ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 314 เรื่องเลวร้ายที่ไม่อาจหวนกลับ
- Home
- All Mangas
- ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย
- บทที่ 314 เรื่องเลวร้ายที่ไม่อาจหวนกลับ
บทที่ 314 เรื่องเลวร้ายที่ไม่อาจหวนกลับ
หลิวเหิงยืนอยู่ที่ทางเข้าหุบเขา เฉวียจือและอาต้านำคนประมาณสิบคนแยกออกมาเพื่อคอยคุ้มกันเขา ส่วนคนอื่น ๆ ทำตามคำสั่งด้วยการแยกออกเป็นสองกลุ่ม และกระจายออกไปทั้งซ้ายขวาเพื่อสำรวจพื้นที่
สักพักหนึ่งก็มีคนร้องเสียงดังขึ้น “อ๊ากกกก”
คนขวัญอ่อนรีบคลานออกมาจากหุบเขา ใบหน้าของเขาซีดเซียวด้วยความหวาดกลัว “ใต้เท้าขอรับ ตายหมดแล้ว!!… อ่อก!…”
ทันทีที่ชายคนนั้นเริ่มอาเจียนออกมา ดูเหมือนว่าคนอื่น ๆ ก็เริ่มทนไม่ไหวเช่นกัน คนอื่น ๆ เริ่มหันไปอาเจียนจนได้ยินเสียงคนอาเจียนดังเป็นครั้งคราวรอบ ๆ
เฉวียจือและอาต้ามองหน้ากัน ทั้งคู่ทราบว่านี่เป็นเรื่องจริงตามที่ได้รับรายงาน
หลิวเหิงและคนอื่น ๆ ล้วนเป็นเพียงพลเรือน คนตายที่พวกเขาพบมากสุดคงไม่เกินสองสามคนที่หมู่บ้าน
แต่เขาสองคนเคยอยู่ในสมรภูมิรบนองเลือดมาก่อน ที่นั่นเต็มไปด้วยศพกองพะเนินเป็นภูเขาและโลหิตหลั่งไหลราวกับทะเล
ทันทีที่ได้กลิ่นเหม็นโชยขึ้นมาจากหุบเขานี้ ทั้งสองก็รู้ได้ทันทีว่าสิ่งนี้คือกลิ่นศพ แต่หลิวเหิงยังต้องการลงมาสำรวจ พวกเขาจึงไม่สามารถแบ่งกองกำลังออกเป็นสองกลุ่มในพื้นที่เสี่ยงเช่นนี้ได้ ดังนั้นจึงทำได้เพียงให้ทุกคนร่วมลงมาสำรวจด้วยกันเท่านั้น
เมื่อลงมาแล้วก็ไม่พบว่ามีศพ จึงเริ่มสงสัยว่าต้นตอของกลิ่นมาจากที่ใด
ในที่สุดตอนนี้ก็ได้รู้แล้ว
ในซากปรักหักพังทางซ้าย มีศพมากกว่ายี่สิบศพนอนกระจัดกระจายอยู่บนพื้น ดูจากเสื้อผ้าที่ล้วนเป็นผ้าเนื้อหยาบสีตุ่น ก็รู้ได้ว่าน่าจะเป็นชาวบ้านที่ขึ้นมาทำงานบนเขา
เฉวียจือสวมผ้าปิดจมูก เข้าไปพลิกศพที่ยังดูดีขึ้นมา และพบว่าพื้นที่ด้านล่างศพเป็นโคลนสีน้ำตาลเข้ม บนตัวศพมีบาดแผลถูกแทงทะลุอกจากด้านหลังจนทำให้เสียชีวิต
“ใต้เท้าขอรับ ในถ้ำหลังกองหินนี้… เกรงว่าจะมีอีกมาก” หลังจากตรวจสอบเสร็จแล้วเฉวียจือก็ออกมารายงาน
ในขณะนี้หลิวเหิงยืนอยู่หน้ากองศพ ใบหน้าของเขาเองก็ซีดเซียวเช่นกัน ตอนนี้เขาพยายามข่มใจไม่ให้ตื่นตระหนกเหมือนหน่วยรักษาการณ์ แต่ก็ยังรู้สึกได้ถึงความเย็นเยียบที่มือและเท้าของตนเอง
