ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 307 เหตุใดชีวิตมนุษย์จึงได้ยากเย็นถึงเพียงนี้
- Home
- All Mangas
- ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย
- บทที่ 307 เหตุใดชีวิตมนุษย์จึงได้ยากเย็นถึงเพียงนี้
บทที่ 307 เหตุใดชีวิตมนุษย์จึงได้ยากเย็นถึงเพียงนี้
ลมพัดแรงจนแทบลืมตาไม่ขึ้น ฝนสาดกระหน่ำลงมาอย่างหนัก เมื่อหลิวเหิงได้ยินเสียงชาวบ้านที่อยู่บนเนินตะโกนขึ้นว่าเขื่อนที่เหลียวจงแตก เขาก็รีบคว้าเสื้อกันฝนและหมวกไม้ไผ่มาสวม และสั่งให้เหยียนหลิ่วดูแลเหยียนซีให้ดี ก่อนที่ตัวเองจะรีบขึ้นไปบนเนินเขา
เหยียนซีจับแขนเหยียนหลิ่วแน่น เธอรู้สึกไม่มั่นคงเล็กน้อยที่สองเท้า แม้พยายามเขย่งมองว่ามีอะไรเกิดขึ้น แต่ก็มองไม่เห็นอะไรเนื่องจากฝนตก
น้ำสีโคลนในแม่น้ำยังคงกระทบเขื่อนอย่างต่อเนื่องจนเกิดเสียงดังก้อง ส่วนอำเภอเหลียวจงที่อยู่ฝั่งตรงข้ามเยื้อง ๆ ไปตกอยู่ในความมืดมิด
จากนั้นไม่นานหลิวเหิงก็เรียกช่างฝีมือสองคนกลับมา ใบหน้าของพวกเขาเคร่งขรึมขึ้นเล็กน้อย
“ใต้เท้าขอรับ เขื่อนที่เหลียวจงแตกแล้ว… นั่นจะทำให้เขื่อนในซินเย่ของเราปลอดภัย”
หลิวเหิงพยักหน้า
ไม่มีใครสามารถพูดความรู้สึกในใจยามนี้ออกมาได้ เขื่อนที่ซินเย่ปลอดภัยแล้ว ดังนั้นจึงไม่แปลกที่จะรู้สึกมีความสุข แต่ถึงอย่างนั้น …เมื่อพวกเขานึกถึงชาวบ้านในเหลียวจงที่อยู่ฝั่งตรงข้าม ทุ่งนาอันอุดมสมบูรณ์ที่เพิ่งเพาะปลูกไปของอีกฝ่ายต้องถูกน้ำท่วม สูญเสียพืชไร่ไปจนหมดสิ้น หลังคิดเช่นนั้นแล้วพวกเขาก็หัวเราะยินดีกับตนเองไม่ออก
ในความมืดมิดอันเวิ้งว้าง สิ่งที่มองเห็นทั้งหมดคือกระแสน้ำที่ไหลอย่างรุนแรงจนเป็นเส้นสีขาว หากเขื่อนของซินเย่ไม่ได้รับการป้องกัน ผู้คนคงต้องเดือดร้อน… ทันทีที่ความคิดเหล่านี้ผุดขึ้นมา ทุกคนก็เต็มไปด้วยความหวาดกลัว
หลังจากนั้นไม่นานช่างฝีมือคนหนึ่งก็พึมพำออกมา “ขอบคุณใต้เท้าที่ทำงานอย่างหนักนะขอรับ” หลังจากได้สติช่างฝีมือคนนั้นก็คุกเข่าลงต่อหน้าหลิวเหิง “ข้าขอขอบคุณท่านในนามของชาวซินเย่ทุกคนขอรับ!”
ช่างฝีมืออีกคนที่ได้ยินเช่นนั้นก็คุกเข่าลงด้วยเช่นกัน “หากไม่ได้ใต้เท้า เขื่อนของซินเย่คงไม่ปลอดภัยเช่นนี้อย่างแน่นอนขอรับ!”
