ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 302 ความคิดเลวร้าย
บทที่ 302 ความคิดเลวร้าย
สถานที่ที่เหยียนซียืนอยู่ยามนี้มีความสูงเท่ากับเขื่อน
แม่น้ำหุนในอำเภอซินเย่มีเพียงเขื่อนนี้เท่านั้นที่ช่วยควบคุมน้ำท่วมได้ ระยะทางประมาณยี่สิบลี้ของแม่น้ำถูกโอบล้อมไปด้วยภูเขาทั้งสองฝั่ง ฝั่งตรงข้ามเฉียง ๆ ไปจะเป็นเขื่อนของเหลียวจง
เมื่อยืนอยู่บริเวณนี้จะมองเห็นเงาของผู้คนที่เดินไปมาบนตลิ่ง เกิดเป็นภาพที่พลิ้วไหวกลางสายฝน บางครั้งคบไฟก็ดับลงเพราะฝนตก และต้องคอยจุดขึ้นมาใหม่เรื่อย ๆ
เห็นได้ชัดว่าที่หลิวเหิงกล่าวกับเธอว่าเขื่อนถูกซ่อมแซมได้สำเร็จ เป็นเพียงการพยายามปลอบใจให้รู้สึกดีเท่านั้น ความจริงแล้วรอยรั่วนั้นยังไม่อาจถูกปิดกั้นได้อย่างสมบูรณ์ คันดินป้องกันน้ำรูปแบบนี้จะอันตรายมากเมื่อมีการทรุดตัวจากฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่อง วิธีเดียวที่จะป้องกันไม่ให้มันพังทลายทั้งหมดคือการเสริมกระสอบทรายอย่างพียงพอ
อำเภอเหลียวจงที่อยู่อีกฟากฝั่งของแม่น้ำหุนก็คงจะเร่งมือเพื่อเสริมความแข็งแรงของเขื่อนเช่นกัน แต่เมื่อเห็นว่ามีคบเพลิงถูกจุดขึ้นอย่างบางตาก็ทำให้ทราบว่ามีแรงงานไม่มากอยู่ที่นั่น
ตราบใดที่ฝั่งเรายังทนได้ ตราบใดที่ยังแข็งแกร่งกว่าฝั่งเหลียวจง ทุกอย่างจะไม่เป็นอะไร
เหยียนซีรู้สึกว่ามันเป็นความคิดที่ค่อนข้างโหดร้าย … แต่มันคงจะดีหากเขื่อนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามพังลง
ทั้งสองด้านของแม่น้ำหุน มีอำเภอคังผิง เหลียวจง และซินเย่ หากพายุฝนยังดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ หลายอำเภออาจต้องจมอยู่ใต้น้ำที่ทะลักท่วม
หากมีเขื่อนกั้นน้ำสักที่พังลง อาจจะเป็นเขื่อนที่คังผิง เหลียวจง หรือชายฝั่งที่อื่น ๆ ซินเย่ก็จะปลอดภัยขึ้นทันที
เธอรู้นี่เป็นความคิดที่ไม่ดี ยังมีมนุษย์อีกมากที่อาศัยอยู่ฝั่งตรงข้าม และมีพื้นที่ทำไร่นาที่อุดมสมบูรณ์รอการเก็บเกี่ยวเพื่อดำรงชีวิตต่อไป
ทว่าเมื่อกำลังเผชิญหน้าอยู่กับความมืดมิดที่ไร้ซึ่งทางออก เธอก็ไม่อาจควบคุมความคิดเห็นแก่ตัวเช่นนี้ของตนเองได้ เมื่อคิดว่าเขื่อนอาจจะถล่มลงมา หลิวเหิงที่ยืนอยู่ที่นั่นไม่มีทางรอดชีวิต ทว่าเด็กสาวก็ทำได้เพียงพยายามข่มใจตัวเองให้หยุดคิดเรื่องเช่นนี้เสียที
“คุณหนู กระท่อมนี้ก็รั่วเช่นกันเจ้าค่ะ” เหยียนหลิ่วเดินไปรอบ ๆ กระท่อมที่คลุมด้วยผ้าน้ำมันแล้วเอ่ยอย่างช่วยไม่ได้
เมื่อเหยียนซีมองไปรอบ ๆ ก็พบว่ากระท่อมนี้มีผ้าน้ำมันคลุมอยู่ แต่ก็มีน้ำขังอยู่บนผ้าน้ำมันด้วย
เนินเขานี้เชื่อมต่อกับภูเขาบนตลิ่งซึ่งมีภูมิประเทศเป็นที่ราบ ทำให้ไม่ต้องกังวลเรื่องดินโคลนถล่ม และยังมีภูเขาช่วยบังลมเอาไว้ได้อีกด้วย
เหยียนซีสูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วไปทำงาน เมื่อกำลังยุ่ง ความคิดไร้สาระจะไม่เกิดขึ้น ทุกคนกำลังพยายามอย่างเต็มที่ที่จะต่อสู้กับโชคชะตา พวกเขากำลังทำทุกอย่างอย่างเต็มที่ที่สุดในยามนี้
เหยียนซีเรียกเจ้าหน้าที่และคนงานมาพูดคุยและส่งพวกเขาไปช่วยเหลือคนอื่น ๆ
อาต้านำคนงานไปเลือกสถานที่บริเวณเชิงเขาดี ๆ และเริ่มสร้างกระท่อมใหม่ขึ้นทีละหลัง ตอนที่เขาอยู่ในกองทัพ ก็ได้มีการตั้งค่ายมากมาย ดังนั้นจึงมีความเชี่ยวชาญในการเลือกสถานที่และก่อสร้างที่พักชั่วคราว
กระท่อมที่สร้างอย่างลวก ๆ ใกล้เขื่อนถูกรื้อออกไป ไม้ถูกย้ายไปยังสถานที่ที่อาต้ากำหนดไว้ เสาของกระท่อมถูกตั้งใหม่ ด้านบนทำจากผ้าน้ำมันที่เหยียนซีนำมา กระท่อมปูด้วยไม้ด้านในและคลุมด้วยผ้าน้ำมันอีกชั้น ไม่นานโครงสร้างหลังคาก็พร้อมและแห้งสนิท
เหยียนซีและคนอื่น ๆ ช่วยกันเอาฟืนที่ยังแห้งสนิทในรถม้าออกมาตั้งเตาต้มน้ำขิง
เมื่อมาที่นี่เธอเตรียมอุปกรณ์ทุกอย่างมาพร้อมแล้ว ทั้งหม้อ ชาม เตาไฟ ตะกร้า หรือแม้แต่ตะเกียบ
ในช่วงเย็นระหว่างที่คนงานกำลังกินข้าวปั้นจากปลายข้าวเย็น ๆ กลิ่นน้ำแกงร้อน ๆ หอมกรุ่นก็ลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณ
ไม่นานนัก อาต้าก็นำคนช่วยกันถือหม้อใบใหญ่ไปที่เขื่อน หลายคนวางข้าวของลง จากนั้นคนงานก็เคาะกระบวยกับหม้อเรียกทุกคนมา “อย่าดื่มน้ำเย็น ๆ กันอีกเลย ทุกคนมาทางนี้ มีน้ำขิงร้อน ๆ ให้ทุกคนจิบเพิ่มความอบอุ่น ป้องกันไข้หวัด!”
จะมีอะไรช่วยคลายความหนาว และช่วยปลอบประโลมความเหนื่อยล้าได้เท่าน้ำขิงร้อน ๆ ในวันที่ฝนตกหนาวเย็นเช่นนี้อีกเล่า
ชาวบ้านที่กำลังพักและกำลังจะกินอาหารแห้งกับน้ำเย็น ๆ รีบเข้ามารวมตัวกันทันที
อาต้ามีปัญหาที่มือข้างหนึ่ง จึงยืนอยู่ห่าง ๆ คอยช่วยดูแลความเรียบร้อย ในมือของคนงานหลายคนมีชามน้ำอยู่ ส่วนอีกคนช่วยเติมน้ำลงไปในหม้อทองแดง ด้านหน้ามีตะกร้าวางรอไว้ เมื่อดื่มน้ำขิงหมดแล้วก็สามารถวางชามเอาไว้ได้ คนอีกสองสามคนรอที่นั่นเตรียมส่งตะกร้าชามเปล่าไปที่อีกฟากหนึ่งของเชิงเขา
เหยียนซีม้วนแขนเสื้อขึ้น เธอและเหยียนหลิ่วช่วยกันเอาชามแช่ในน้ำร้อน
อาต้าและคนอื่น ๆ ไม่เข้าใจว่าทำไมเด็กสาวต้องทำเช่นนั้น ความจริงคือเหยียนซีกลัวว่าจะมีเชื้อโรคอยู่บนชาม เนื่องจากไม่มียาฆ่าเชื้อ ก็ต้องอาศัยน้ำเดือดแทน
หลิวเหิงตามฝูงชนมาที่นี่ เมื่อเห็นน้ำขิงร้อน ๆ ถูกนำมาแจกก็ยิ้มออก ราวกับว่าตราบใดที่มีซีเอ๋อร์อยู่ ทุกคนจะได้กินดื่มอย่างดีและมีคุณภาพเสมอ
ระหว่างที่กำลังคิดเรื่องนี้อาต้าก็ดึงตัวเขาไปข้าง ๆ เอาถุงกระดาษออกมาแล้วเอ่ยขึ้น “ใต้เท้า คุณหนูฝากให้ข้ามอบสิ่งนี้แก่ท่านโดยเฉพาะขอรับ” เมื่อหลิวเหิงรับถุงนั้นมา อาต้าก็กางร่มที่ข้าง ๆ เพื่อป้องกันชายหนุ่มจากน้ำฝน