“ขุดขึ้นมาดู!” อาต้าพูดก่อนจะเอาไม้ท่อนหนาบนพื้นมางัดหินออก
เมื่อมีผู้นำแล้ว คนงานคนอื่น ๆ ก็รู้สึกมีกำลังใจขึ้นมาเล็กน้อย คนใจกล้าเริ่มมองหน้ากันและเริ่มทำตามเฉวียจือ พวกเขาปิดปากกับปิดจมูกพร้อมทำเสียง ‘ฮึบ!’ ให้กำลังใจตนเอง แล้วเอาจอบไม่ก็เสียมที่กระจายอยู่ขึ้นมา ก่อนจะก้าวเข้าไปช่วยตักหินออก
หลังจากงัดหินก้อนใหญ่ออกไปได้ก้อนสองก้อน กลิ่นเหม็นเน่าก็ยิ่งส่งกลิ่นออกมามากขึ้น ไม่ช้าหลุมลึกก็ถูกเปิดออกมา
เห็นได้ชัดว่าทางเข้าถ้ำนี้เป็นทางเข้าเหมืองเหล็ก เฉวียจือใช้ท่อนไม้มาเป็นคบไฟ ชายชราเดินเข้าไปด้านในพร้อมกับอาวุธพร้อมสู้ในมือหนึ่ง และอีกมือถือคบไฟ พร้อมเข้าไปสำรวจด้านใน
แม้จะพบศพจำนวนมาก แต่เขาก็อดไม่ได้ที่จะระแวดระวัง
หลิวเหิงเดินตามเขาเข้าไป แต่เฉวียจือหันกลับมาขวาง “ใต้เท้า อย่าเข้ามาขอรับ …ภายในมีแต่คนตาย” และยิ่งไปกว่านั้น ดูเหมือนว่าพวกเขาจะเป็นชาวบ้าน ที่จากหมู่บ้านมาทำงานบนภูเขา
หลิวเหิงไม่ได้เข้าไป แต่เขาก็ยังเห็นบางสิ่งขณะที่ยืนอยู่ที่ทางเข้าในระยะหนึ่งเมตร
ที่สะดุดตาคือศพบริเวณปากถ้ำ ศพนี้ก่อนสิ้นใจเขาคงพยายามคลานออกมาจนถึงปากถ้ำอย่างเห็นได้ชัด แต่เมื่อจะปีนมาถึงทางออกกลับถูกหินขวางเอาไว้ จนไม่สามารถออกไปได้ สุดท้ายจึงสิ้นใจเพราะมีเลือดออกจำนวนมาก
ใบหน้าของเขาอ่อนวัย น่าจะอายุไม่เกินสิบเจ็ดหรือสิบแปด สีหน้าเต็มไปด้วยความสิ้นหวังและเจ็บปวด ปากของเขายังเปิดอยู่ราวกับกำลังพยายามตะโกนอะไรบางอย่างก่อนสิ้นใจ เล็บมือทั้งสองข้างเปิดและมีเลือดสีน้ำตาลแห้งกรังติดอยู่ เขานอนอยู่ใกล้ปากถ้ำ เป็นไปได้ว่าจะมองเห็นแสงลอดเข้ามาจากด้านนอก แต่คงทำได้เพียงนอนมองมันอย่างสิ้นหวังเท่านั้น
สำหรับชายหนุ่มคนนี้ เขาเองก็มีภรรยาและลูกน้อยกำลังรอคอยอยู่ที่หน้าประตูบ้านในทุก ๆ วันเช่นกันหรือไม่
ในฐานะเสาหลักของครอบครัว บิดาและมารดาผมหงอกขาวคงรอบุตรชายเช่นเขากลับไปอยู่เหมือนกันไม่ใช่หรือ
ใครจะคาดคิดว่าไม่มีเส้นทางให้พวกเขาได้หวนกลับบ้านอีก จากการออกมาทำงานหาเลี้ยงชีพในครั้งนี้
ทางเข้าถ้ำถูกเปิดออก กลิ่นเหม็นเน่าโชยออกมา ลมฤดูใบไม้ร่วงพัดพาใบไม้ให้ร่วงหล่น หมุนวน แล้วก็พัดออกไป
ทุกคนรู้สึกชาไปทั้งร่างและขนทั้งตัวตั้งชัน
นี่มันนรกบนดิน ไม่มีคำอธิบายใดที่ชัดเจนไปมากกว่านี้อีกแล้ว!
