ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 300 ใช้สิ่งใดมาอุดรูรั่ว
บทที่ 300 ใช้สิ่งใดมาอุดรูรั่ว
เหยียนซีออกคำสั่งให้พ่อค้าเกลือออกจากพื้นที่เมื่อวันก่อน แต่ทุกคนกลับพบว่าตอนนี้หัวหน้าคาราวานค้าเกลือของตระกูลติงและตระกูเสิ่นไม่เพียงไม่ถูกบังคับให้ออกไปเท่านั้น ทว่าเจ้าหน้าที่ทางการยังเป็นธุระจัดหาที่พักให้แก่พวกเขาอีกด้วย
คนอื่น ๆ ที่เห็นเหตุการณ์นี้เริ่มกังวลใจ เพื่อไม่ให้ถูกไล่ออกไป พวกเขาทั้งอ้อนวอน ขอร้อง และแกล้งทำเป็นป่วยเพื่อที่จะอยู่ดูสถานการณ์ต่อไปอีกหน่อย
ทุกอย่างเป็นตามที่เหยียนซีคาดหมาย เหล่าพ่อค้าแวะเวียนมายังที่ว่าการอำเภอไม่หยุดหย่อน เมื่อเจอเจ้าหน้าที่คนไหนก็อาสาจะเลี้ยงอาหาร หลายคนที่รอบคอบกว่าก็เชิญไปมากกว่าหนึ่งคน
หลิวจงเซี่ยวกับอาต้าออกไปจากที่ว่าการอำเภอ ทั้งยังกลับมาอย่างอิ่มหนำและเมามายทุกครั้ง
หลังจากวนเวียนกินอาหารกับพวกเขาอยู่สี่ถึงห้าวันต่อกัน แม้แต่อาต้าที่มั่นใจในความสามารถด้านการกินดื่มของตนเองก็ยังบ่นขึ้นมาว่าตนเริ่มทนไม่ไหวแล้ว
โชคดีที่ตอนนี้พ่อค้าเกลือเริ่มจะหายตื่นตระหนกจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว
หลังจากที่เริ่มตั้งสติได้ พวกเขาก็ส่งจดหมายไปขอคำชี้แนะจากเจ้านายของตน
ไม่มีใครยอมเสียกิจการค้าเกลืออันล้ำค่านี้ไปอย่างแน่นอน ในปีก่อน ๆ เมื่อการค้าเกลือถูกจำกัด พวกเขาจะไม่มีทางแก้ไขได้เลย และทำได้เพียงมองคนอื่นได้เนื้อไปกิน โดยที่ตนเองไม่ได้รับแม้แต่น้ำแกงสักหยด ยามนี้เนื้อรออยู่แล้วเหลือเพียงหยิบตะเกียบขึ้นมาคีบเท่านั้น
ผู้คนพบว่ายามนี้กิจการทั้งหมดในเหลียวโจวเติบโตได้ดีมาก ในถนนหลักก็ยังเนืองแน่นไปด้วยผู้คนที่สัญจรไปมา
พวกเขาเคยนำรถม้าเปล่าเข้าไปในซินเย่และกลับออกไปพร้อมเกลือเต็มคัน แต่ยามนี้ทุกอย่างต่างออกไป เพราะรถม้าเปล่าขาเข้าซินเย่ถูกแทนที่ด้วยผ้าน้ำมัน ข้าวสาร สิ่งของที่จำเป็น เพื่อส่งเข้าไปในซินเย่ผ่านประตูตามถนนหลักของหน่วยงานไปรษณีย์เหลียวผิงมุ่งหน้าสู่ที่ว่าการอำเภอ
เหยียนซีเห็นว่าโรงเก็บของในที่ว่าการอำเภอเต็มไปด้วยสิ่งของมากมาย และเงินที่ได้จากพ่อค้าเกลือก็มหาศาลเช่นกัน เรื่องนี้ทำให้เธอเริ่มอุ่นใจขึ้นมาเล็กน้อย
หลิวเหิงไม่ได้เก็บเงินไว้กับตัวเองเท่าไหร่นัก เขาขูดรีดมันมาจากพ่อค้าเกลือ จากนั้นก็นำไปจ้างแรงงานทำนา กำไรทั้งหมดถูกใช้ไปกับนาขั้นบันไดและป้อมรักษาการณ์ เงินทุกตำลึงเข้ามือซ้ายแล้วออกไปทางมือขวาทั้งสิ้น
