ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 309 ความโกลาหลในเหลียวจง
บทที่ 309 ความโกลาหลในเหลียวจง
คำพูดของนายอำเภอเหลียวจงที่ร้องเรียนต่อชุยถงเหอน่าสนใจมาก
เขารีบหนีจากเหลียวจงไปยังอิงเฉิงทันทีหลังจากที่เขื่อนในเหลียวจงแตก ผู้คนต่างพากันอพยพ บางคนไปขอความช่วยเหลือยังที่ว่าการอำเภอ ทว่าเขากลับสั่งให้เจ้าหน้าที่ไล่ชาวบ้านออกไป แต่กลับเกิดความขัดแย้งขึ้นมา ผู้ประสบภัยหลายคนรวมตัวกันโจมตีที่ว่าการ เจ้าหน้าที่ทางการสองคนถูกทุบตีจนตาย
หากไม่รีบร้อนหนีออกมาเขาก็คงถูกรุมทุบตีจนตายเช่นกัน
หลังจากที่ร้องเรียนเสร็จชุยถงเหอก็ถามต่อ “ตอนนี้เกิดอะไรขึ้นในเหลียวจง”
“ใต้เท้าขอรับ สถานการณ์เลวร้าย ผลผลิตในฤดูใบไม้ร่วงเสียหาย แม่น้ำหุนทะลักเข้ามาทำลายตลิ่ง ทุ่งหนาที่อุดมสมบูรณ์ถูกน้ำท่วม…”
“แล้วเหตุใดเจ้าจึงไม่รีบทยอยเก็บเกี่ยวไปก่อนหน้านี้เล่า!”
“ข้ามองว่า… มองว่ายังมีพืชพรรณอีกมากที่ยังไม่สุกเต็มที่และไม่เหมาะที่จะเก็บเกี่ยว มันจะทำให้ผลผลิตน้อยลง… นอกจากนี้… ข้ายังไม่คาดว่าหลิวเหิงจะทำตัวน่ารังเกียจและไร้ยางอายเช่นนี้ เขาทำทีเป็นพยายามควบคุมวิกฤติ แต่กลับมีอุบายซ่อนเร้นอยู่ขอรับ”
ในสถานการณ์เช่นนี้ เจ้าหน้าที่หลายคนต้องเสียชีวิตอย่างแน่นอน นายอำเภอเหลียวจงวางแผนจะลากหลิวเหิงลงมารับผิดด้วย หากทำเช่นนั้นจะง่ายต่อเขาที่จะหลีกเลี่ยงการรับผิดเรื่องทั้งหมด หรืออย่างน้อยก็ลดความผิดของตนเองลง
เรื่องเช่นนี้ไม่สามารถเล่นงานกันอย่างตรงไปตรงมาได้
ชุยถงเหอคิดถึงสถานการณ์ทุกอย่างด้วยความโกรธเคือง ความโกลาหลในเหลียวจงคราวนี้ ทำให้ผู้คนไม่สามารถอยู่ในอำเภอต่อไปได้และต้องอพยพลงใต้
ในตอนแรกชุยถงเหอไม่ได้สนใจเรื่องนี้ แต่หลังจากที่คิดดูแล้วก็พบว่านี่เป็นโอกาสที่จะนำตัวหลิวเหิงมายังอิงเฉิง อันอ๋องเองก็ต้องการกำจัดเขาเมื่อมีโอกาสเช่นกัน
ตามคำกล่าวของนายอำเภอเหลียวจง ชาวบ้านบางคนรวมตัวกันและก่อปัญหาขึ้นแล้ว คนเหล่านี้จะทำทุกอย่างไม่เว้นแม้แต่การวางเพลิง หรือปล้นสะดมเพื่อแย่งชิงอาหาร หากคนเหล่านี้เข้าไปในซินเย่และหลิวเหิงรับมือไม่ได้ …เรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อไป
