ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 313 หุบเขาเงียบสงัด
บทที่ 313 หุบเขาเงียบสงัด
เมื่อเติ้งโก่วจื่อได้ยินคำถามของหลิวเหิงเกี่ยวกับทางขึ้นไปบนภูเขา เขาก็พยักหน้าทันทีอย่างไม่หยุดลังเล “ข้าจำได้ขึ้นใจและคิดถึงมันอยู่ทุกวันขอรับ”
ตั้งแต่ตาเสียหาย เขาก็คิดวนเวียนอยู่ทุกวันว่าหากไม่ไปที่นั่น เรื่องทั้งหมดคงไม่เป็นเช่นนี้
เขาใช้ชีวิตแต่ละวันผ่านไปด้วยความเสียใจ และแทบจะเดินขึ้นเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่ภายในหัวของตนเอง
ทุกวันเขาจะเฝ้าคิดถึงวันที่แบกตะกร้าสานขึ้นหลัง ก่อนจะปีนเขาขึ้นไป ค้างแรมที่ถนนหลักในป่าทึบ และเดินต่อไปทั้งวันก็จะไปถึงหุบเขาอันมืดครึ้ม
หลังหลิวเหิงได้ยินเติ้งโก่วจื่อเล่าว่าจะต้องค้างคืนในป่า เขาจึงคิดว่าตนคงไม่สามารถกลับไปยังที่ว่าการอำเภอได้ในวันนี้ ชายหนุ่มส่งคนไปแจ้งข่าวกับเหยียนซีว่าจะพักเตรียมตัวที่เป่ยหยวนหนึ่งคืน
เพื่อสนับสนุนหลิวเหิง เหยียนซีจึงขอให้หน่วยลาดตระเวนที่มีฝีมือและคนของบ้านนายอำเภอเตรียมอาหาร ของแห้ง และของใช้จำเป็นอื่น ๆ ติดตามชายหนุ่มไปบนเขาด้วย
วันต่อมาหลิวเหิง เฉวียจือ อาต้า ก็ได้นำคนหลายร้อยคนขึ้นเขาไปโดยการนำทางของเติ้งโก่วจื่อ
ในหุบเขาเป็นหน้าผาและป่ารกทึบ แม้ฟังจากการบอกเล่าแล้วจะไม่ได้ลำบากมากนัก แต่การเดินเข้าไปในป่าก็ทำให้เหน็ดเหนื่อยมากอยู่ดี
พวกเขาเห็นชัดว่ามีคนจำนวนมากจากในหมู่บ้านใช้เส้นทางนี้ขึ้นไปบนเขา เพราะมีร่องรอยของการเหยียบย่ำขึ้นไปตามทาง พวกเขาเดินตามรอยเหล่านั้นไป เติ้งโก่วจื่อสายตาพร่าเลือน นอกจากถนนที่มีอยู่แล้ว เขาจึงมีหน้าที่แค่บอกว่าต้องเลี้ยวซ้ายหรือขวา และค่อย ๆ ปีนขึ้นสันเขาไปตามความทรงจำ ก่อนจะค่อย ๆ สำรวจเส้นทางข้างหน้าอย่างช้า ๆ
โชคดีที่ยังพอเหลือร่องรอยของคนที่เดินทางขึ้นเขาก่อนหน้าให้ตามไปบ้าง เฉวียจือที่เป็นคนมีประสบการณ์จึงสามารถตามรอยเหล่านั้นไปได้อย่างรวดเร็ว
ช่วงนี้หลิวเหิงผูกกระสอบทรายไว้กับตัวและวิ่งทุกวันเพื่อฝึกฝนร่างกายภายใต้การดูแลของเหยียนซี นอกจากนี้เขาก็ยังฝึกวิชาหมัดมวยกับเหยียนเฟิง เฉวียจือ และคนอื่น ๆ เพื่อเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแกร่ง ทำให้ตอนนี้ชายหนุ่มมีพละกำลังเพิ่มขึ้นมาก
พวกเขาเดินทางรอนแรมไปตามป่าลึกอยู่ทั้งวัน ก่อนที่จะหยุดพักที่ข้างหินก้อนใหญ่
เติ้งโก่วจื่อกล่าวว่าเมื่อเขาเดินตามนายหน้าขึ้นไปบนภูเขา ก็พักค้างแรมที่หินก้อนใหญ่ซึ่งดูคล้ายกับกำแพงหินในป่า
หลิวเหิงมองสำรวจหินขนาดใหญ่ตรงหน้า และพบร่องรอยของการจุดฟืนไฟ จึงรู้ทันทีว่าเป็นที่นี่ที่ผู้คนมักจะมาค้างแรม หินนี้มียอดยื่นออกมาด้านหน้า ส่วนฐานเว้าลงไปทำให้น้ำฝนไม่สามารถชะล้างร่องรอยเหล่านี้ได้ จนเหลือซากกองไฟให้เห็น
