ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 317 คนประหลาดในหมู่ผู้ลี้ภัย
- Home
- All Mangas
- ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย
- บทที่ 317 คนประหลาดในหมู่ผู้ลี้ภัย
บทที่ 317 คนประหลาดในหมู่ผู้ลี้ภัย
เฉวียจือไม่ได้สนใจในคราวแรก เพราะเขากำลังวุ่นวายอยู่กับการขับไล่คนแก่ ผู้หญิง และเด็ก ๆ ไปให้พ้นทาง แต่ทันใดนั้นก็พบว่าหลังจากไล่คนเหล่านั้นไป ก็มีชายชราเข้ามาใกล้รถม้าและยังมีชายน่าสงสัยอีกสองคนด้วย
คนธรรมดาควรรู้ว่าจะต้องหลีกเลี่ยงที่จะเข้ามายุ่งกับพวกเขา
รถม้าคันนี้ไม่มีที่กำบัง และไม่มีอย่างอื่นนอกจากชายแข็งแกร่งจำนวนมาก แม้คนที่จะทำการปล้นยังต้องล้มเลิกความตั้งใจ นอกจากไม่มีอาหารมาแล้วยังดูไม่ใช่คนที่จะเข้าไปปล้นได้ง่าย ๆ
ชายเหล่านั้นมองหน้ากันแล้วค่อย ๆ เคลื่อนตัวเข้ามาใกล้รถม้าโดยแฝงมากับผู้ลี้ภัยคนอื่น ๆ
แต่เพราะมีทั้งคนแก่ สตรี และเด็ก ๆ จำนวนมากรายล้อมอยู่ พวกเขาจึงไม่กล้าทำอะไรวู่วาม และไม่รู้ด้วยว่าคนสิบกว่าที่เห็นนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของกำลังทั้งหมดหรือไม่ ถึงจะโหดเหี้ยมพอที่จะลงมือฆ่าคนชราและเด็ก ทว่าคนเหล่านี้ก็ยังมีมากเกินไป
เฉวียจือตัดสินใจเปิดฉากโจมตีพวกนั้นก่อน ด้วยการฟันชายที่อยู่ใกล้ที่สุดด้วยดาบ
คนชราและเด็กที่อยู่ด้านข้างไม่คาดว่าจะมีคนถูกฟันอย่างกะทันหัน พวกเขาก็ตกใจมากพร้อมร้องลั่นวิ่งหนีไป ชายคนนั้นไม่คิดว่าเฉวียจือจะว่องไวขนาดนี้ จึงเบี่ยงตัวหลับการโจมตีแล้วตะโกนขึ้นมาว่า “ใต้เท้า!”
เขากำลังจะพูด แต่เฉวียจือไม่เปิดโอกาส ชายชรารีบโจมตีชายคนนั้นอย่างรุนแรง หมัดเร็วและแรงกระแทกออกไป ชายอีกคนที่เข้ามาช่วยก็ถูกฟันด้วยดาบที่แขนจนเลือดอาบและเห็นกระดูก เขากรีดร้องด้วยความเจ็บปวด
เมื่อพิจารณาดูแล้วก็พบว่าคนเหล่านี้มีฝีมือธรรมดา คนรอบ ๆ เมื่อเห็นเลือดและกลุ่มคนรอบรถม้าเอาอาวุธออกมา พวกเขาก็พากันวิ่งหนีด้วยความหวาดกลัว
เฉวียจือชี้ดาบไปทางชายที่ล้มอยู่บนพื้น พลางมองอีกฝ่ายที่พยายามจะหลบเลี่ยงแล้วพูดว่า “ข้าเห็นโจรแบบเจ้ามามาก หากไม่อยากตายก็หนีไปซะ! อย่าให้ดาบของข้าต้องคร่าชีวิตใครอีก”
พูดจบชายชราก็ยกดาบขึ้นสูง คราวนี้ไม่มีใครคิดว่านี่เป็นการข่มขู่ คนเหล่านั้นตกใจกลัวและรีบคลานหนีไป แม้จะต้องเกลือกกลิ้งไปกับพื้นก็ตาม