หากไม่มีหลิวเหิง ผู้ลี้ภัยทั้งหมดจะลงใต้ไปที่เหลียวโจวโดยผ่านทางหลัก ซึ่งเป็นเส้นทางที่เหมาะสมที่สุดในการเดินทาง
หลังจากคิดอยู่พักหนึ่งก็พบว่านายอำเภอเหลียวจงก็ไม่ได้นับว่าไร้ความคิดเสียทีเดียว เขาทำงานเชื่อฟังมาหลายปี ดังนั้นจึงทำได้เพียงปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามสถานการณ์เท่านั้น
ในซินเย่ยามนี้เต็มไปด้วยผู้คนพลุกพล่านและวุ่นวาย
เมื่อพ่อค้าเกลือมีส่วนช่วยในการมอบเงินและสิ่งของช่วยเหลือซินเย่ หลิวเหิงจึงยอมให้พวกเขาสัญจรในเวลากลางวันได้ จากในอดีตที่ต้องเดินทางตอนกลางคืนเท่านั้น
สิ่งนี้นับเป็นเรื่องดีสำหรับการลักลอบขนเกลือ การเดินทางตอนกลางวันปลอดภัยกว่ากลางคืนอย่างแน่นอน ยิ่งไปกว่านั้น อากาศก็เริ่มเย็นลงแล้ว พวกเขาสามารถขนส่งสินค้าได้อีกไม่เกินสองสามครั้งก็ต้องหยุดงานของปีนี้ลง
ดังนั้นพ่อค้าบางขบวนจึงเริ่มขนส่งกันทั้งวันทั้งคืนเพื่อชดเชยช่วงเวลาที่ล่าช้าเพราะพายุที่ผ่านมาด้วย
พ่อค้าบางกลุ่มที่หัวไวก็เริ่มขอเช่าพื้นที่ในโรงเก็บสินค้าของทางการไว้รอ เดิมทีพวกเขาต้องเอาเกวียนไปขนเกลือถึงนาเกลือ ทว่าคราวนี้ต้องการเร่งขนเกลือมากักตุนไว้ที่โรงเก็บสินค้าแทน จากนั้นก็ให้เกวียนและรถม้ามารับสินค้าที่โรงเก็บ และเร่งออกจากซินเย่ไปส่งให้เจ้านายเพื่อความรวดเร็ว
ด้วยวิธีนี้รถม้าและเกวียนจำนวนมากจึงสามารถขนส่งเกลือไปได้อย่างต่อเนื่องและไม่ต้องหยุดรอ
หลิวเหิงยอมรับข้อเสนอนี้ แต่เพราะพื้นที่ในป้อมรักษาการณ์มีจำกัด โดยเฉพาะตั้งแต่ทางประตูตะวันตกไปจนถึงชายทะเล ซึ่งใกล้กับนาเกลือที่มีความต้องการเช่าโรงเก็บสินค้ามากขึ้น
เพื่อตอบแทนพ่อค้าเกลือที่ส่งเงินแล้วข้าวของมาช่วยเหลือคราวก่อน หลิวเหิงจึงแบ่งพื้นที่เก็บสินค้าแก่พ่อค้าและขบวนตามรายชื่อที่มอบเงิน สิ่งของ อาหารเข้ามา อีกทั้งยังมอบหนังสือรับรองให้พวกเขาในปริมาณพื้นที่ที่ต่างกันไป
แต่แน่นอนว่ายังต้องจ่ายค่าเช่าเช่นเดิม
ทุกคนที่เข้าออกก็ยังต้องจ่ายภาษีที่ประตูตามจำนวนรถม้าและคนที่เข้าออกอยู่เช่นเดิม