เป็นโชคดีของพวกเขาที่หลังพายุผ่านไปอากาศก็ดีมาก บนภูเขาไม่มีโคลนตมอีกต่อไป ทำให้เส้นทางค่อนข้างราบรื่น
เติ้งโก่วจื่อคุ้นเคยกับเส้นทางเหล่านี้มากจริง ๆ หลังออกจากโขดหินนี้แล้วก็สามารถนำทางทุกคนขึ้นไปที่หุบเขาได้ “ใต้เท้าขอรับ ข้าจำได้ว่าหุบเขานี้มืดมาก แต่จะสามารถได้กลิ่นคาวของน้ำทะเลเมื่อไปถึงเชิงเขา”
เขาเล่าขณะนำทางต่อ “ครั้งหนึ่งข้าได้คุยกับเพื่อนว่าหากมีเวลาว่างจะขึ้นไปบนเขาทางตะวันออกเพื่อดูว่ามีทะเลอยู่จริง ๆ หรือไม่ และอยากจะรู้ด้วยว่าทะเลกว้างใหญ่ไม่สิ้นสุดยิ่งกว่าแม่น้ำหุนจริงหรือ…”
ขณะที่พูดเช่นนั้นเสียงก็เบาลง เพราะในยามนี้เขาไม่สามารถมองเห็นได้แม้แต่เส้นทางข้างหน้าที่ย่างเท้าออกไปเสียด้วยซ้ำแล้ว
อาต้าที่อยู่ข้าง ๆ คอยช่วยเหลือเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายมีสีหน้าหดหู่ เขายกแขนให้อีกฝ่ายดู “พี่ชายคิดดูสิ ข้าและพี่น้องก็ถูกหักแขนเช่นกัน แต่เราก็ยังต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป เมื่อผ่านความเจ็บปวดไปได้แล้ว ทุกอย่างก็จะต้องดีขึ้น ดูข้าตอนนี้สิ มีแขนข้างเดียวก็ยังทำงานต่อไปได้”
เติ้งโก่วจื่อมักจะได้ยินเสียงคนเรียกอาต้าว่า ‘เจ้านาย’ ‘หัวหน้า’ ‘เจ้าหน้าที่’ อยู่เสมอ จึงทำให้รู้ได้ว่าเขาเป็นคนของนายอำเภอ
เจ้าหน้าที่คนนี้ไม่เคยดูถูกเขาเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งยังช่วยปลอบใจเขาอีกด้วย ช่างเป็นคนที่มีจิตใจดีเสียจริง นายอำเภอเองก็เป็นคนดีมากเช่นกัน ไม่เช่นนั้นเขาจะได้รับเลือกให้มาช่วยงานเช่นนี้หรือ
เติ้งโก่วจื่อพยักหน้ารับอย่างหนักแน่น พร้อมเดินไปข้างหน้าและสูดหายใจเข้าลึก ๆ “ข้าว่าเราจะใกล้ถึงแล้ว มีต้นหอมหมื่นลี้อยู่ใกล้ ๆ นี้ใช่หรือไม่ขอรับ”
ทุกคนก็ต่างได้กลิ่นหอมหวานของต้นหอมหมื่นลี้ไม่ต่างกัน เติ้งโก่วจื่อชี้ไปทางซ้ายแล้วเอ่ยขึ้น “ลงไปทางนี้ก็จะถึงที่หมายแล้วขอรับ”
เมื่อได้ยินว่าหุบเขาอยู่ใกล้แค่เอื้อม ทุกคนก็รีบเตรียมจะลงไปตามนั้น แต่เฉวียจือกลับขวางเอาไว้แล้วเสนอขึ้น “เรายังไม่ทราบสถานการณ์ที่นั่น ให้ข้าลงไปดูก่อนดีหรือไม่”
สถานที่ที่พวกเขาในยามนี้โอบล้อมไปด้วยป่ารกทึบ เงามืดแทบจะบดบังแสงจากท้องฟ้า หากไม่ได้พูดอะไรก็จะได้ยินเพียงเสียงของใบไม้ไหวไปตามสายลม ยิ่งลงไปตามทางที่เติ้งโก่วจื่อบอก ก็เกรงว่าในหุบเขาจะยิ่งมืดมิดเสียยิ่งกว่าเดิม
ยิ่งไปกว่านั้น จากรายงานที่หลิวเหิงรู้ มีคนทำงานอยู่ในหุบเขาสองสามพันคน จะไม่มีเสียงใดดังออกมาสักเล็กน้อยเชียวหรือ
น่ากลัวว่าจะมีการซุ่มโจมตีอยู่ด้านล่าง หากกลุ่มของพวกเขาวู่วาม อาจถูกฆ่าทันทีที่ไปถึงที่นั่น
หลิวเหิงเองก็พยักหน้ารับ และเข้าใจว่าควรจะระวังไว้ก่อน
อาต้าส่งสัญญาณให้คนที่อยู่ด้านหลังเขาเตรียมพร้อม
