เพราะสถานการณ์เลวร้ายและมีเรื่องด่วน เหยียนเฟิงคงไม่รีบตามมาถึงที่นี่
เหยียนเฟิงพยักหน้าและเก็บรอยยิ้มไป เอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ใต้เท้า ข้าได้พบอันอ๋องขอรับ”
อันอ๋อง?
“เจ้าไม่ได้เข้าใจผิดไปใช่หรือไม่”
“ขอรับ ข้าเคยพบท่านอ๋องหลายครั้ง รูปลักษณ์ของเขาไม่มีทางผิดเพี้ยนไปจากความทรงจำของข้าได้” เหยียนเฟิงกล่าวด้วยความมั่นใจ
เหยียนเฟิงไม่ได้เอ่ยว่ารู้สึกเช่นไร เขาเพียงเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง เรื่องราวเหล่านั้นผ่านมานานแล้ว แต่เมื่อได้พบกับอดีตผู้เป็นนายอีกครั้ง เขาก็ได้รู้ว่าการฝึกฝนเพื่อเป็นหน่วยกล้าตายนั้นยังคงทิ้งเงาดำมืดไว้ในใจของตน และทำให้เขารู้สึกพ่ายแพ้โดยสัญชาตญาณเมื่อได้พบอันอ๋อง โชคดีที่เขาไม่ใช่หน่วยกล้าตายอีกต่อไปแล้ว คุณหนูบอกว่าเขาและเสี่ยวหลิ่วเป็นคนในครอบครัวของนาง และไม่ได้เป็นทหารที่ต้องตายแทนนายอีกต่อไป
“เจ้าหมายความว่า …ผู้ที่บงการหลี่ปี้ซู่คืออันอ๋องอย่างนั้นหรือ”
หลิวเหิงได้ยินเรื่องเกี่ยวกับอันอ๋องมาบ้าง ครั้งแรกคือตอนที่เหยียนซีซื้อตัวเหยียนเฟิงมา ตอนนั้นอันอ๋องถูกตัดสินโทษเพราะมีกองกำลังส่วนตัว ต่อมาจักรพรรดิก็สั่งให้จำคุกอันอ๋องอยู่ที่ศาลหลวง เพราะเห็นแก่ความดีความชอบที่เขาเคยปกป้องชายแดนทางเหนือ จึงได้ละเว้นโทษตายแก่อันอ๋อง
หากสิ่งที่เหยียนเฟิงรายงานเป็นเรื่องจริง …อันอ๋องคงจะหลบหนีจากวังหลวงมาแล้วอย่างนั้นหรือ? น่าแปลกที่ศาลหลวงยังนิ่งเงียบและไม่ออกมาตามหาตัวเขาทั้งที่เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก
ทุกวันนี้โรงน้ำชาและร้านเนื้อตุ๋นอวี่เซิ่นค่อนข้างได้รับความนิยมในเมืองหลวง แต่กลับไม่ได้รับข่าวนี้จากหวังชีและคนอื่น ๆ เลย
เป็นไปได้ว่าจักรพรรดิอาจไม่ต้องการให้ใครรู้เรื่องนี้และปกปิดข่าวทั้งหมดไว้ แต่หากอันอ๋องสามารถหลบหนีออกมาได้จริง สถานที่แรกที่อีกฝ่ายจะมาก็ย่อมต้องเป็นเหลียวโจว ดังนั้นราชสำนักก็ควรจะส่งคนมาติดตามที่นี่
เช่นนั้นความเป็นไปได้ในยามนี้คือคนที่ถูกขังอยู่ที่ศาลหลวงเป็นตัวปลอม และอันอ๋องหนีออกมาจากที่นั่นสำเร็จแล้ว
หากอันอ๋องหนีออกมาได้โดยที่จักรพรรดิและเฉิงจวิ้นอ๋องไม่รู้ตัว ก็น่ากลัวว่ามีคนของอีกฝ่ายคอยสนับสนุนเขาอยู่ที่เมืองหลวงด้วยอย่างนั้นหรือ?
“ใต้เท้า ข้าติดตามคนของหลี่ปี้ซู่ไปตลอดทาง ที่แรกคือนาเกลือซินเย่ จากนั้นก็อิงเฉิง …และได้พบกับท่านอ๋องในเวลาต่อมา” เหยียนเฟิงลังเลครู่หนึ่งแล้วกระซิบว่า “สถานที่ที่ท่านอ๋องอยู่มีการคุ้มกันแน่นหนามาก ข้าซ่อนตัวอยู่ที่นั่นแค่สองสามวันก็เกือบจะถูกพบตัว จากนั้นก็พบว่ามีคนเถื่อนทางเหนือบางคนเข้าออกที่นั่นด้วย ดังนั้นข้าจึงตามพวกนั้นออกไป”
“เจ้าหนีออกไปเองคนเดียวใช่หรือไม่ มีใครรู้เห็นเรื่องนี้อีกบ้าง” การลอบออกไปที่ชายแดนโดยไม่ได้รับอนุญาตถือเป็นอาชญากรรมร้ายแรงในฐานะกบฏ
“ตอนแรกข้าก็ไม่รู้ว่าพวกนั้นคือข้าศึกทางเหนือ ตอนนั้นแค่คิดว่าพวกเขาดูน่าสงสัย เพราะพวกเขาเอาแต่ซ่อนตัวอยู่ในจวนไม่ออกไปไหน เมื่อเห็นว่าคนเหล่านั้นออกมาจากที่นั่นข้าจึงลอบตามไป …ไม่คาดว่าคนพวกนั้นเดินไปที่ช่องเขาฮูเหล่าและออกไปยังแดนเหนือ ข้าไม่เข้าใจภาษาของคนพวกนั้น จึงได้แต่ซ่อนตัวอยู่ ต่อมาคนเหล่านั้นก็เดินทางไปประชิดชายแดนและทำท่าจะโจมตีช่องเขาฮูเหล่า เพราะกลัวว่าจะเป็นเรื่องใหญ่จนกลับเข้ามาไม่ได้ ข้าจึงรีบเข้ามายังอิงเฉิง”
เมื่อหลิวเหิงได้ยินว่าคนพวกนั้นเข้าออกจวนที่อยู่ของอันอ๋องก็รู้สึกเหลือเชื่อมาก
คนในแคว้นเว่ยรู้จักอันอ๋องในฐานะผู้พิชิตชายแดนเหนือเมื่อสิบกว่าปีก่อน เขาต่อสู้กับข้าศึกทางเหนือกว่าสามหมื่นนายในสมรภูมินองเลือด มีคนสละชีวิตที่นั่นกว่าหมื่นคน ทหารทั้งหมดที่ปกป้องชายแดนยอมสู้จนตัวตายมากกว่ายอมถอย การเสียชีวิตอย่างน่าสลดใจของทหารจำนวนมากทำให้ชาวบ้านอดไม่ได้ที่จะหลั่งน้ำตาด้วยความซาบซึ้ง และต่อมาอันอ๋องก็นำทัพเข้าต่อสู้กับพวกป่าเถื่อนทางเหนือจนศัตรูถอยร่นออกไปที่ช่องเขา
แต่ตอนนี้กลับได้ยินว่าข้าศึกเข้าออกจวนของเขาอย่างง่ายดาย …วีรบุรุษที่เคยปกป้องแคว้นยามนี้กลายเป็นกบฏไปแล้วอย่างนั้นหรือ?