ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 299 ภาพลักษณ์ที่คุ้นเคย
บทที่ 299 ภาพลักษณ์ที่คุ้นเคย
ผู้แทนติงเป็นคนคมคายและเต็มไปด้วยความหลักแหลม ซ้ำยังมีข้อมูลที่แม่นยำ คำพูดของเขาเต็มไปด้วยคำชมเชย หากเหยียนซีไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญในการจูงใจลูกค้าเช่นกัน ก็คงจะหลงเชื่อคำพูดหวานหูเหล่านั้นไปแล้ว
สิ่งที่เขาเอ่ยช่างเต็มไปด้วยความยกย่องอย่างลึกซึ้ง เหยียนซีจึงพยักหน้าตามเขาระหว่างที่ฟัง
แม้เขาจะพูดจบแล้ว เด็กสาวก็ยังพยักหน้าตามอยู่ “ใช่แล้ว ใต้เท้าของข้าคือผู้เสียสละเพื่อทุกคนอย่างแท้จริง คนอื่น ๆ ต่างก็พูดเช่นเดียวกับท่าน ดังนั้นใคร ๆ จึงต้องการจะให้ความช่วยเหลือแก่ซินเย่” เธอกล่าวพลางมองโต๊ะน้ำชาข้างตัว ซึ่งมีประดาษสองสามแผ่นวางซ้อนกันอยู่
ดวงตาของผู้แทนติงสั่นไหว สิ่งที่เขียนอยู่บนกระดาษแผ่นนั้นมีขนาดค่อนข้างใหญ่ เห็นได้ชัดเจนว่าเป็น ‘ผ้าน้ำมันและเงินห้าหมื่นตำลึง’
ผู้แทนติงยิ่งหุบยิ้มลงอีกครั้งเมื่อเห็นว่าหมึกที่เขียนจำนวนนั้นลงไปยังไม่ทันแห้งดี หมายความว่านั่นเป็นจำนวนเงินที่ผู้จัดการเสิ่นมอบให้นางงั้นหรือ?
ตระกูลเสิ่นลงทุนสูงถึงห้าหมื่นตำลึง ไหนจะผ้าน้ำมันอีกจำนวนมาก ท่าทางจะตั้งใจกอบกุมอำนาจเหนือที่นี่อย่างไม่ต้องสงสัย
พวกเขาต้องการจะค้าเกลือที่นี่แต่เพียงผู้เดียวอย่างนั้นหรือไม่
ผู้แทนติงคำนวณอยู่ในใจแล้วเริ่มกล่าวกับเหยียนซี “ข้ายินดีจะร่วมหัวจมท้ายไปกับใต้เท้าหลิวขอรับ และยังยินดีจะมอบความช่วยเหลือแก่ซินเย่ ตระกูลติงยินดีมอบเงินแปดหมื่นตำลึงเพื่อใช้ในการบรรเทาภัยพิบัติ โดยหวังว่าจะเป็นประโยชน์แก่การสร้างเขื่อน ซ่อมแซมตลิ่งไม่ให้เกิดน้ำท่วมที่ซินเย่ได้ อีกทั้งยังยินดีจะมอบกระสอบทรายพันกระสอบกับผ้าน้ำมันอีกสิบม้วน เพื่อเป็นวัสดุในการสร้างคันดินขอรับ”
เหยียนซีถามอย่างกระตือรือร้น “จริงหรือไม่ แปดหมื่นตำลึงเชียวหรือ!?”
