ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 316 คำเชิญจากเจ้าเมืองชุย
บทที่ 316 คำเชิญจากเจ้าเมืองชุย
หลิวเหิงกำลังตามสืบเรื่องอาวุธ และอันอ๋องก็ได้รับแจ้งข่าวว่าหลิวเหิงได้สกัดกั้นอาวุธที่ขนผ่านซินเย่เอาไว้ได้ ไม่มีใครคาดคิดว่าคนหิวเงินเช่นเขาจะกล้ามายุ่มย่ามเรื่องของคนอื่นเช่นนี้
และมีข่าวกรองมาจากเมืองหลวงเช่นกันด้วยว่าจักรพรรดิเทียนฉีทรงประชวรหนักมาก พระอาการไม่สู้ดี และคงจะสิ้นพระชนม์ในอีกไม่ช้านี้
อันอ๋องไม่สามารถปล่อยให้หลิวเหิงมาสร้างความวุ่นวายใด ๆ ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเช่นนี้ได้ เพื่อป้องกันไม่ให้มีข่าวรั่วไหล เขาจึงรีบส่งคนไปยังหน่วยงานไปรษณีย์เหลียวผิงเพื่อปิดทางเข้าออกจากเหลียวโจวสู่ทางใต้
เมื่ออำเภอเหลียวจงและอำเภออื่น ๆ เกิดภัยพิบัติที่เขื่อน ชาวบ้านบางส่วนจึงไม่สามารถอยู่ในบ้านของตนเองได้อีกต่อไป คนเหล่านั้นเริ่มก่อการจลาจลและปล้นสะดมไปทั่วทุกหนแห่ง
เจ้าหน้าที่ในที่ว่าการทั้งหมดในเหลียวโจวต่างส่งหนังสือมาที่อิงเฉิง
แต่ชุยถงเหอเพียงส่งกองกำลังทหารให้ออกไปตามชนบท เพื่อช่วยชาวบ้านเก็บเกี่ยวผลผลิตในฤดูใบไม้ร่วงเท่านั้น
มีเพียงบางแห่งในเหลียวโจวที่รอดพ้นจากภัยพิบัติเช่นซินเย่ แต่สถานที่อื่น ๆ ในเหลียวโจวกำลังตกอยู่ในความวุ่นวาย
เจ้าหน้าที่ทางการจับกุมชาวบ้านที่ไม่จ่ายอากรตามฤดูเก็บเกี่ยว คนที่ไม่มีเงิน ไม่มีข้าวกิน และไม่มีภาระครอบครัวกัดฟันออกมาจากบ้านมาเป็นโจร อย่างไรเสียก็ดีกว่าต้องอดตาย
เจ้าหน้าที่ข่มขู่ชาวบ้าน จนผู้คนไร้ทางเลือกจำต้องอพยพออกไปเพื่อความอยู่รอด
ตอนแรกพวกเขาวางแผนเดินทางไปยังอิงเฉิง เพราะที่นั่นมีที่ว่าการเมืองเหลียวโจวอยู่ หากไปขอความช่วยเหลือที่นั่น ข่าวจะต้องไปถึงราชสำนักเร็วที่สุดอย่างแน่นอน
แต่เมื่อพวกเขาเดินทางขึ้นเหนือไปได้ครึ่งทางก็พบว่าพวกป่าเถื่อนทางเหนือกำลังรวมตัวกันอยู่ที่แนวชายแดน
ในคราวแรกกองทัพพิทักษ์เขตแดนเตรียมการให้กองกำลังไปป้องกันในที่ราบหุบเขา เพราะคิดว่าพวกคนป่าเถื่อนจะโจมตีที่นั่นและจะตรึงกำลังไว้อย่างเข้มงวด
โชคดีที่แม่ทัพไหวตัวทันและพบว่ามีบางสิ่งผิดปกติ เขาจึงตรึงกำลังทหารที่ปกป้องดินแดนเอาไว้ แม้ไม่แน่ชัดว่าพวกป่าเถื่อนทางเหนือยังมาไม่ครบหรือด้วยเหตุผลอื่นใด การปะทะกันที่นั่นจึงไม่ได้ดุเดือดมากมายนัก และเกิดการสกัดกั้นกันอยู่พักหนึ่งเท่านั้น
