ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 304 ต้มน้ำแกงหม่าล่า
บทที่ 304 ต้มน้ำแกงหม่าล่า
เช้าวันรุ่งขึ้นยังมีฝนตกหนักอยู่เช่นเดิม
ไม่ว่าจะเป็นหลิวเหิงหรือชาวบ้านที่หลับสนิทอยู่ในกระท่อม ทุกคนต่างถูกปลุกให้ตื่นด้วยกลิ่นหอมของอาหารบางอย่าง
คนจากจวนนายอำเภอตีกะละมังต่างฆ้องแล้วประกาศเสียงดังขึ้น “ตื่นได้แล้ว ตื่นเร็วเข้า ทุกคนไปกินข้าวเช้าเร็ว!”
ชาวบ้านลุกขึ้นมาอย่างง่วงงุน ที่พักของพวกเขาแห้งสนิทจนสับสนว่านอนอยู่ที่ไหน หากไม่ลุกขึ้นแล้วหัวชนหลังคากระท่อมก็คงคิดว่าหลับอยู่ที่บ้านของตนเอง
ทุกคนหัวเราะกับตนเองและเอาเสื้อผ้าที่ตากไว้กับเสาลงมา ก่อนจะพบว่ามันแห้งสนิทดีแล้ว ดังนั้นจึงรีบเอามาสวมและไปบ้วนปากพลางล้างหน้าล้างตา พร้อมวิ่งลงไปตามไหล่เขา
ให้ตายสิ! กลิ่นมันหอมเหมือนกับสุรา เพราะพวกเขาช่วยกันอุดรูรั่วเมื่อวาน ใต้เท้าจึงให้รางวัลกับทุกคนงั้นหรือ
เมื่อไปถึงเชิงเขาก็พบว่าคนจากจวนนายอำเภอกำลังเอาอาหารเช้ามาแจกจ่าย เมื่อมองแวบแรกก็พบว่ามันไม่ใช่สุรา แต่ก็มีกลิ่นสุรากับกลิ่นหอมหวาน มีข้าวเป็นเมล็ดและไข่อยู่ในนั้น
สิ่งนี้เป็นอาหารปรุงสุกใหม่ ๆ มันทำให้ความเหนื่อยล้าหายไปจนแทบไม่เหลือ แม้เสียงตะโกนปลุกให้ตื่นจากความฝันก็ยังฟังสบายหู
ทุกคนต่อแถวรอรับอาหารเช้า และเมื่อถึงรอบของตนเองก็รีบเอาชามขึ้นมาถือ พลางยกขึ้นจิบ สิ่งนี้ทำเอารูขุมขนทั้งร่างผ่อนคลาย รสหวานนี้ทำให้รู้สึกดี คนงานอดไม่ได้ที่จะค่อย ๆ กินอย่างช้า ๆ ลิ้มรสหวานและกลิ่นหอมสุราจาง ๆ
น้ำตาลไม่ใช่ของที่พวกเขาหากินได้บ่อย ๆ ต่างจากเกลือที่มีให้กินทั้งปี บางครอบครัวถึงกับต้องยอมซื้อน้ำตาลด้วยเงินตำลึงเพื่อทำขนมฉลองกันในช่วงวันตรุษ
นี่เป็นอาหารเช้าที่แสนล้ำค่ามาก!