ผู้แทนติงโล่งใจขึ้นมา ดูเหมือนจะยังไม่มีใครยอมจ่ายเงินมากมายเท่ากับเขาในยามนี้ “ข้าจะกล้าหลอกลวงคุณหนูได้อย่างไรขอรับ นี่เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการช่วยเหลือผู้คน ตระกูลติงของเราเข้าใจดีว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญที่สุด”
ก่อนจะเข้ามาพบเหยียนซี เขาคิดจะมอบเงินจำนวนหนึ่งเพื่อสร้างความสัมพันธ์ต่อหลิวเหิง และครอบครองเส้นทางค้าเกลือในซินเย่ หากตระกูลติงได้เป็นหนึ่งในเส้นทางการค้านี้ และตระกูลอื่น ๆ ต้องซื้อขายเกลือผ่านตระกูลติงคงนับว่าเป็นเรื่องดีไม่น้อย อีกทั้งก็ไม่ต้องกังวลว่าตระกูลติงจะขัดสนอีกต่อไป
แต่หลังจากได้รู้ว่าตระกูลเสิ่นมอบเงินมากมายถึงเพียงนั้น ผู้แทนติงก็ไม่คิดจะผูกขาดการค้าเกลืออีกต่อไป เขาลดความต้องการลงเป็นเพียงการเข้าออกที่นี่อย่างสะดวก อย่างน้อยก็อาจจะสามารถเพิ่มจำนวนการขนส่งเกลือจากที่นี่ได้บ้าง
ผู้แทนติงไม่ได้ทราบเลยว่าความจริงแล้วผู้จัดการเสิ่นที่จากไปเมื่อครู่ก็คิดเช่นเดียวกันกับเขาในเวลานี้
เมื่อเหยียนซีได้เห็นอาการของผู้แทนติง เธอก็ตบโต๊ะอย่างมีความสุขแล้วเอ่ยต่อ “เยี่ยมมาก! ท่านอย่าเพิ่งขนเกลือกลับไป เมื่อเงินและสิ่งของมาถึง ไม่ว่าท่านจะขนส่งเกลืออีกสักกี่คันรถข้าก็จะรับรองให้ท่านเดินทางได้อย่างราบรื่นโดยไม่ต้องกังวลเรื่องปิดเส้นทางอีกต่อไป”
คำมั่นที่เด็กสาวมอบให้ทำให้ผู้แทนติงภูมิใจเล็กน้อย “ขอบคุณคุณหนูเหยียนขอรับ ข้าไม่ได้หวังเลยว่าคุณหนูที่ยังดูอายุน้อยแต่กลับเก่งกาจไม่ต่างจากผู้ใหญ่ ท่านตัดสินใจได้อย่างเฉียบแหลมและน่าชื่นชมเป็นอย่างยิ่ง”
“เอาละ ๆ ไม่ต้องกังวล ข้าไม่เคยผิดคำพูดต่อผู้ใด” เหยียนซีแทบจะทุบอกไล่ความตื่นเต้นในใจ
ผู้แทนติงพูดคุยกับเธอต่อไปอีกเล็กน้อย ตอนนั้นเองเหยียนซีเริ่มเกียจคร้านขึ้นมา เธอปิดปากหาวแล้วหันไปทางหลิวจงเซี่ยว “ข้าชักหิวขึ้นมาแล้ว”
“ขอรับคุณหนู อาหารเช้าจากครัวจะถูกยกมาทันที” หลิวจงเซี่ยวเดินไปทางผู้แทนติงและโค้งให้อย่างละอาย “ต้องขออภัยผู้แทนติงด้วยขอรับ วันนี้มีแขกมาแต่เช้า คุณหนูของเราเลยยังไม่ทานอาหารเช้า…”