ที่ชายแดนเริ่มขาดแคลนเสบียง จึงมีการส่งคนไปขอความช่วยเหลือจากเมืองหลวง
เมื่อชาวบ้านได้ยินว่ากำลังมีภัยสงครามก็ไม่มีใครกล้าไปที่นั่น และรีบหันหลังกลับลงใต้ก่อนจะมุ่งหน้าเข้าเมืองหลวงทันที
ครั้งหนึ่งบนถนนหลักในเหลียวโจว มีคนพาลูก ๆ กับภรรยาเดินทางไปทางใต้พร้อมกับร้องไห้ด้วยความโศกเศร้า
คนเหล่านั้นเริ่มมีผู้ร่วมทางมากขึ้น และทุกคนต่างเดินทางลงใต้ ผู้คนก็เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็วโดยไม่ทันรู้ตัว
หลิวเหิงกลับไปยังที่ว่าการเพื่อจะรายงานเรื่องทั้งหมดให้ผู้บังคับบัญชาทราบ แต่เขากลับได้ยินข่าวความวุ่นวายที่เกิดขึ้นรอบ ๆ นี้เสียก่อน ปรากฏว่าอำเภอซินเย่นั้นสงบสุขมากเสียจนกลายเป็นพื้นที่ผิดปกติในเหลียวโจวไปแล้ว
ชุยถงเหอพบว่าเกิดความโกลาหลไปทั่วทุกแห่งหน ดังนั้นเขาจึงส่งคนไปตามตัวนายอำเภอทุกคนให้รีบไปยังอิงเฉิงโดยเร็ว เพื่อหารือเรื่องการบรรเทาภัยพิบัติครั้งนี้ และยังมีรายงานด่วนจากกองทัพอีกว่าชายแดนทางเหนือเกิดการบุกโจมตีของข้าศึก ตอนนี้การจัดสรรเสบียงเพื่อการรบก็ยังเป็นเรื่องที่ขุนนางในแต่ละพื้นที่จะต้องหารือกันด้วย
หากเหยื่อจากภัยพิบัติกำลังมุ่งหน้าลงใต้ และหากผู้ก่อเหตุจลาจลเล็ดรอดเข้าไปในซินเย่ได้ อำเภอซินเย่ก็จะตกอยู่ในความสับสนวุ่นวายเช่นเดียวกัน
หลิวเหิงเริ่มไม่สบายใจมากขึ้น เขาคิดถึงอาวุธที่ตรวจพบที่ซินเย่และไม่กล้าที่จะรอช้า ชายหนุ่มรีบพาคนออกไปยังอิงเฉิง
หลังจากเหยียนซีทราบข่าวเรื่องผู้อพยพจำนวนมากที่ถนนหลัก เธอก็กังวลเล็กน้อย และไม่มีทางจะคิดอย่างไร้เดียงสาว่าคนเหล่านั้นเพียงเดินทางไปตามทางของตนและไม่ก่อปัญหาใด ๆ จะเกิดอะไรขึ้นหากหลิวเหิงเกิดเรื่องระหว่างทาง
“ไม่ต้องห่วง ข้าจะขึ้นไปทางเหนือของซินเย่ก่อน เมื่อไปถึงแม่น้ำหุน ข้าก็จะใช้เส้นทางเล็ก ๆ เลี้ยวไปที่ถนนหลักจากที่นั่น ไม่นานก็จะเดินทางไปถึงอิงเฉิงแล้ว” หลิวเหิงปลอบใจเด็กสาว “การบรรเทาภัยพิบัติเป็นเรื่องที่สำคัญมาก หนังสือทางการจากเจ้าเมืองแจ้งว่าคลังจะเปิด เพื่อให้ชาวบ้านนำอาหารไปบรรเทาความทุกข์ยากได้ หากเป็นเช่นนั้นจริง คนที่ซินเย่ก็จะได้ไม่ต้องเกิดปัญหาอพยพเช่นที่อื่น”