มีคนถามเจ้าหน้าที่ขึ้นอย่างอดไม่ได้ “พี่ชาย นี่มันคืออาหารอะไรหรือ รสชาติดีเหลือเกิน”
“นี่ของดีเชียวนะ! คุณหนูทำต้มข้าวหมากใส่ไข่สูตรพิเศษให้ทุกคน กินมันชามใหญ่ ๆ ช่วยให้อุ่นท้อง ไล่ความหนาว อีกทั้งยังมีประโยชน์อีกด้วย ลองซดมันร้อน ๆ กับหมั่นโถวธัญพืชสิ”
หลังจากกินอาหารเช้า ชาวบ้านก็มีเหงื่อไหลออกมาเพราะความอบอุ่น
เมื่อหัวหน้าฟ่านมาถึงพร้อมกับคนจำนวนหนึ่งที่มาช่วยทำอาหาร ก็พบว่าทุกคนกินข้าวก่อนแล้วและเริ่มทำงานกันอยู่ ส่วนคนที่อยู่เฝ้ายามก็เข้านอนหลังมื้อเช้าเรียบร้อย
หัวหน้าฟ่านตะลึง เขาได้ยินนายอำเภอขอให้ส่งสตรีที่แข็งแรงมาช่วยทำอาหารก็เข้าใจว่าต้องทำเตาด้วย จึงได้พาช่างฝีมือมาด้วยกันสองสามคน แต่ไม่คาดว่าคนที่นี่ได้กินอาหารดี ๆ กันแล้ว
เขาขอให้คนนำทางไปหาหลิวเหิง ก่อนจะพบว่านายอำเภอนั่งอยู่ที่ ‘ห้องโถง’ ชั่วคราว และกำลังกินข้าวหมากต้มใส่ไข่อยู่ ส่วนเหยียนซีก็กำลังจุดเตาขึ้นมาอีกครั้ง หมั่นโถวที่เธอนึ่งไม่ใช่หมั่นโถวธัญพืช แต่เป็นหมั่นโถวหั่นชิ้นเล็ก ๆ ย่างบนไฟจนเป็นสีเหลืองทอง ก่อนจะโรยผงพริกไทยและเกลือ มันดูกรุบกรอบและเผ็ดร้อนน่ากินมาก
เหยียนซีอยู่ข้างหลิวเหิง เขาเอาหมั่นโถวมากินทันทีที่เธอทำเสร็จ
หัวหน้าฟ่านมองภาพนั้นแล้วไม่แน่ใจว่านี่คือการตั้งที่พักเพื่อช่วยเหลือภัยพิบัติหรือเป็นการเที่ยวพักผ่อนกันแน่
เขาอดไม่ได้ที่จะลอบมองเหยียนซี ตนได้ยินมาว่าคู่หมั้นนายอำเภอเด็กมาก แต่ก็เป็นสตรีที่กล้าหาญ ดูท่าทางจะเป็นเช่นนั้นจริง ๆ ไม่งั้นนางคงไม่เสี่ยงชีวิตมาหาหลิวเหิงถึงที่นี่
ยิ่งไปกว่านั้นชาวบ้านและคนงานทุกคนไม่มีใครบ่นอะไร เอาแต่ชื่นชมน้ำขิงร้อนกับชาซูเย่ของเด็กสาวว่าช่วยทำให้ร่างกายอบอุ่นได้ดีมาก อีกทั้งเมื่อคืนยังได้นอนในกระท่อมที่สร้างอย่างดีและสบาย ข้าวหมากต้มใส่ไข่เช้านี้ก็อร่อยเลิศล้ำอีกด้วย
หากหัวหน้าฟ่านมีความรู้เรื่องการรบเขาจะต้องพูดออกมาอย่างแน่นอนว่า ‘หากขวัญกำลังใจมั่นคง กองทัพก็จะแข็งแกร่งขึ้น!’ แต่เพราะเขาไม่รู้เรื่องนี้ จึงคิดเพียงว่าทุกคนดูแข็งขันขึ้นมากจริง ๆ
หลิวเหิงเห็นหัวหน้าฟ่านจึงหันไปเชิญให้เขามานั่งด้วยกัน
เหยียนซีเอาชามมาอีกใบ ส่วนเหยียนหลิ่วจัดการยกอาหารไปให้หัวหน้าฟ่านด้วย
หัวหน้าฟ่านได้ชิมข้าวหมากต้มใส่ไข่ก็อดไม่ได้ที่จะชื่นชม “ใต้เท้า… ข้าวหมากต้มนี่ดื่มแล้วอบอุ่นเหมือนน้ำขิงจริง ๆ ขอรับ มันขับไล่ความหนาวเย็นได้ดี และก็ยังรสชาติดีอีกด้วย”
หลิวเหิงยิ้ม “หัวหน้าฟ่าน ท่านได้พาสตรีที่ข้าขอให้มาช่วยงานมาด้วยหรือไม่”
“พามาแล้วขอรับ” หัวหน้าฟ่านละอายใจเล็กน้อย เขาน่าจะคิดเรื่องหาคนมาช่วยทำอาหารได้ตั้งแต่แรก ในช่วงสิบวันที่ผ่านมาทุกคนต้องทนกินของเย็นชืดทั้งที่ต้องทำงานหนักอยู่ทุกวัน “ขออภัยที่ปล่อยเรื่องนี้ผ่านไปหลายวันขอรับ”