อย่าว่าแต่จะได้กำไรเลย ตั้งแต่มาถึงที่นี่ พวกเขาใช้เงินส่วนตัวออกไปเป็นจำนวนมากอีกด้วย
เธอเป็นแม่ค้า มีความเชื่อเสมอว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็สามารถอุ่นใจได้หากยังมีเงินไว้ในสองมือ
ตอนนี้ด้วยเงินหลายแสนตำลึงและสิ่งของที่จำเป็นมากมาย ภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นในซินเย่ได้รับการรับประกันความปลอดภัยแล้ว
ก่อนหน้านี้เหยียนซีกังวลมาก แต่ก็ทำได้เพียงอดกลั้นทำเป็นนิ่งสงบ ทว่าในยามนี้เธอรู้สึกว่าตนเองสามารถสงบใจได้อย่างแท้จริงเสียที
ขณะนี้กิจการในที่ว่าการอำเภอผู้ที่ดูแลรับผิดชอบคือหัวหน้าสวีมู่เจี๋ยและเหยียนซี แม้เธอจะไม่เคยพบเขามาก่อน แต่ก็ได้ยินจากหลิวเหิงว่าหัวหน้าสวีผู้นี้เป็นคนแปลก เมื่อมอบเงินแล้วเขาจะรับไปทันที จากนั้นก็จะมุ่งมั่นทำงานตามที่ได้รับหมอบหมายอย่างเต็มที่โดยไม่ขัดแย้ง
เขาเกิดในตระกูลจู่เหริน มีทั้งความสามารถและพรสวรรค์ อาศัยอยู่กับครอบครัวในบ้านหลังไม่ใหญ่นักที่อำเภอซินเย่ ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับนายอำเภอไม่นับว่าห่างเหิน แต่ก็ไม่อาจนับว่าใกล้ชิดเช่นกัน ยามปกติจะไม่มีปากมีเสียงพร้อมทำตัวราวกับเป็นอากาศ
มีเพียงงานต่าง ๆ ที่หลิวเหิงต้องตัดสินใจเท่านั้นที่จะถูกส่งไปที่ชุมชนหนานหยวน สิ่งที่หัวหน้าสวีสามารถจัดการเองได้จะถูกสะสางทันที ส่วนผู้ช่วยหลี่ถูกคุมขังอยู่เช่นเดิม ว่ากันตามตรงแล้วหัวหน้าสวีเองก็สังเกตเห็นเรื่องนี้ แต่เขาก็เพียงเพิกเฉยและทำเป็นไม่รับรู้
อย่างไรยามนี้การที่เขาทำงานอย่างหนักระหว่างที่แม่น้ำหุนทำท่าจะทะลักเข้าท่วมก็แสดงให้เห็นว่าหัวหน้าสวีพึ่งพาได้ไม่น้อย
ดังนั้นเหยียนซีจึงวางใจว่าสามารถฝากงานไว้กับหัวหน้าสวีได้ นอกจากนี้เธอยังไม่ได้มีอำนาจหรือหน้าที่ที่จะสามารถดำเนินการงานใด ๆ ของราชการได้ อีกทั้งเด็กสาวก็ยังมีทั้งหน่วยลาดตระเวน เจ้าหน้าที่ที่จ้างเพิ่มมา รวมทั้งเฉวียจือที่คอยเป็นหูเป็นตาให้อยู่เสมอ อย่างร้ายที่สุดหากหัวหน้าสวีก่อปัญหา เธอก็ยังสามารถอ้างคดีของผู้ช่วยหลี่ขึ้นมาจัดการเขาได้