“เป็นข้าเองที่มารบกวนคุณหนู ไม่ต้องขออภัยเลย” นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้พบเหยียนซีเป็นการส่วนตัว ที่ผ่านมาเพียงได้ยินคำบอกเล่าเกี่ยวกับนางเท่านั้น นางเป็นคนไม่เกรงใจผู้ใด พูดจาตรงไปตรงมาไร้ซึ่งความปรานีและอ่อนน้อม แม้จะอายุน้อยเพียงนี้และประดับเครื่องประดับอย่างอ่อนช้อยก็ตาม
ปกติเมื่อพูดคุยกันเรื่องผลประโยชน์เช่นนี้จะไม่มีใครรับปากสิ่งใดออกมาตรง ๆ และจะพูดจาเกี่ยวกับผลประโยชน์อย่างอ้อมค้อมที่สุด อีกทั้งยังแสดงท่าทีเกรงใจกันออกมา จากนั้นจึงไปนับรายได้ของตนเองลับหลังอย่างเงียบ ๆ
จะมีใครกันที่กล้าพูดเรื่องน่าละอายอย่างตรงไปตรงมาเช่นนาง
นายอำเภอหลิวช่างน่าสงสาร ที่จะต้องแต่งงานกับว่าที่ภรรยาเช่นนี้
เมื่อพวกเขาอยู่ที่เมืองหลวง สาวชาวบ้านผู้นี้ถึงขั้นร้องทุกข์ต่อหน้าพระพักตร์ขอพระราชทานความยุติธรรมแก่เขา ซึ่งเป็นการช่วยชีวิตหลิวเหิงเอาไว้
จอหงวนผู้นี้ช่างน่าสงสาร ภรรยาที่ต้องแต่งงานด้วยเป็นคนเช่นนี้ สมควรอย่างยิ่งที่เขาจะต้องอบรมนางให้ดี ไม่เช่นนั้นคงจะเป็นที่พูดถึงไปทั่วว่ามีความสัมพันธ์กับสตรีไร้หัวใจ ความเกรงใจที่หลิวเหิงมอบให้นางนั้นคงเป็นเพราะเขาเกรงว่าคู่หมั้นจะสร้างความเสื่อมเสียต่อหน้าธารกำนัลอย่างนั้นใช่หรือไม่
ผู้แทนติงกล่าวอำลาด้วยความเคารพ และเมื่อเขาเดินออกไปจากห้อง ก็ยังรู้สึกสงสารหลิวเหิงและยังดูหมิ่นสตรีเช่นเหยียนซีอยู่
เขาลืมไปเสียสนิทว่าซินเย่ไม่เคยจำกัดจำนวนรถขนส่งเกลือในการเข้าออก
นายอำเภอหลิวเรียกเก็บเงินตามจำนวนรถม้าและเกวียน นั่นหมายความยิ่งมีรถม้ามากเพียงใด เขาก็ยิ่งทำเงินได้มากเท่านั้น
การรับประกันจากเหยียนซีเป็นเรื่องไร้สาระเป็นอย่างยิ่ง
หลังจากที่ผู้แทนติงออกไปแล้ว เหยียนซีก็ฟุบลงกับโต๊ะน้ำชา เครื่องประดับศีรษะที่เธอสวมอยู่ช่างหนักอึ้งราวกับว่าคอเรียวของเด็กสาวจะไม่สามารถทนทานได้อีกต่อไป เธอจิบชาและกินขนมไปสองชิ้นแล้วจึงหันไปถามหลิวจงเซี่ยว “มีใครอีกหรือไม่”
“คุณหนู เป็นพ่อค้าเกลือรายย่อยขอรับ อย่างที่คุณหนูกำชับไว้ ข้าไม่ปล่อยให้เขาได้เห็นว่าผู้แทนติงมาที่นี่”
“โอ้” เหยียนซีตอบ เปลี่ยนกองกระดาษบนโต๊ะเป็นอีกกองหนึ่ง จากนั้นก็เอาพู่กันจุ่มลงหมึก เขียนจำนวนลงไปในนั้นอย่างแฝงความนัย
พ่อค้าเกลือรายย่อยมาถึงและเริ่มพูดคุยกันไปได้เพียงไม่นาน พวกเขาไม่แม้แต่จะแตะชาสักถ้วยก็เริ่มสัญญาจะมอบเงินหมื่นตำลึงแก่ซินเย่ และออกไปขอให้เจ้านายส่งเงินมาด้วยความพึงพอใจ