เมื่อดูจากสถานการณ์แล้วก็เดาได้ว่าพวกเขาถูกผลักดันให้เข้าไปทำงานในถ้ำเพื่อขุดเอาหินออกมา จากนั้นก็มีคนตามมาจากด้านหลัง สังหารชาวบ้านบางส่วนที่ทำงานอยู่ในนั้น หลังจากนั้นฆาตกรก็ออกมาที่ปากถ้ำและทุบหินปิดทางเข้าออกทั้งหมด
แล้วคนยี่สิบกว่าที่นอนอยู่ด้านนอกเล่า?
พวกเขาอาจจะถูกสั่งให้ไปขนของ หรือเพียงแค่อยู่ผิดที่ผิดเวลาเท่านั้น
หลังจากเห็นว่าทางเข้าออกถ้ำถูกปิดและเพื่อน ๆ ถูกฝังอยู่ในนั้น หรือได้ยินเสียงร้องตะโกนขอความช่วยเหลือ จึงพยายามเข้ามาเปิดปากถ้ำออก แต่ก็ถูกสังหารที่หน้าถ้ำเมื่อคนร้ายมาพบเข้า
“ที่นี่เป็นเหมืองเหล็ก” อาต้าชี้ไปที่ก้อนหินข้างถ้ำและเดินไปหยิบหินสีเขียวเข้มขึ้นมา “ข้าเคยเห็นหินแบบนี้มาก่อน มันสามารถนำไปถลุงเป็นเหล็กได้ขอรับ”
“เพราะเราไม่ให้คนส่งอาวุธได้ในเมือง ทำให้พวกมันกลัวจะถูกจับได้จึงสังหารคนงานปิดปากอย่างนั้นหรือ”
แม้ไม่ใช่ทางตรง …แต่เขาก็เป็นหนึ่งในคนที่ทำให้ชาวบ้านต้องตายด้วยใช่หรือไม่
เฉวียจือส่ายหน้าแล้วเริ่มพูดต่อ “ใต้เท้า เกรงว่าคนพวกนั้นจะวางแผนฆ่าปิดปากชาวบ้านทุกคนเอาไว้อยู่แล้วขอรับ ดูเหมือนจะมีกลิ่นเหม็นเน่าอยู่ทั่วทั้งถ้ำ แม้อากาศในนั้นจะค่อนข้างร้อน แต่ก็เกรงว่าจะอยู่อย่างนี้ได้ไม่เกินสิบวัน”
อาต้าพยักหน้าเห็นด้วย “พวกที่เสียชีวิตที่ทางเข้าก็น่าจะตายไปได้เจ็ดหรือแปดวันแล้ว พวกสารเลวนั่นคงตั้งใจจะหยุดทำเหมืองแล้ว ดังนั้นจึงสังหารทุกคนทิ้งเพื่อปิดให้เรื่องนี้เป็นความลับขอรับ”
หลังจากตรวจสอบพร้อมพบว่ามีการขนอาวุธ หลิวเหิงก็เริ่มสืบสวนและติดตามมาจนถึงที่นี่ทันที เวลาผ่านไปเพียงห้าวันเท่านั้น คนเหล่านี้ต้องใช้เวลาสองสามวันในการขนของลงไปถึงตัวเมืองซินเย่ น่ากลัวว่าพวกนั้นวางแผนจะฆ่าทุกคนอยู่แล้วจริง ๆ หลังจากขุดเหล็กชุดสุดท้ายเรียบร้อยในช่วงเช้า
พวกคนโหดเหี้ยมอำมหิตเหล่านั้น …ฆ่าคนหลายพันคนที่นี่ได้อย่างโหดเหี้ยมไร้ความปรานี
หลิวเหิงสูดหายใจเข้าลึก ๆ “ถ้าเป็นเรื่องจริง ฆาตกรคงจะต้องมีอาวุธจำนวนมาก อาวุธที่ตรวจยึดได้นั้นคงเป็นเศษเสี้ยวหนึ่งของทั้งหมด ค้นหาให้ทั่วบริเวณนี้!”