หลิวเหิงตะลึงและรีบยื่นมือไปช่วยพยุงให้ทั้งสองลุกขึ้นยืน ชาวบ้านรอบ ๆ ที่เห็นภาพนั้นต่างพากันคุกเข่าลงเพื่อขอบคุณหลิวเหิงด้วย
หลิวเหิงรู้สึกทำตัวไม่ถูก เขาเดินออกไปด้านนอกเพื่อบอกให้ชาวบ้านที่คุกเข่ากลางสายฝนอยู่ลุกขึ้น ทว่าเมื่อได้ยินเสียงกล่าวขอบคุณท่ามกลางสายฝนที่ยังคงตกลงมาบนเนินเขา เขาก็รู้สึกถึงแรงกระชากในอกของตน ความเหนื่อยล้าจากการทำงานหนักทั้งหมดคล้ายจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังจนหมดสิ้น ชายหนุ่มเข้าไปจับไหล่ชาวบ้านคนหนึ่งแล้วรีบพูด
“ผู้อาวุโสลุกขึ้นเร็วเข้า เรื่องทั้งหมดล้วนเป็นหน้าที่ของข้า ข้าต่างหากที่ต้องขอบคุณชาวซินเย่ หากไม่มีผู้อาวุโสคอยช่วยงาน การซ่อมแซมเขื่อนก็ไม่มีทางที่จะทำสำเร็จได้หรอกขอรับ มันเป็นเพราะความมั่นคงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของพวกเราทุกคน การป้องกันน้ำท่วมไม่สามารถทำได้ด้วยฝีมือของคนเพียงคนเดียว ข้าก็ต้องขอบคุณทุกท่านในนามของชาวซินเย่เช่นกัน”
เขากำมือแน่นแล้วโค้งให้กับชาวบ้านที่อยู่ตรงหน้า
เหล่าชาวบ้านรีบบอกทันทีว่าไม่เป็นไรเลย
เมื่อเห็นว่าฝนยังคงตกหนัก หลิวเหิงจึงรีบบอกให้ทุกคนไปหลบฝนในกระท่อม และให้แบ่งเวรยามตรวจตราเขื่อนอย่างเข้มงวดเช่นเดิม
เหยียนซีต้มน้ำขิงอีกครั้งและให้ทุกคนดื่มเพื่อบรรเทาความหนาวเย็น
เช้าวันรุ่งขึ้น ลมพายุลดลงเล็กน้อย หลิวเหิงนำชาวบ้านไปที่เขื่อนและในที่สุดก็ได้เห็นสถานการณ์ทางฝั่งอำเภอเหลียวจง เขื่อนของพวกเขาแตกอย่างชัดเจน มันดูเหมือนปากที่อ้าออก น้ำในแม่น้ำไหลเข้าไปตามช่องว่างนั้นอย่างเห็นได้ชัดจากฝั่งนี้ ชาวบ้านของฝั่งนั้นกำลังเคลื่อนไหวอย่างโกลาหลราวกับมดแตกรัง
ช่างฝีมือหลายคนตรวจสอบเขื่อนและเสาหินที่ใช้วัดระดับน้ำอย่างละเอียด ก่อนจะหันมารายงานกับหลิวเหิงด้วยเสียงทุ้มลึก “ใต้เท้าขอรับ ระดับน้ำลดลงแล้ว”
“ใกล้ถึงเทศกาลไหว้พระจันทร์แล้ว หลังจากพายุลูกนี้ผ่านไป คงจะไม่มีพายุพัดมาอีกแล้วในปีนี้” ช่างฝีมืออีกคนกล่าวตามประสบการณ์
พายุฝนที่ซินเย่จะพัดมาในช่วงเดือนเจ็ดและเดือนแปดของทุกปี หลังจากผ่านเทศกาลฤดูใบไม้ร่วงเดือนแปดไปแล้ว อากาศจะเย็นลง ลมตะวันตกเฉียงเหนือจะเริ่มพัด พายุที่เคยมีก็จะหายไป
และนั่นก็หมายความว่าภัยพิบัติน้ำท่วมของซินเย่ในปีนี้ผ่านพ้นไปแล้วอย่างปลอดภัย!