หลังจากอยู่ในยุคโบราณได้ระยะหนึ่ง ในที่สุดเหยียนซีก็เข้าใจคำกล่าวที่ว่า ต่อให้ขึ้นสูงเทียมยอดเขา แต่ก็ยังห่างไกลจากจักรพรรดิ นั้นมีความหมายเช่นนี้เอง หลิวเหิงสร้างเรื่องมากมายในซินเย่แห่งนี้ ทว่ายังใช้เวลากว่าสิบวันครึ่งกว่าข่าวจะไปถึงเมืองหลวง หากเธอทำตัวโอหังอยู่เหนือกฎหมายหรือเข่นฆ่าผู้คนไปเป็นจำนวนมาก ก็อาจจะไม่มีใครต้องรับผิดชอบในเรื่องนี้ก็ได้
หลังจากไตร่ตรองอยู่สักพัก เหยียนซีก็ตัดสินใจพาเหยียนหลิ่ว อาต้า และผู้ติดตามจำนวนหนึ่งเดินทางไปยังชุมชนหนานหยวนพร้อมอาหาร ผ้าน้ำมัน กระสอบทราย และของจำเป็นทั้งหมด
ระหว่างทางเธอพบกับฝนตกหนักหลายครั้ง แต่โชคดีที่มีป้อมรักษาการณ์คอยเป็นที่หลบฝน เมื่อพวกเขาได้ยินว่าเธอเป็นคนของจวนนายอำเภอหลิว เหล่าหน่วยลาดตระเวนก็พากันมาดูแล ช่วยกันจุดฟืนไฟ ปรุงอาหารให้ ด้วยกลัวว่าจะทำสิ่งใดไม่เหมาะสม
หัวหน้าป้อมคร่ำครวญกับเหยียนซี “คุณหนูขอรับ หากมีสิ่งใดที่คุณหนูต้องการขอเพียงสั่งพวกเรามา พวกเรายินดีรับใช้ท่านขอรับ นายอำเภอทำงานหนักอยู่ที่เขื่อนทุกวันเพื่อชาวบ้านซินเย่ ข้าเองก็หวังจะทำอะไรสักอย่างเพื่อช่วยเหลือใต้เท้าผู้อาวุโสของเราได้บ้าง”
ผู้อาวุโสงั้นหรือ? เหยียนซีได้ฟังก็ตกตะลึง เขาเป็นเพียงชายหนุ่มอายุสิบเก้าเท่านั้นเอง
ทว่าการได้ยินคำยกย่องเชิดชูถึงเพียงนี้ก็ทำให้รู้ได้ว่าการทำงานหนักของหลิวเหิงไม่ได้ไร้ผล
ตลอดทางที่ขนของ ฝนก็ยังคงตกอย่างต่อเนื่อง เธอได้พบกับเจ้าหน้าที่ที่หลิวเหิงส่งกลับมาเพื่อขนข้าวสาร ทว่าเหยียนซีเดินทางต่ออย่างไม่สนใจว่าฝนจะโปรยปราย เธอมีผ้าน้ำมันมากพอที่จะคลุมข้าวสารไม่ให้เปียกชื้น และไปถึงหนานหยวนอย่างรวดเร็วในสามวันจากนั้น
หลังจากตามไปถึงเขื่อนกั้นแม่น้ำหุน เธอก็นั่งรถม้าไปตามทาง และเห็นกลุ่มคนกำลังเคลื่อนไหวอย่างช้า ๆ ท่ามกลางสายฝนที่ตกกระหน่ำลงมา ทำให้ไม่สามารถบอกได้ว่าใครเป็นใคร ทุกคนสวมกางเกงที่เปื้อนโคลน เมื่อมีคนเดินสวนรถม้ามาก็เห็นว่าเส้นผมของเขาจับเป็นก้อน เพราะมีเศษโคลนติดอยู่จนแห้งและกลับมาเปียกอีกครั้ง
คนกลุ่มหนึ่งถือกระสอบฟางกำลังเดินผ่านรถม้าไป หลังจากผ่านไปได้ไม่กี่ก้าว หนึ่งในนั้นก็หยุดแล้วถามขึ้น “ใครอยู่ในรถม้า”
เหยียนซีเปิดม่านรถม้าออกไป และเห็นว่าคนที่ยืนอยู่คือหลิวเหิง
เขาแบกกระสอบฟางไม่ต่างจากชาวนา เนื้อตัวเปียกโชกไปด้วยน้ำฝน ทว่าสวมหมวกไม้ไผ่คลุมศีรษะ แต่เพราะลมแรงที่มาพร้อมกับฝน ทำให้หมวกใบนั้นไม่สามารถช่วยอะไรได้เลย เพียงแค่เขายืนอยู่ตอนนี้ ก็มีหยดน้ำจำนวนมากมาจากตัว
“ซีเอ๋อร์ เจ้ามาทำอะไรที่นี่ ไม่ได้นะ กลับไปเร็วเข้า!”