หลังจากรับคำสั่ง ทุกคนก็รีบช่วยกันออกค้นหาอย่างระมัดระวังด้วยความกลัว
หลิวเหิงพูดเสียงดังขึ้นว่า “หนี้แค้นครั้งนี้มีเจ้าของและผู้ที่ต้องชดใช้ หากคนตายเหล่านี้ยังรู้สึกอะไรได้ พวกเขาคงต้องการแก้แค้นคนชั่วที่ลงมือทำเช่นนี้กับพวกเขา พวกเรามาที่นี่เพื่อช่วยให้พวกเขาได้รับความยุติธรรม พวกเขาต้องรู้สึกขอบคุณแน่ อย่าได้กังวลใจ!”
อาต้าเองก็เอ่ยเสียงดังด้วยเช่นกัน “เงยหน้าขึ้น เชิดหน้าเข้าไว้ ผู้กล้าหาญจะหวาดกลัวเมื่อเผชิญหน้ากับคนตายงั้นหรือ!”
ทั้งสองช่วยกันปลอบโยนและพูดเสริมกำลังใจให้กับกองกำลังของตนเอง หลังจากที่มองหารอบ ๆ ถ้ำในหุบเขา ในที่สุดก็ได้พบอาวุธกองอยู่ด้านใน
เฉวียจือและอาต้าคิดว่าอาวุธปริมาณเท่านี้น่าจะเพียงพอสำหรับกองกำลังสองถึงสามพันคน ทั้ง ๆ ที่คนเหล่านี้เป็นเพียงพลเรือนไม่สามารถผลิตอาวุธใช้งานเองได้ นอกจากเป็นรับสั่งของจักรพรรดิ
มีคนค้นพบทางออกจากหุบเขานี้อีกทาง และยังมีรอยรถม้าที่ยังใหม่มากอีกด้วย
หลิวเหิงขอให้คนพาเติ้งโก่วจื่อกลับไปรายงานเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น และฝากแจ้งให้หัวหน้าหมู่บ้านไปแจ้งครอบครัวผู้เสียชีวิตทั้งหมดด้วย
มีคนตายจำนวนมากเกินไปในหุบเขานี้ เกรงว่าร่างส่วนใหญ่จะไม่สามารถเก็บกู้กลับไปที่บ้านได้ คงจะดีกว่าที่จะฝังพวกเขาไว้ที่นี่ แต่หากครอบครัวต้องการให้ส่งศพกลับบ้าน ก็สามารถนำโลงศพมาขอรับศพได้เช่นกัน
เติ้งโก่วจื่อไม่สามารถเห็นภาพที่เกิดขึ้นได้ด้วยตาตัวเอง แต่กลิ่นเหม็นเน่าและการได้ยินว่าตรงหน้านี้คือนรกบนดินก็ทำให้เขาตกใจมากจนถึงกับต้องผงะถอยหลัง และต้องอาศัยมือของใครบางคนช่วยพยุงออกไป มีเพื่อนบ้านในหมู่บ้านของเขาหลายคนทำงานอยู่ที่นี่ พร้อมต้องพบกับจุดจบที่น่าเศร้าในหุบเขานี้
หลังจากส่งคนกลับไปรายงานเรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว หลิวเหิงก็พาเฉวียจือ อาต้า และคนที่เหลือเดินทางไปตามเส้นทางออกนอกหุบเขา เพื่อสำรวจว่าถนนสายนี้กำลังพาพวกเขาไปที่ใด