เมื่อเฉวียจือเห็นอีกฝ่ายถอยออกไป ก็เร่งรถม้าให้ไปด้านหน้าอย่างรวดเร็ว “หลีกทาง ใครขวางทางข้าจะจัดการให้สิ้น!” เขาตะโกนอย่างรวดเร็วไปตามทางหลัก ผู้ลี้ภัยเห็นม้าวิ่งมาจากระยะไกลจึงกระจายตัวหลบไปทุกทิศทาง
ไม่สามารถรู้ได้เลยว่าใครเป็นใครบ้างในเส้นทางนี้ หากทำตัวอ่อนแอก็อาจถูกล้อมเข้ามาได้
ดังนั้นเฉวียจือรีบเดินทางอย่างรีบเร่ง โดยไม่สนว่าใครจะเข้ามาขวางหน้า
โชคดีที่ความวุ่นวายเมื่อครู่ทำให้ทั้งคนแก่กับเด็กหนีไปแล้ว และไม่มีใครกล้ามาขวางหน้าอีก ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ต้องทำร้ายใคร
หลังจากวิ่งผ่านไปสักพัก เฉวียจือก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก และชะลอม้าลงเล็กน้อย “ทุกคนฟังให้ดี หากมีชายเข้ามาใกล้ก็ไม่ต้องลังเล จัดการได้ทันที”
คนทั้งหมดที่อยู่ในขบวนนี้ได้รับการคัดเลือกมาอย่างดีจากเฉวียจือและอาต้า ทุกคนล้วนแข็งแกร่งทั้งร่างกายและจิตใจ ดังนั้นเมื่อได้รับคำสั่งก็กระชับอาวุธในมือแน่น พร้อมโจมตีและเฝ้าระวังรอบด้านตลอดเวลา
“คนเหล่านั้นคือผู้สร้างความวุ่นวายในเหลียวจงงั้นหรือ” หลิวเหิงกังวลเล็กน้อย หากผู้ก่อจลาจลปะปนมากับผู้ลี้ภัยจนวุ่นวายไปทั่วทุกแห่ง คงเป็นเรื่องยากที่จะจับกุมพวกเขาได้ในเวลาสั้น ๆ
เฉวียจือส่ายหน้าและลดเสียงให้เบาลง “ใต้เท้า มีบางอย่างผิดปกติเกี่ยวกับคนเหล่านั้น ดูจากการกระทำของพวกเขา แม้จะพยายามปกปิด แต่เห็นชัดว่าคนเหล่านั้นเป็นทหาร ข้าเห็นพวกนั้นเดินไปมารอบ ๆ และส่งสายตาให้กัน ท่าทางมีพิรุธ นั่นเป็นรูปแบบการสื่อสารที่ใช้กันในกองทัพขอรับ”
หลิวเหิงขมวดคิ้วแน่นขึ้นเมื่อได้ยินว่าคนเหล่านั้นเป็นทหาร “นอกจากทหารจำนวนหนึ่ง ในเหลียวโจวก็มีเพียงกองทัพพิทักษ์เขตแดนเท่านั้นที่อยู่ที่นี่”
“พวกเขาไม่ใช่ทหารชายแดนแน่นอนขอรับ” เฉวียจือมั่นใจมาก “ถึงจะเป็นทหาร แต่ก็เห็นชัดว่าไม่เคยออกรบ และไม่เคยได้เห็นเลือดมาก่อน” คนที่เคยเห็นเลือดระหว่างการต่อสู้ในสนามรบ ต่อให้ถูกโจมตีด้วยมีดจนได้แผล แต่ก็จะไม่ล้มลงไปกรีดร้องกับพื้น ทุกคนจะยืนหยัดสู้ไม่กลัวตายตราบใดที่ยังมีลมหายใจอยู่
เขา อาต้า อาเอ้อร์ และคนอื่น ๆ ได้รับบาดเจ็บในการต่อสู้มามาก ตราบใดที่ร่างกายยังเคลื่อนไหวได้อยู่ จะต้องหาทางโจมตีคู่ต่อสู้ต่อไป และไม่มีทางล้มตัวลงแกล้งตายอย่างแน่นอน
“แล้วหากเป็นกองหนุนเล่า”
“ต่อให้เป็นกองกำลังเสริม แต่พวกเขาก็ไม่ควรจะดูไร้ทักษะถึงเพียงนั้น คนเหล่านี้ดูคล้ายทหารเกณฑ์ใหม่ที่เพิ่งประจำการได้ไม่นานขอรับ”
หลิวเหิงคิดไม่ออก หากไม่ใช่กองกำลังที่ชายแดน ก็เป็นไปได้ว่าพวกเขาจะมาเหลียวโจว