คนของจวนนายอำเภอเหล่านี้ได้รับการฝึกฝนวิชามากมายจากเขามาหลายเดือน พวกเขาถูกฝึกฝนให้ทำหน้าที่ต่าง ๆ ตามคำสั่งมาเป็นเวลานาน และอยู่ในระเบียบอยู่เสมอ เมื่อได้รับสัญญาณนั้นทุกคนก็เริ่มเฝ้าระวังให้กองกำลังทั้งหมดแยกย้ายไปซุ่มรอรอบ ๆ
อาต้าคุ้มกันหลิวเหิงไปที่ข้างต้นไม้ใหญ่ และดึงเติ้งโก่วจื่อเข้ามาใกล้ ก่อนจะดึงดาบออกมาเตรียมพร้อม
จากนั้นเฉวียจือที่ลงไปก็เดินกลับขึ้นมา
เมื่ออาต้าเห็นว่าไม่มีอันตรายอะไรจึงส่งให้ทุกคนลุกขึ้นจากจุดที่ซ่อนอยู่แล้วเก็บดาบเข้าไปในฝัก เขาลุกขึ้นพร้อมก้าวไปข้างหน้าและเอ่ยถามเฉวียจือ “ข้างล่างมีอะไรหรือไม่”
สีหน้าของเฉวียจือเคร่งขรึมขึ้นมาเล็กน้อย “ในนั้นไม่มีใคร แต่ข้าเกรงว่าจะเป็นเรื่องไม่ดี”
หลิวเหิงเองก็มีสีหน้าสับสนเมื่อได้ยินว่าไม่มีใครอยู่ที่นั่น “เรามาผิดที่หรือไม่” เติ้งโก่วจื่อสายตาไม่ดี ไม่แน่ว่าหลังจากผ่านไปหลายปีเขาอาจจะนำทางมาผิดที่ก็ได้
เฉวียจือส่ายหน้า “ใต้เท้า สถานที่ถูกต้องแล้วขอรับ ด้านล่างถูกถางจนโล่งและมีเตาอยู่เป็นจำนวนมาก …เพียงแต่คนหายไปทั้งหมด” เขาลังเล และเห็นได้ชัดว่าพยายามจะถ่วงไม่ให้หลิวเหิงลงไป
แต่มาถึงที่แล้วเหตุใดเขาจะไม่เข้าไปล่ะ หลิวเหิงโบกมือให้เฉวียจือ แล้วเดินลงไปข้างล่าง เมื่อเห็นเช่นนั้นชายชราจึงขอให้คนอื่น ๆ ช่วยดูแลเติ้งโก่วจื่อแล้วเดินตามชายหนุ่มไปอย่างใกล้ชิด
ยิ่งเดินลงจากเขามาเท่าไรก็ยิ่งได้กลิ่นเหม็นมากขึ้นเท่านั้น
บางคนอดไม่ได้ที่จะพึมพำขึ้นมา “นี่มันกลิ่นอะไร เหม็นเหลือเกิน”
หากไม่ใช่เพราะว่าพวกเขาเป็นบุรุษที่ถูกฝึกฝนมา ทั้งหมดคงต้องอาเจียนออกมาเพราะทนไม่ไหว
หลิวเหิงเดินตามทางลงไปที่หุบเขา สถานที่แห่งนี้เป็นแอ่งเล็ก ๆ ราบเรียบที่ถูกถางเอาไว้ ครึ่งหนึ่งของแอ่งได้รับแสงอาทิตย์ที่ค่อนข้างสว่าง นอกเหนือจากนั้นล้วนมืดมิดเพราะถูกเงาของภูเขาโอบล้อม
บริเวณที่มีแสงสว่างเป็นที่ตั้งของเตาถลุงเหล็กหลายแห่ง …แต่ยามนี้เหลือเพียงซากปรักหักพัง หลังคากระท่อมถูกทำลายเป็นรูใหญ่ บ้างก็ไม่เหลือฟางที่เคยมุงไว้อีกแล้ว เตาหลอมเหล็กเรียงตัวโค้งไปตามไหล่เขา เห็นได้ชัดว่ามีเตาอยู่อีกมากมาย
ไม่น่าแปลกใจเลยที่สามารถรองรับแรงงานได้หลายพันคน
พวกเขายืนอยู่ที่ทางเข้าแอ่ง ฝั่งตรงข้ามมีหินถูกขุดขึ้นมากองอย่างไร้ระเบียบที่พื้น ดูเป็นกองหินที่ไม่เรียบร้อยและพร้อมจะกลิ้งไปมา
เมื่อยืนอยู่ที่นั่นสายลมก็พัดพาเอากลิ่นเหม็นลอยหายไปบ้าง
“ทุกคนอย่าแตกขบวน ค่อย ๆ ตรวจสอบรอบ ๆ ให้ทั่ว” หลิวเหิงสั่ง “หากพบสิ่งผิดปกติรีบส่งเสียงเตือน แต่อย่าออกไปไกลกันนัก”
หุบเขาเงียบสงัด นอกจากเสียงนกร้องไม่กี่ตัวซ้ายขวา สายลมฤดูใบไม้ร่วงที่พัดมาก็ทำให้พวกเขาตัวชาไปเล็กน้อย คนหลายร้อยคนที่ยืนรวมตัวกันอยู่ในยามนี้รู้สึกอ้างว้างเหมือนตนเองเป็นเพียงหยดน้ำเล็ก ๆ ในมหาสมุทรกว้างใหญ่