หลังจากที่ชายคนนั้นจากไป เหยียนหลิ่วก็กลับมาในห้องพร้อมกับกระดาษแผ่นหนึ่ง ภายในเต็มไปด้วยข้อความที่ถูกบันทึกไว้ตามข้อตกลงของเหล่าพ่อค้า “คุณหนูเจ้าคะ พ่อค้าทั้งหมดที่พบเช้านี้สัญญาจะมอบเงินและสิ่งของทั้งหมดตามรายการนี้เจ้าค่ะ”
เหยียนซีมองดูรายชื่อและรายการทั้งหมดก็พบว่านอกจากเงินแล้ว ก็ยังมีสิ่งของจำเป็นอื่น ๆ อีกมากมาย รวมถึงอาหาร เสื้อผ้า รองเท้าฟาง และกระสอบทราย…
วันนี้เธอได้รับผลประโยชน์มากมายซึ่งเป็นที่น่าพอใจมาก
เหยียนซีไหวไหล่เล็กน้อย “วันนี้ข้าจะพอเท่านี้ ไม่ต้อนรับใครก็ตามที่มาหลังจากนี้อีกแล้ว แต่หากเขาชวนเจ้าดื่มก็ไปกับเขาได้”
“ข้าไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่าจะมีวันที่ต้องกลัวด้วยว่าท้องจะไม่สามารถรองรับการดื่มสุรามากไปกว่านี้ได้ขอรับ” หลิวจงเซี่ยวหัวเราะ
“ไม่ยากเลย เจ้าก็ให้อาต้า เฉวียจือกับคนอื่น ๆ ไปกับเจ้าด้วย” พวกเขาล้วนเป็นคนของนายอำเภอ หากไม่ใช่พ่อบ้านหลิวก็เป็นอาต้าและคนอื่น ๆ ได้เช่นกัน
อาต้าเองก็หัวเราะชอบใจ พลางเดินไปรอรับอาหารมื้อใหญ่ที่ด้านนอก
เหยียนซีเอากระดาษที่วางอยู่ข้างตัวขึ้นมาดู ทั้งหมดล้วนเป็นอุปกรณ์ประกอบฉากที่ได้ผลมาก
เหยียนหลิ่วมองกระดาษเหล่านั้นแล้วถามขึ้น “คุณหนูเจ้าคะ มีกระดาษอยู่มากมายหลายจำนวน ท่านรู้ได้อย่างไรว่าคุยกับใครต้องใช้แผ่นใด”
“เรื่องนั้น… เป็นความลับ” เหยียนซียอมแพ้ที่จะอธิบาย
ความจริงแล้วหากว่ากันตามตรง เรื่องนี้คือการใช้ประโยชน์จากข้อมูลและประสบการณ์ที่เธอเคยมีมาก่อนเท่านั้นเอง ชาติก่อนเธอได้มีโอกาสประสานงานธุรกิจกับผู้คนมากมายเพื่อร่วมลงทุน แน่นอนว่าผลประโยชน์และข้อเสนอสำหรับแต่ละบริษัทก็ล้วนแตกต่างกันไปตามแต่ละแห่ง
เมื่อวานนี้เหยียนซีขอให้หลิวจงเซี่ยวเชิญพ่อค้าเกลือทั้งหมดมาพบ ทุกคนเพียงคิดว่าเธอไร้มารยาทที่จัดที่นั่งให้พวกเขาแบบสุ่มเช่นนั้น
ทว่าความจริงแล้วนั่นเป็นการทำความรู้จักลำดับความสัมพันธ์ของพวกเขาทั้งหมด เพื่อให้ทราบได้ว่าใครเป็นผู้มีอำนาจมากน้อยเพียงใดอย่างแท้จริง ดังนั้นเธอจึงปล่อยให้พวกเขาเลือกที่นั่งของตนเอง
เป็นเรื่องปกติที่ในแวดวงการค้าเดียวกันจะมีการจัดลำดับระหว่างกันอยู่