“พี่เอ้อร์หลาง เหตุใดท่านจึงผอมถึงเพียงนี้เจ้าคะ!?”
ทั้งสองพูดขึ้นพร้อมกันทันที คนหนึ่งไม่พอใจ ส่วนอีกคนเต็มไปด้วยความเป็นห่วง
เหยียนซีไม่คาดว่าชายที่เต็มไปด้วยท่าทีนุ่มนวลอย่างบัณฑิต จะเปลี่ยนไปหลังจากที่ไม่ได้พบกันเพียงไม่กี่วันเช่นนี้ ใบหน้าของเขาคล้ำขึ้น มีรอบคล้ำใต้ตาอย่างชัดเจน อีกทั้งยังเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าอย่างไม่อาจหลบซ่อน ชายเสื้อคลุมทางการของเขาที่สอดไว้ใต้เข็มขัดมีโคลนเลอะหนานเป็นชั้น ๆ เท้าเปลือยเปล่าอย่างชาวนา และคล้ายว่าจะแช่อยู่ในโคลนนานจนซีดเซียว
“ท่านผอมลงขนาดนี้ได้อย่างไร?” เหยียนซีพึมพำอีกครั้ง เธอรู้สึกดวงตาร้อนผ่าวขึ้นมา มือเรียวรีบปาดมันอย่างลวก ๆ และกำลังจะลงจากรถม้า
“อย่าลงมา!…” หลิวเหิงตกใจมาก พร้อมยื่นมือออกไปหยุดนาง “ที่นี่มีแต่โคลนกับน้ำฝน เจ้ามาทำอะไรถึงที่นี่”
เหยียนซีไม่ดื้อดึงจะลงรถม้าอีก แต่ส่งสัญญาณให้หลิวเหิงวางถุงที่รถม้า หลิวเหิงไปนั่งข้างคนขับ ส่วนเด็กสาวก็เอาร่มให้เขากันตัวเองจากสายฝน
เธอเริ่มถามขึ้น “เขื่อนเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ”
“ตอนนี้ไม่เป็นอะไรมากแล้ว มีน้ำซึมเข้ามาสองจุด โชคดีที่หน่วยลาดตระเวนกลางคืนเห็นก่อนจึงปิดรอยรั่วได้ทัน” หลิวเหิงมีน้ำเสียงแหบแห้งและฟังดูเหนื่อยล้า แต่เมื่อเล่าเรื่องที่ว่าอุดรูรั่วได้ทัน น้ำเสียงของเขาก็แฝงไปด้วยความพอใจ แต่เมื่อคิดถึงสถานการณ์ยามนี้ชายหนุ่มก็อดถอนหายใจออกมาไม่ได้ “ตอนนี้ที่นี่มีอาหารไม่มากนัก ถุงฟางก็ไม่เพียงพอ อีกทั้งยังไม่ถึงฤดูเก็บเกี่ยว ดังนั้นฟางจึงไม่ใช่ของหาง่าย ที่หนานหยวนนี้แม้แต่วัชพืชแห้งที่หาเก็บได้ก็ถูกเอามาทำกระสอบฟางจนหมดสิ้นแล้ว ข้าส่งคนไปรวบรวมจากหมู่บ้านอื่น ๆ แต่ก็ยังไม่ทราบข่าวเลย”
เมื่อไม่มีทั้งฟางและเงินก็ไม่รู้จะหากระสอบฟางมาเพิ่มได้อย่างไร ถ้าไม่มีอะไรจะขนทรายใส่เข้าไป หากมีน้ำซึมมาอีกจะใช้อะไรอุดรูรั่วเล่า