หลิวเหิงถอนหายใจด้วยความโล่งอก ตราบใดที่สวรรค์ช่วยประทานพรให้มีวันที่ท้องฟ้าแจ่มใสติดต่อกันอีกสักสองสามวัน ชาวบ้านก็จะมีเวลามากพอในการเก็บเกี่ยวพืชผลในฤดูใบไม้ร่วงเพื่อไม่ให้มีอะไรเสียหาย
เมื่อได้ยินข่าวนี้ชาวบ้านก็พากันโล่งใจ พวกเขาทั้งหัวเราะและร้องไห้ออกมาเป็นระยะ ๆ
หลังน้ำท่วม พวกเขาก็อดไม่ได้ที่จะเสียใจยามคิดถึงญาติและสหายที่สังเวยชีวิตให้แม่น้ำ ญาติ ๆ ที่บ้านอาจจะไม่เคยรู้มาก่อนด้วยซ้ำว่าพวกเขาเป็นตายร้ายดีอย่างไร
แม้หลิวเหิงจะนำคนมาช่วยกันซ่อมแซมเขื่อนได้ทันเวลา แต่ก็มีผู้ที่ต้องสูญเสียหลายร้อยชีวิต เนื่องจากลมพัดแรงและน้ำไหลเชี่ยวที่แม่น้ำหุน แม้แต่กระดูกของพวกเขาก็ยังไม่สามารถเก็บขึ้นมาได้
หลิวเหิงเรียกหัวหน้าฟ่านมาหาและกำชับว่าการตรวจตราเขื่อนจะต้องดำเนินต่อไปจนกว่าฤดูน้ำหลากจะจบลง จากนั้นเมื่อกลับไปยังที่ว่าการอำเภอ สิ่งแรกที่หลิวเหิงทำคือจ่ายเงินชดเชยให้ผู้ที่เสียชีวิตจากการซ่อมแซมเขื่อนครั้งนี้
ในการเกณฑ์คนงานไปช่วยงานครั้งนี้ หลิวเหิงหลีกเลี่ยงครอบครัวที่มีบุตรชายเพียงคนเดียว คนที่เพิ่งแต่งงานก็จะเลือกครอบครัวที่มีบุตรสองคนแล้ว ดังนั้นแม้ครอบครัวผู้ตายจะต้องโศกเศร้า แต่อย่างน้อยพวกเขาก็ไม่ได้สูญเสียเสาหลักของครอบครัวไปจนหมดสิ้น หรือไม่เหลือใครให้สืบตระกูลอีกต่อไป ชีวิตชาวบ้านในซินเย่ที่มักจะเจอเรื่องเลวร้ายอยู่เสมอจึงไม่ได้โหดร้ายเกินไปนักสำหรับทุกคน
หลิวเหิงสวมชุดลำลองไม่ใช่ชุดทางการอยู่ที่บันไดทางเข้าที่ว่าการ ส่วนด้านล่างมีเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบการมอบเงินให้แก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต
ครอบครัวผู้ตายรับถุงเงินแล้วก็จากไป บ้างก็น้ำตาไหล ผู้เฒ่าคนหนึ่งพาสะใภ้หม้ายและหลาน ๆ มาทำความเคารพหลิวเหิง “ขอบคุณใต้เท้าที่ยังห่วงใยพวกเราขอรับ ทันทีที่เกิดความสูญเสีย ใต้เท้าก็มอบเงินกับเราอย่างเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือไม่ให้ครอบครัวของเราต้องลำบาก เป่าเอ๋อร์ มาคำนับใต้เท้าเร็วเข้า”
“ผู้อาวุโส” ดวงตาของหลิวเหิงแดงก่ำ “ข้ารู้สึกละอายใจนัก บุตรชายของท่านต้องลงไปวางกระสอบทรายในเขื่อนตามคำสั่ง เพราะอย่างนั้นเขาเลย…”
“ใต้เท้า ท่านอย่าพูดเช่นนี้เลยขอรับ นี่ไม่ใช่ความผิดของท่าน ชีวิตชาวบ้านอย่างเราต่ำต้อยโดยกำเนิดและยากลำบากมาโดยตลอด ในช่วงก่อนหน้านี้ เราจ่ายเงินอากรจนข้าวสารแทบไม่มีจะกิน บุตรชายคนโตต้องไปทำงานบนภูเขาหาเลี้ยงชีพจนตายที่นั่น แต่ปีนี้ใต้เท้ามาช่วยเราแล้ว ชีวิตของเราดีขึ้นมาก เพียงแต่มีภัยพิบัติมาซ้ำอีกเท่านั้น หากไม่ได้ใต้เท้าพาคนไปซ่อมเขื่อน เขื่อนที่แม่น้ำหุนคงจะต้องพังทลาย… ทุกคนที่ไปช่วยงานรู้ถึงอันตรายของการทำงานนี้ดีขอรับ”