หลิวเหิงเองก็ทำอะไรไม่ถูกเช่นกัน แม้เขื่อนที่ซินเย่จะไม่แตก แต่ฝนที่ตกลงมาจากพายุหลายลูก ก็ทำให้เกิดน้ำท่วมแปลงนาหลายพื้นที่ในอำเภอ ผู้คนจำนวนไม่น้อยกำลังขาดแคลนอาหารและเครื่องนุ่งห่ม อีกทั้งภาษีประจำปีที่ต้องจ่ายก็สูงเกินไป ทุกครัวเรือนแทบจะไม่เหลือข้าวสารให้กรอกหม้อ
เขาสอบถามหัวหน้าฟ่านและพบว่าซินเย่จะเริ่มหนาวเย็นมากขึ้นในเดือนเก้า …เช่นนั้นพวกเขาจะผ่านฤดูหนาวที่ยาวนานนี้ไปได้อย่างไร
หากชุยถงเหอเต็มใจจะเปิดคลังหลวงเพื่อแจกจ่ายอาหาร แม้จะไม่เพียงพอให้ทุกคนอิ่มท้อง แต่ก็ยังสามารถประทังความอดอยากไปได้ในยามวิกฤติเช่นนี้
คนที่เหยียนซีส่งไปทางใต้เพื่อซื้ออาหารเพิ่งจะออกไป และยังไม่มีการตอบกลับมาว่าหาซื้ออาหารได้เพียงพอหรือไม่
อีกทั้งเธอยังกังวลเรื่องศัตรูที่อาจจะบุกมาโจมตีด้วย
เด็กสาวได้ยินมาว่าตามกฎของการรักษาดินแดน เมื่อเกิดเหตุจำเป็น ชายที่แข็งแกร่งทุกคนในเหลียวโจวจะถูกเกณฑ์ไปรบเพื่อป้องกันดินแดน หากมีกองกำลังไม่เพียงพอที่จะปกป้องฐานที่มั่น อำเภอต่าง ๆ ที่เป็นทางผ่านไปยังที่นั่นจะไม่อาจหลีกเลี่ยงความยากลำบากนี้ได้
เหยียนซีไม่มีทางเลือกนอกจากยอมปล่อยให้หลิวเหิงออกไป และสั่งให้เหยียนหลิ่วตามไปคุ้มกันเขาด้วย แต่ชายหนุ่มปฏิเสธ แม้ที่ซินเย่จะยังคงสงบสุขดี ทว่าก็มีข่าวร้ายแจ้งมาจากรอบ ๆ ไม่เว้นแต่ละวัน จะเกิดอะไรขึ้นหากมีผู้ก่อจลาจลลอบเข้ามาในเมือง หรือมีคนเข้ามาสร้างปัญหาเนื่องจากการตรวจยึดอาวุธได้ หากไม่มีเหยียนหลิ่วอยู่คุ้มกัน สตรีตัวคนเดียวอย่างเหยียนซีจะเอาตัวรอดได้อย่างไร อย่างน้อยเหยียนหลิ่วก็ช่วยพานางหลบหนีไปอยู่ในที่ปลอดภัยได้
เขาให้เฉวียจือคัดเลือกคนที่แข็งแกร่งจำนวนหนึ่งร่วมทางไปด้วย โดยนั่งรถม้าแทนการเดินเพื่อความรวดเร็ว
เมื่อหลิวเหิงออกจากที่ว่าการอำเภอก็มีหัวหน้าสวีมาส่งที่ด้านหน้า เขาเอ่ยด้วยความกังวล “ใต้เท้า ยามนี้มีอันตรายรอบด้าน ข้าเกรงว่าการเดินทางในเวลานี้จะไม่ปลอดภัยกับท่านเท่าไหร่นัก…”
“ข้าพาคนไปเยอะและไม่มีอาหารของมีค่าอะไร ผู้ลี้ภัยทั่วไปไม่มีทางก่อปัญหาได้หรอก” หลังคารถม้าของหลิวเหิงถูกถอดออก เพื่อให้ทุกคนเห็นว่าไม่มีอาหารอะไรในนั้น
หัวหน้าสวีต้องการจะพูดอะไรอีก แต่หลิวเหิงก็ห้ามอีกฝ่ายเอาไว้ “หัวหน้าสวี เมื่อข้าเดินทางไปอิงเฉิง การปกครองที่ซินเย่ทั้งหมดขอฝากให้เจ้าจัดการด้วย เจ้าต้องเข้มงวดกับคนที่เดินทางเข้าออกเมืองให้ดี ป้องกันไม่ให้ใครบุกรุกเข้ามาได้ เจ้าเมืองกล่าวว่าจะมีอาหารให้กับชาวบ้านที่ประสบภัย แค่ได้อาหารเพิ่มมา ทุกคนก็จะสงบสุขมากขึ้น”