“ระวังให้มากขึ้น เมื่อไปถึงอิงเฉิงข้าจะรายงานเรื่องนี้ให้เจ้าเมืองทราบอย่างเร่งด่วน” นอกจากนี้ยังมีเรื่องที่ตรวจพบอาวุธในซินเย่ เขาต้องรายงานเรื่องนี้กับเจ้าเมืองให้เร็วที่สุดเช่นกัน จะได้เตรียมการรับมือหรือจัดการได้อย่างรวดเร็ว
ตอนนี้หลิวเหิงกำลังกังวลเกี่ยวกับกลุ่มกบฏในเหลียวจง มันจะเป็นไปได้หรือไม่ว่าเรื่องนี้เป็นแผนที่ถูกวางไว้ตั้งแต่แรก พวกเขาพบแร่เหล็กในซินเย่ และสั่งสมอาวุธเพื่อเตรียมก่อกบฏ …แต่มันไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย ผู้ก่อการจลาจลและผางหลิงที่เป็นผู้จัดการการค้าเกลืออยู่ฝ่ายเดียวกันอย่างนั้นหรือ
ยังมีหลี่ปี้ซู่อีกคน แม้ผางหลิงจะเป็นขุนนางขั้นหก แต่เขาสามารถสั่งการคนอย่างหลี่ปี้ซู่ได้อย่างนั้นหรือ
หลิวเหิงเต็มไปด้วยความสับสน มันจะต้องมีกองกำลังของกลุ่มอิทธิพลอื่นในเหลียวโจวที่เขายังไม่รู้จักอยู่อีกแน่
เจ้าเมืองชุยเองก็จะสมรู้ร่วมคิดในเรื่องนี้ด้วยหรือไม่
ว่ากันว่าชุยถงเหอเป็นเจ้าเมืองเหลียวโจวมาเป็นสิบปีแล้ว เขาน่าจะรู้จักทุกคนในที่แห่งนี้ดี หากมีผู้มีอิทธิพลอื่นอยู่จริง คนกลุ่มนั้นจะสามารถซ่อนตัวจากเจ้าเมืองได้อย่างไร
น่าเสียดายที่อำนาจของเขาในตอนนี้ไม่ยิ่งใหญ่พอจะรู้เรื่องอะไรได้เลย
ทว่าหลิวเหิงก็ยังมีความคิดจะจับตาดูสถานการณ์ในครั้งนี้ต่อไป “เมื่อไปถึงอิงเฉิง แบ่งคนจำนวนหนึ่งรออยู่ที่นอกเมืองด้วย”
เพื่อประโยชน์ต่อชีวิตและการหลบหนี อย่างที่เหยียนซีเคยกล่าวกับเขา ไม่ว่าจะระวังพียงใด ชีวิตของคนเราก็ยังคงตกอยู่ในความเสี่ยงได้เสมอ
เฉวียจือตอบรับทันที เพราะสิ่งที่ได้เห็นเมื่อครู่ทำให้ทุกคนตกอยู่ในความเงียบ ตอนกลางคืนพวกเขาไม่ลงจากรถม้าและนั่งอยู่ด้านใน พร้อมห่มผ้าหนา ๆ หันหลังพิงกันไว้เท่านั้น
ระหว่างที่หลิวเหิงรีบไปยังอิงเฉิง ชุยถงเหอก็ไม่ได้อยู่เฉยเช่นกัน เขารีบไปยังจวนที่ผางหลิงเคยเข้าไปพบอันอ๋องทันที
“ท่านอ๋อง นายอำเภอจากทั่วทั้งเหลียวโจวกำลังมุ่งหน้ามายังอิงเฉิง เมื่อคนเหล่านั้นมาถึง ท่านอ๋องจะให้ทำอย่างไรต่อไปพ่ะย่ะค่ะ”
“ได้รับการตอบรับจากทุกคนแล้วใช่หรือไม่”
“นายอำเภอที่ป้อมฮูเหล่าล้มป่วยและชรามากแล้วจึงไม่สามารถเดินทางไกลได้ ดังนั้นเขาจึงส่งผู้ช่วยมาแทน ส่วนนายอำเภอซินเซียงมีผู้ก่อจลาจลมาปล้นในที่ว่าการอำเภอและถูกสังหารไปแล้ว นอกจากนั้นนายอำเภอคนอื่น ๆ ก็กำลังออกเดินทางอยู่พ่ะย่ะค่ะ อีกทั้งเจ้าหน้าที่ที่ส่งอาหารไปช่วยเหลือถูกปล้นทั้งหมด เมื่อพวกเขาได้ยินเช่นนั้นจึงได้ไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่าม และรีบมาหารือที่นี่พ่ะย่ะค่ะ”