“ไม่ต้องขอโทษ ไม่ใช่ความผิดท่านหรอก ข้าเองก็ยุ่งอยู่กับเรื่องเขื่อน ทุกคนก็เช่นกัน ใครจะคิดถึงเรื่องเช่นนี้ได้” หลิวเหิงอดคิดกับตัวเองไม่ได้ว่าเขามองข้ามเรื่องนี้ไปเลย ว่าอาหารดี ๆ เพียงคำเดียวก็ช่วยสร้างขวัญกำลังใจได้เป็นอย่างมาก เมื่อมองทุกคนที่กำลังเดินไปมาก็เห็นว่าพวกเขาสดชื่นกว่าเมื่อวานมากจริง ๆ
เหยียนซีเอ่ยกับหัวหน้าฟ่าน “หัวหน้าฟ่านโปรดหาหญิงสาวที่ทำงานคล่องแคล่วสักสามสิบคนมาช่วยงานข้าที่นี่ด้วยเจ้าค่ะ ที่ว่าการจะส่งอาหารมาอีกเร็ว ๆ นี้ ต้องมีคนรอรับและเก็บรักษามันให้ปลอดภัย อาหารจะถูกส่งมาช่วยทุก ๆ สองสามวัน ข้าจะให้ค่าจ้างพวกนางวันละสิบอีแปะ”
“ไม่จำเป็นเลยขอรับ ทุกคนที่นี่ล้วนออกแรงเพื่อหนานหยวน เราทำเพื่อให้ที่อยู่อาศัยของเราปลอดภัย” หัวหน้าฟ่านทำท่าจะปฏิเสธ
เหยียนซีกลับโบกมือแล้วเอ่ยต่อ “คนที่ทำงานซ่อมเขื่อนก็ได้เงินวันละยี่สิบอีแปะ สตรีที่มาช่วยงานจะไม่ได้รับเงินได้อย่างไร ครอบครัวเต็มไปด้วยปากท้องต้องเลี้ยงดู ทุกคนลำบากกันทั้งสิ้น มาช่วยงานก็ควรจะได้รับค่าจ้าง”
“เอาตามนี้แหละ สตรีที่มาช่วยงานจะได้รับเงินคนละสิบอีแปะ โปรดคัดเลือกคนที่คล่องแคล่ว ขยันทำงาน พาพวกนางมาให้คุณหนูเถอะ” หลิวเหิงเอ่ยเสริมด้วยเช่นกัน
ช่วงเวลาที่ผ่านมาหลิวเหิงเป็นผู้ตัดสินชี้ขาดในทุกเรื่อง ท่าทีสง่างามของนายอำเภอทำให้ทุกคนต่างยอมรับในการตัดสินใจของเขาเป็นอย่างดี
หัวหน้าฟ่านไม่แย้งอะไรอีก เขาเพียงรับคำออกมา “ขอรับ”
ไม่นานนักหัวหน้าฟ่านก็พาสตรีที่พร้อมทำงานมาช่วยงานครัวกว่าสามสิบคน
อาหารสำหรับหลายพันคนสามารถจัดการได้ด้วยครัวชั่วคราวและเตาหลายสิบเตาของเหยียนซี การทำอาหารรายการต่าง ๆ ไม่ได้เป็นเรื่องยากลำบากนัก หากต้องการจะทำอาหารที่กินแล้วเพิ่มความอบอุ่นจะมีอะไรดีไปกว่าน้ำแกงหม่าล่า
เด็กสาวให้คนรับหน้าที่หุงข้าวและนึ่งหมั่นโถวมาจากหมู่บ้าน ที่เนินเขา เธอให้คนส่งหมูมาครึ่งตัว ในหม้อขนาดใหญ่แต่ละใบมีกระดูกหมูถูกเคี่ยวน้ำแกงอยู่ อีกทั้งยังมีกระชอนสองสามอันอยู่ในนั้นด้วย น้ำแกงในหม้อกำลังเดือด เหยียนซีสาธิตการปรุงอาหารให้ทุกคนดูด้วยการเอาผักต่าง ๆ ใส่ลงไปในกระชอนจนเต็ม ลวกในน้ำแกงเดือด ๆ ก่อนเอามาใส่ชาม จากนั้นก็ตามด้วยการตักน้ำแกงกระดูกหมูเข้มข้นราดลงไป มันส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่ว
มีน้ำแกงกระดูกหมูอย่างนั้นหรือ? ครอบครัวของพวกเขาหาได้ยากที่จะได้ซื้อเนื้อสัตว์มาปรุงอาหาร ดังนั้นเมื่อได้ชามน้ำแกงหม่าล่ามาไว้ในมือ พวกเขาจึงถือมาซดพร้อมกับหมั่นโถว เพียงคำแรกที่น้ำแกงผสมน้ำมันพริกไหลลงคอก็รู้สึกถึงความอุ่นในท้องและยังมีกำลังเพิ่มขึ้นอีกด้วย!