เนื่องจากยามนี้ซินเย่มีหน่วยลาดตระเวนช่วยดูแลความปลอดภัยมากขึ้น และพ่อค้าบางขบวนก็เริ่มลดจำนวนคนเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย ดังนั้นพวกเขาจึงเปลี่ยนไปใช้งานป้อมรักษาการณ์ พร้อมจ้างชาวบ้านไปดูแลสินค้าแทนที่จะจ่ายค่าหัวให้คนเข้าไปดูแล เพราะค่าจ้างชาวบ้านไม่แพงเท่านำคนมาแล้วต้องจ่ายค่าเข้าเมือง เสียเงินเพียงวันละยี่สิบตำลึงเท่านั้น หากเช่าพื้นที่เก็บสินค้านาน ๆ ชาวบ้านก็จะเข้าไปดูแลสินค้าได้อย่างอิสระ อีกทั้งยังสามารถขนเกลือออกมาให้ได้ด้วย
พ่อค้าไม่ต้องผ่านประตูเมืองก็สามารถขนเกลือออกมาจากซินเย่ได้ด้วยวิธีนี้
ดังนั้นที่หน้าประตูเมืองยามนี้จึงพลุกพล่านไปด้วยผู้คนมากมาย
มีกฎอยู่ว่าชาวซินเย่ต้องใช้ทางเข้าออกทิศเหนือและใต้ ส่วนตะวันตกและตะวันออกเป็นของขบวนค้าเกลือ
แม้จะลำบากขึ้นเล็กน้อย แต่พวกเขารู้ว่าพ่อค้าเหล่านี้ออกเงินและมอบสิ่งของมาช่วยซ่อมเขื่อน ชาวบ้านจึงไม่โวยวายออกมา
ที่ประตูตะวันตก รถม้าจำนวนมากกำลังรอเข้าไปเพื่อรับเกลือออกมาอย่างหนาแน่น
แต่เนื่องจากมีรถม้าจำนวนมาก แถวที่รออยู่จึงค่อนข้างยาว
โชคดีที่เจ้าหน้าที่เริ่มชำนาญการตรวจตราและได้รับการฝึกมาอย่างดี ทุกคนรู้ว่าควรจะตรวจนับจำนวนที่ใดและขายของที่ใด ทำให้ความรวดเร็วในการเก็บเงินเป็นไปอย่างคล่องตัวและไม่ล่าช้าเกินไปนัก
“เหตุใดแถวจึงยาวขึ้นเรื่อย ๆ เช่นนี้” คนงานดูแลสินค้ามองแถวที่ยาวอย่างไม่สิ้นสุดด้วยความสงสัย
หลังจากพายุผ่านพ้นไป อากาศก็ยังคงแจ่มใส แม้เดือนแปดจะเป็นฤดูใบไม้ร่วงแล้ว แต่กลับยังร้อนยิ่งกว่าฤดูร้อน การต่อแถวทำให้รู้สึกร้อนและอึดอัดไม่น้อย
เจ้าหน้าที่บางคนเริ่มอธิบายกับเขา “เพราะอากาศยังไม่หนาวเย็น ในยามนี้ทุกคนจึงรีบตักตวงสินค้าให้ได้มากที่สุด เพราะจะได้ขนส่งกลับไปได้ปริมาณมาก ๆ เพื่อทำกำไรเพิ่มอีกขอรับ”
จากนั้นเจ้าหน้าที่อีกคนก็โบกมืออยู่ที่ริมทาง หลายคนขายน้ำถั่วเขียว น้ำเห็ดหูหนูขาว น้ำบ๊วยเปรี้ยว…
เมื่อคนดูแลสินค้าได้ยินเรื่องนั้นจากเจ้าหน้าที่ก็ไม่มีอะไรจะเถียง ทุกอย่างเป็นจริงทั้งสิ้น จากนั้นก็หันไปมองคนที่กำลังขายน้ำสมุนไพรและน้ำหวานต่าง ๆ พลางกวักมือเรียก
เรื่องการหาเงินก็ต้องยอมนายอำเภอหลิวจริง ๆ