มีการเก็บเกี่ยวพืชผลได้เพียงน้อยนิดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่เนื่องจากพวกเขาต้องสนับสนุนกองกำลังที่ชายแดนให้มีอาหารเพียงพอในการต่อสู้กับข้าศึก จึงต้องเก็บเกี่ยวในช่วงใบไม่ร่วงให้ได้มากขึ้น ทว่าก็ไม่มีพืชผลอื่น ๆ เพิ่มมาอีก
ในปีนี้แม้แต่สวรรค์ก็ยังเข้าข้างอันอ๋องให้แม่น้ำหุนทะลักเข้าท่วมชุมชน ความโกลาหลและโศกเศร้าเกิดขึ้นทุกพื้นที่ในเหลียวโจว ไม่ว่าจะได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมเสียหายหรือไม่ เมื่อผู้ลี้ภัยออกเดินทางและคนเถื่อนทางเหนือบุกโจมตี ทุกคนก็เต็มไปด้วยความระส่ำระสายอย่างไร้ทางหลีกเลี่ยง
ทางที่ดีที่สุดในการซื้อใจคนเดือดร้อนคือการเปิดคลังมอบอาหารให้พวกเขา อำเภอต่าง ๆ ยังไม่ได้เก็บเกี่ยวพืชผลได้อย่างเต็มที่ ตอนนี้ชุยถงเหอจึงแจ้งว่าพอจะมีพืชพรรณในอิงเฉิงเหลืออยู่เพื่อช่วยเหลือพวกเขา เหล่านายอำเภอจึงรีบเดินทางมาด้วยความหวัง
ต่อให้เป็นคนที่ไม่ห่วงปากท้องชาวบ้าน แต่ก็ยังต้องเดินทางมาเพื่อหวังผลประโยชน์จากอาหารเหล่านี้เช่นเดียวกัน
เหลียวโจวมีอำเภอในปกครองกว่ายี่สิบอำเภอ และนายอำเภอส่วนใหญ่อยู่ใต้อำนาจของอันอ๋อง
ทว่าในเหตุการณ์สำคัญที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ล้วนเป็นเรื่องใหญ่หลวง อันอ๋องไม่สามารถพิสูจน์ความภักดีของทุกคนได้ว่ายินดีจะร่วมงานใหญ่กับเขาหรือไม่
หลังจากหารือกันแล้ว อันอ๋องพบว่าทางที่ปลอดภัยที่สุดคือจับกุมนายอำเภอทุกคนไว้ในอิงเฉิง และเพื่อไม่ให้ข่าวลือใด ๆ รั่วไหลออกไปได้ พวกเขาจึงอาศัยการบรรเทาภัยพิบัติและระวังภัยคุกคามทางเหนือเป็นข้ออ้างในการเรียกรวมตัวนายอำเภอครั้งนี้
แน่นอนว่านี่เป็นความปรานีทางหนึ่งแล้ว หากมีนายอำเภอคนใดแข็งข้อไม่เข้าร่วมการชุมนุมครั้งนี้จะต้องถูกจัดการทั้งหมดเพื่อความปลอดภัย
อย่างนายอำเภอซินเซียงที่ปฏิเสธจะเข้ามาในอิงเฉิง เขาก็ถูกผู้ลี้ภัยสังหารที่นั่น
ในความเป็นจริง นายอำเภอซินเซียงเสียชีวิตอย่างแปลกประหลาด เขาได้ยินว่าด้านนอกมีผู้ลี้ภัยจำนวนมาก จึงไม่ได้ออกไปข้างนอกเพราะเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัย แต่เขากลับเสียชีวิตอยู่ที่จวนตนเอง
“แล้วหลิวเหิง นายอำเภอซินเย่เล่า” อันอ๋องถามขึ้น