เมื่อซดน้ำแกงเผ็ดร้อนจนหมดก็พบว่ามีผักอยู่ในชาม พวกเขารู้สึกทั้งอบอุ่นและอร่อยกับอาหาร มีเหงื่อซึมที่หน้าผากเพราะความเผ็ดร้อน
เมื่อหัวหน้าฟ่านเอาอาหารมาส่งก็เล่าว่า มีชาวบ้านหลายคนได้ยินว่าที่เขื่อนเลี้ยงอาหารอย่างดีจึงต้องการมาช่วยงานเพิ่มอีก แต่พวกเขามีแรงงานมากพอแล้วจึงปฏิเสธไป อีกทั้งชาวบ้านเหล่านั้นยังถูกตำหนิที่เห็นแก่กินอีกด้วย
เมื่ออาหารและที่อยู่อาศัยดีขึ้น คนป่วยก็น้อยลงเรื่อย ๆ ทุกวัน ทุกคนมีแรงทำงานกันอย่างแข็งขันทั้งกายและใจ
หลิวเหิงชื่นชมเหยียนซีไม่ขาดปาก “ซีเอ๋อร์ เจ้าช่างคิดมากจริง ๆ ข้าไม่ได้คิดถึงการขุดหลุมไฟในที่พักหรือการทำน้ำแกงร้อน ๆ เลี้ยงคนงานเลย มันทำให้คนป่วยน้อยลงมาก ข้ามองข้ามเรื่องนี้ไปเสียสิ้น”
“มีหลายสิ่งอย่างที่คนเราอาจมองข้ามไป ดังนั้นชายหญิงจึงต้องอยู่คู่กัน เพื่อจะได้แบ่งงานและลงมือทำมันให้ดีขึ้นเจ้าค่ะ”
“เจ้าคิดเช่นนั้นหรือ” หลิวเหิงหันไปมองเด็กสาวด้วยความประหลาดใจ “มีสิ่งใดอยากตำหนิข้าอีกหรือไม่”
เอาละ ตอนนี้ถึงเวลาที่จะต้องพูดคุยเรื่องนี้อย่างจริงจังแล้ว เหยียนซียกมือเท้าเอวจนดูคล้ายกับหูกาน้ำชา เธอเม้มปากแล้วยิ้มออกมา “อย่าปิดบังเรื่องใดจากข้าอีก เราต้องอยู่ร่วมกันไปอีกนาน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องแบ่งเบาปัญหาของกันและกัน เข้าใจหรือไม่เจ้าคะ?” หลิวเหิงเติบโตมาอย่างบัณฑิตในยุคโบราณ ที่ผู้ชายดูแลงานนอกบ้าน ส่วนผู้หญิงดูแลเรื่องในบ้าน ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เขาจะเผลอปิดบังบางเรื่องต่อเธออย่างไม่รู้ตัวเมื่อเผชิญหน้ากับปัญหาบางอย่าง
เหยียนซีคิดว่าเธอต้องใช้โอกาสนี้ในการเปิดใจและแนะนำเขา
“เข้าใจแล้ว ต่อไปไม่ว่าเรื่องใดที่เกิดขึ้น ข้าจะไม่ปิดบังมันจากเจ้าอีกแล้ว” หลิวเหิงมองไปรอบ ๆ จากนั้นก็ลดมือลงประกบกันอย่างร้องขอความเมตตาเล็กน้อย
เขาเกรงกลัวคนที่ชอบบ่นอย่างเหยียนซีมาก ตั้งแต่นางมาถึงที่นี่ก็บ่นเขาไปแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
เมื่อเหยียนหลิ่วและอาต้าเห็นว่าใต้เท้ากำลังถูกคุณหนูดุอีกครั้ง พวกเขาจึงหลบออกไปดูลาดเลาทันที
ทุกคนล้วนมีหูมีตา ดังนั้นพวกเขาจึงต้องช่วยดูแลภาพลักษณ์ของใต้เท้าสักเล็กน้อย