“ก่อนหน้านี้หากใครเป็นเป็นแรงงานเกณฑ์แล้วเสียชีวิต จะได้รับเสื่อฟางม้วนหนึ่งกับเงินสองตำลึงกลับมา แต่ใต้เท้าเมตตามองเงินบำนาญแก่ครอบครัวเรา มันมากพอที่จะเลี้ยงดูหลานชายคนนี้และให้เขาเป็นผู้สืบทอดของบิดาเขาได้ ในอนาคตเมื่อหลานชายข้าเติบโตขึ้น เขาก็จะสามารถเล่าได้ว่าบิดาของเขาเป็นคนกล้าหาญมาก…” ชายชราพึมพำออกมา
หลิวเหิงยื่นมือมาลูบหัวเด็กชายทั้งสอง ลูกคนโตอายุอยู่ในวัยที่เข้าใจเรื่องราวแล้ว ดวงตาของเขาแดงก่ำจากการร้องไห้เมื่อรู้ว่าบิดาเสียชีวิต ส่วนคนเล็กเพิ่งจะหัดเดิน จึงไม่ได้เข้าใจเรื่องราวที่เกิดขึ้น
เขาจับมือลูกคนโตแล้วเอ่ยขึ้น “จำคำพูดของปู่เจ้าเอาไว้ พ่อเจ้าเสียชีวิตเพราะช่วยเหลือชาวบ้านในการออกไปซ่อมแซมเขื่อน เมื่อโตขึ้นอย่าได้ลืมเลือนเขา กตัญญูต่อปู่กับมารดาเจ้า และเป็นพี่ชายที่ดีของน้องชายด้วย…”
“ขอรับ ข้าจะจดจำไว้เสมอ ท่านพ่อบอกให้ข้าโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่ดี” บุตรคนโตตอบทั้งน้ำตา
ชายชราสั่งให้คนในครอบครัวคุกเข่าสามครั้ง ก่อนจะกลับไปโดยที่มีหลานชายคอยพยุง
คนอื่น ๆ ที่มารับเงินก็อดไม่ได้ที่จะร้องไห้อย่างขมขื่น
หลิวเหิงรู้สึกอึดอัดอยู่ในใจ ชายหนุ่มรู้ว่าตนเป็นคนที่หาคำพูดมาปลอบใจผู้อื่นได้ดี แต่เมื่อเห็นความโศกเศร้าจากความสูญเสียเช่นนี้ เขาก็ไม่อาจเปิดปากพูดสิ่งใดออกมาได้ง่าย ๆ
“ใต้เท้าขอรับ” หัวหน้าสวีเดินเข้ามา
หลิวเหิงได้สติอีกครั้งแล้วเอ่ยตอบอีกฝ่าย “ข้าเหนื่อยเล็กน้อย …ต้องขอตัวกลับก่อน” หลังจากพูดจบก็หันหลังเดินเข้าไปในที่ว่าการราวกับกำลังวิ่งหนีไปจากตรงนี้
หัวหน้าสวีมองตามไปด้วยสีหน้าหลากหลาย จากนั้นก็หันไปกล่าวกับเจ้าหน้าที่ที่อยู่บริเวณนั้นว่า “ใต้เท้าอ่อนเพลียเล็กน้อย เนื่องจากไปช่วยดูแลเขื่อนอย่างหนัก เขาไม่ได้กินอิ่มและนอนหลับดีมากนัก เกรงว่าร่างกายจะทนไม่ไหวแล้ว”
“ใต้เท้าคงเหนื่อยมาก ได้ยินจากคนที่กลับมาว่าท่านทำงานกับชาวบ้านตลอดเวลา”
“ใช่แล้ว ถึงจะเห็นว่าเขื่อนไม่มั่นคงนักแต่ใต้เท้าก็ยังไม่ยอมหนี อยู่ที่นั่นทำงานกับทุกคนอย่างตั้งใจ”
“ใต้เท้าเป็นเทพเจ้าหรือ!”
“ให้ท่านไปพักผ่อนเถิด ร่างกายคนเราไม่ได้ทำจากเหล็กกล้า”
หลิวเหิงรีบกลับไปยังเรือนพักชั้นใน เขานั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้และไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา
เหยียนซีมองท่าทางสับสนของชายหนุ่มแล้วนำชาร้อนมาให้
หลิวเหิงจับมือนางเอาไว้แล้วบ่นขึ้นมา “ซีเอ๋อร์ …เหตุใดชีวิตมนุษย์จึงได้ยากเย็นถึงเพียงนี้กันนะ”