“เหตุใดเจ้าเมืองจึงไม่แจกจ่ายอาหารมายังอำเภอต่าง ๆ ด้วยตนเองเล่าขอรับ”
“ข้าเองก็สงสัยเรื่องนี้เช่นกัน แต่มีคนพูดกันว่าเมื่ออาหารมาถึงเหลียวจงก็มักจะถูกปล้นสะดมไปเสมอ ตอนนี้มีกบฏมากมายเต็มไปหมด และยังมีพวกข้าศึกอยู่ตามชายแดน ไหนจะผู้ลี้ภัยที่เต็มเส้นทาง ยามนี้ฎีกาก็ยังไปไม่ถึงเมืองหลวง เอาเป็นว่าข้าจะไปดูก่อน หากมีอาหารให้เราจริงและต้องการความช่วยเหลือ ข้าจะรีบแจ้งข่าวกลับมา”
หัวหน้าสวีไม่สามารถหยุดเขาเอาไว้ได้ “ใต้เท้า ท่านต้องระวังตัวให้มากนะขอรับ”
หลิวเหิงรับคำ และนำกำลังยี่สิบนายที่รายล้อมเดินทางออกจากซินเย่เพื่อไปที่ถนนหลัก เมื่อพบความวุ่นวายที่เกิดขึ้นก็ทำให้ชายหนุ่มอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา
เขาคิดว่าหากช่วยให้ผู้คนลืมตาอ้าปากได้ ต่อไปผู้คนจะไม่ขาดแคลนอาหารอีก และจะต้องมีชีวิตที่ดีขึ้น
แต่ภาพโศกนาฏกรรมที่เห็นด้วยตาตัวเองทำลายความฝันอันสวยงามของหลิวเหิงไปสิ้น ผู้คนที่เดินไปตามถนนไม่ต่างจากซากศพที่ยังเดินได้ แม้แต่เศษรากไม้ตามทางก็ถูกขุดขึ้นมาเป็นอาหารประทังความหิว
เมื่อพวกเขาเห็นขบวนของหลิวเหิง โดยเฉพาะเมื่อเห็นว่ามีอาชาแข็งแกร่งกำลังลากรถม้ามาตามทาง บางคนที่มีดวงตาเขียวคล้ำก็เริ่มเคลื่อนไหว แต่เมื่อพวกเขาพบว่าเฉวียจือกับคนอื่น ๆ ห้อยดาบที่เอวและท่าทางมีทักษะการต่อสู้ คนเหล่านั้นก็ไม่กล้าเข้ามาก่อปัญหา
สตรีและเด็กเข้ามาคร่ำครวญและอ้อนวอนเสียงดัง “นายท่าน โปรดช่วยพวกเราด้วยเถิด เมตตาคนยากไร้ขาดแคลนด้วยเจ้าค่ะ!”
เฉวียจือใช้ไม้ไล่คนเหล่านั้นออกไป “หลบไป! ไม่เห็นหรือว่าพวกเรามีเพียงขบวนว่างเปล่า พวกเราก็ต้องการความช่วยเหลือเช่นกัน!”
หลังจากที่พูดเช่นนี้ คนอื่น ๆ ที่เห็นว่ารถของเขาว่างเปล่าจริง ๆ ก็เข้ามาขวางน้อยลง
แต่ก็ยังมีผู้คนมากมายโดยเฉพาะผู้หญิงและเด็กติดตามรถม้าของหลิวเหิงไปตลอดทาง
เฉวียจือขมวดคิ้วเมื่อเห็นว่ามีชายสองคนลากเกวียนที่มีผู้สูงอายุและเด็กมาทางรถม้า “ใต้เท้า มีบางอย่างผิดปกติขอรับ”
หลิวเหิงไม่เคยพบเจอสถานการณ์เช่นนี้มาก่อน จึงมองเฉวียจือด้วยความสงสัย
“เกรงว่าจะต้องมีเหตุนองเลือดเกิดขึ้นขอรับ” เมื่อชายคนหนึ่งเข้ามาใกล้รถม้า เฉวียจือก็เอาดาบออกมาแล้ววิ่งไปฟันชายคนนั้นด้วยดาบเดียว