นางเข้าครัวทำอาการที่นี่อีกแล้วอย่างนั้นหรือ? เขาประหลาดใจกับความสามารถในการจัดการเรื่องอาหารการกินของเหยียนซีมาก
หลิวเหิงเอาอาหารอุ่น ๆ ที่ถูกห่อด้วยผักออกมา เมื่อลองกัดดูก็พบว่านี่คือข้าวปั้นเช่นกัน น่าจะเพิ่งเอาไปนึ่งมาไม่นานนี้
ทว่ารสชาติมันต่างจากข้าวปั้นจากปลายข้าวที่เขากินก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง
เป็นข้าวปั้นที่มีทั้งผักและเนื้อฝอย ผักที่ห่ออยู่ก็ค่อนข้างกรอบ ทุกคำที่เคี้ยวเต็มไปด้วยกลิ่นหอม แม้จะกลืนลงไปแล้ว แต่กลิ่นหอมก็ยังค้างอยู่ในปากเช่นเดิม ความอร่อยของเนื้อฝอยแทบทำให้เขาไม่อยากจะกลืนลงคอไปเลยจริง ๆ
ตั้งแต่มาถึงซินเย่ เขาก็แทบจะไม่ได้กินอาหารฝีมือเหยียนซีเลย แม้แต่อาหารในงานเลี้ยงฉลองให้จอหงวนที่วังหลวงก็ยังไม่อร่อยเท่าอาหารที่นางทำ
หลิวเหิงกินข้าวปั้นคำใหญ่จนหมดไปสามลูก เมื่อมีอาหารอุ่น ๆ อยู่ในท้อง ร่างกายก็เริ่มสบายขึ้นจากความอบอุ่นที่แผ่ไปทั่วร่าง
เจ้าหน้าที่คนหนึ่งเอาน้ำขิงมาให้เขาดื่ม เมื่อลองดื่มแล้วก็พบว่ามันเป็นน้ำขิงที่ใส่น้ำตาลแดง
เจ้าหน้าที่ยิ้มแล้วกล่าวขึ้นว่า “คุณหนูบอกว่าดื่มแบบนี้แล้วจะช่วยกระตุ้นเลือดลมให้ไหลเวียนดีขอรับ”
นี่คือของที่สตรีดื่มกันอย่างนั้นหรือ หลิวเหิงลอบตั้งคำถามในใจ แต่ปากของเขากลับดื่มไม่หยุด หลังจากดื่มไปเรื่อย ๆ ก็รู้สึกถึงความร้อนที่เพิ่มขึ้นในร่างกาย ราวกับความเย็นภายในถูกรีดออกไปจนหมดสิ้น
เมื่ออาต้าเห็นว่าหลิวเหิงกินข้าวและดื่มน้ำขิงเสร็จแล้ว จึงเริ่มรายงานดังเช่นที่เหยียนซีเคยพูดไว้ก่อนหน้านี้
เหยียนซีบอกว่าอาหารการกินของทุกคนตอนนี้ไม่ดีเลย ตั้งแต่พรุ่งนี้เช้าเด็กสาวจะเตรียมนำแกงร้อน ๆ และข้าวสำหรับทุกคน หลิวเหิงมองจำนวนคนงานและชาวบ้านที่อยู่ในเขื่อนแล้วก็อดกังวลขึ้นมาไม่ได้ “คนมากถึงเพียงนี้ … การจะทำอาหารให้ทุกคนนั้นหนักเกินไปหรือไม่”
“คุณหนูบอกว่ากินของเย็น ๆ ไม่ดีต่อร่างกายขอรับ”
หลิวเหิงลังเลเล็กน้อย จากนั้นก็พูดกับอาต้า “เจ้าไปบอกหัวหน้าฟ่าน ให้หาสตรีที่แข็งแรงในหมู่บ้านมาช่วยงานครัวด้วย”
“ขอรับ”
หลิวเหิงกลับไปที่กลุ่มคนงานและชาวบ้าน เอ่ยขึ้นเสียงดัง “หากคืนนี้ช่วยกันทำงานเต็มที่ พรุ่งนี้เช้าจะมีอาหารร้อน ๆ รออยู่!”
ชาวบ้านอดไม่ได้ที่จะส่งเสียงโห่ร้อง พวกเขารู้สึกว่าในใจเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังงานบางอย่าง
“ใครถึงเวลาที่ต้องไปพักก็ให้เปลี่ยนไปพักได้ที่เนินเขาด้านโน้น” หลิวเหิงชี้ไปทางเนินเขาที่ห่างออกไป “ที่นั่นมีไฟอุ่น ๆ ให้ผิง ตากเสื้อผ้าให้แห้ง กระท่อมแห่งใหม่นั้นแห้งสนิทดีแล้ว”
ชาวบ้านส่งเสียงร้องด้วยความพอใจอีกครั้ง และคราวนี้เป็นเสียงที่ดังขึ้นกว่าเดิม ที่ผ่านมามีแต่ทำงานแช่อยู่ในโคลน ตอนหลับก็ตัวเลอะโคลน ตอนนี้เมื่อได้ยินว่าจะมีไฟอุ่น ๆ ให้ผิงก็ทำให้พวกเขายินดีเสียยิ่งกว่าได้เงินทองเสียอีก