เจ้าหน้าที่ได้ยินพ่อค้าและคนงานพึมพำก็ยิ้มออกมา “เรื่องนี้ไม่ใช่ความคิดของนายอำเภอหรอกขอรับ แต่เป็นความคิดของคุณหนู คุณหนูบอกว่าอากาศร้อนเช่นนี้คนจะเป็นลมแดดจากการรอต่อแถว จึงเป็นทางเลือกที่ดีหากจะดื่มน้ำหวานและน้ำสมุนไพร”
ยิ่งพ่อค้าได้ยินว่าเป็นความคิดของคุณหนูที่หลอกให้พวกเขาจ่ายเงินช่วยเหลือครั้งก่อนก็ยิ่งไม่แปลกใจ อีกอย่าง เครื่องดื่มเหล่านี้ก็ยังราคาไม่กี่อีแปะ ถือว่าถูกมากที่จะซื้อหามาดับกระหายและคลายร้อน
คนดูแลสินค้าซื้อน้ำหวานมาดื่ม และเจ้าหน้าที่ก็เอาน้ำหวานที่เตรียมไว้สำหรับเจ้าหน้าที่ออกมาเทและยื่นให้เพื่อนร่วมงานเช่นกัน “พี่ชาย ดื่มเสียหน่อยเถอะ”
ระหว่างที่เจ้าหน้าที่ดื่มน้ำ เขาก็พึมพำออกมาว่า “พี่ชาย ข้าได้ยินว่ายามนี้นายอำเภอยุ่งมาก แทบไม่มีเวลาไปหาผักมาขายด้วยซ้ำ เราใช้โอกาสนี้รีบ ๆ ตรวจให้ผ่านไปอย่างเร็ว ๆ ดีหรือไม่ จะได้ทำงานให้เสร็จเร็วขึ้น”
เจ้าหน้าที่ที่ถูกเรียกว่าพี่ชายเอาชามมาเคาะหัวอีกฝ่าย “กล้าขี้เกียจกับงานของใต้เท้างั้นหรือ ใต้เท้าสั่งให้ตรวจก็ต้องตรวจอย่างละเอียด ถึงจะอย่างนั้นก็เถอะ เรื่องนับจำนวนก็ทำเอาข้าจะตายอยู่แล้ว”
เจ้าหน้าที่เพียงส่ายหน้าไปมา “ข้าแค่บ่นเท่านั้น แต่ไม่กล้าทำจริง ๆ หรอกขอรับ เพราะอย่างไรงานเหล่านี้ก็จำเป็นต้องทำจริง ๆ”
“คิดเช่นนั้นถูกต้องแล้ว” เจ้าหน้าที่ที่อายุมากกว่าเอ่ยขึ้นเสียงเบา “ข้าทำงานให้ที่ว่าการมานาน ยามนี้เหลียวจงกำลังวุ่นวายมาก สองสามวันก่อนชาวบ้านต่างสับสนและอลหม่าน มีการบุกโจมตีที่ว่าการ นายอำเภอกับพวกเจ้าหน้าที่และขุนนางหนีออกกันไปหมด น่ากลัวว่าคนก่อเรื่องเหล่านั้นจะมาทางซินเย่ด้วย ดังนั้นนายอำเภอจึงได้มีคำสั่งให้ตรวจตราคนเข้าเมืองอย่างเข้มงวด”
เจ้าหน้าที่หนุ่มอายุน้อยปิดปาก เขาคงต้องตรวจตราให้ดี ไม่งั้นความวุ่นวายอาจเกิดขึ้นในซินเย่ได้ หลังจากถูกเคาะหัวไปเมื่อครู่ เขาก็ไม่กล้าคิดละเลยหน้าที่อีก พร้อมพยักหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยความเชื่อฟัง
ไม่นานนักก็มีเสียงดังขึ้น ท่าทางว่าเจ้าหน้าที่ตรวจตราจะพบบางอย่างที่ผิดปกติเข้าแล้วจริง ๆ