หากไม่ได้อาศัยอุบายเช่นนี้ เธอคงไม่มีทางทราบได้เลยว่าสำหรับพวกเขาแล้วมีใครบ้างที่ถือว่าเป็นที่เกรงใจและนับว่าแข็งแกร่งกว่าอยู่ในหมู่พวกเขาเอง
ผู้จัดการเสิ่นและผู้แทนติงได้รับความยินยอมให้นั่งในตำแหน่งแรกด้านซ้ายและขวา ส่วนคนอื่น ๆ ก็เลือกที่นั่งอย่างเคยชินตามสถานะความแข็งแกร่งของเจ้านายแต่ละตระกูล
ตามการเรียงลำดับนี้ทำให้เหยียนซีสามารถเขียนจำนวนเงินวางไว้ข้างโต๊ะเพื่อให้พวกเขาเห็นระหว่างพูดคุยกับทุกคนอย่างแม่นยำ
เช่นเดียวกับตอนที่ผู้จัดการเสิ่นเข้ามาพบเธอ สิ่งที่เขาได้เห็นบนโต๊ะข้าง ๆ นั่นคือกระดาษที่เขียนว่า ‘ติง’ อย่างชัดเจนแต่ไม่ได้เห็นจำนวนเงิน เมื่อผู้แทนติงมาถึง สิ่งที่เขาได้เห็นคือรายการที่เพิ่งจะเขียนใหม่ ๆ ไม่ทันแห้งดีที่มีเพียงจำนวนเงิน ทว่าไม่ได้บอกรายชื่อว่าเป็นของผู้ใด
เหยียนหลิ่วและคนอื่น ๆ เคยเห็นเหยียนซีดูแลกิจการที่เมืองหลวงมาแล้ว ทว่าหลิวจงเซี่ยวเพิ่งมาทีหลังและไม่เคยเห็นยามเด็กสาวทำงานมาก่อนตั้งแต่ถูกซื้อตัวมา ดังนั้นเขาจึงไม่เคยเห็นวิธีการทำเงินของคุณหนู
เขามองเหยียนซีด้วยดวงตาเป็นประกาย แทบจะคุกเข่าลงสรรเสริญนางเลยทีเดียว… เมื่อเปรียบเทียบกับคุณหนูแล้ว ความสามารถในการหาเงินของใต้เท้ายังตามหลังอยู่มาก
ตั้งแต่มาถึงซินเย่ ใต้เท้าเหน็ดเหนื่อยกับการปิดถนน อีกทั้งยังต้องหาของมาขายจึงจะได้รับเงินถึงหมื่นตำลึงมา
ทว่าคุณหนูเพียงนั่งเจรจาในครึ่งเช้าของวัน ดื่มชาหนึ่งกา กินของว่างไปสองจาน แต่ก็หาเงินได้เกือบสามแสนตำลึง!
อันที่จริง เขาไม่สามารถตำหนิว่าหลิวเหิงอ่อนแอกว่าได้เลย หลิวจงเซี่ยวไม่เข้าใจว่าเหยียนซีหาเงินได้มากถึงเพียงนี้ก็เพราะตัวชายหนุ่มเอง ที่ทุกคนยอมจ่ายเงินให้เธอวันนี้ก็เพราะชื่อเสียงเรื่องการเป็นนายอำเภอจอมปอกลอกของหลิวเหิงทั้งสิ้น
คาราวานพ่อค้าเกลือทั้งหมดต่างหวาดกลัวหลังจากถูกหลิวเหิงหาเรื่องเก็บเงินครั้งแล้วครั้งเล่า ที่สำคัญคือเขาไม่เคยยินยอมให้ใครเข้าถึงตัวเพื่อทำการเจรจาได้ และไม่เคยมีท่าทีจะอ่อนข้อให้แก่ผู้ใด แม้แต่ผางหลิงและอู๋ฉางฉื่อก็ยังไม่กล้าทำอะไรกับเขา หากเหยียนซีประกาศว่าชายหนุ่มจะปิดถนนหลัก มีหรือพวกเขาจะไม่กลัวว่านายอำเภอจะกล้าทำเช่นนั้นจริง ๆ
เหยียนซีแต่งกายอย่างเศรษฐีใหม่ เธอเอ่ยปากพูดสิ่งต่าง ๆ อย่างไม่อ่อนน้อม และเอ่ยประโยคห้วน ๆ ออกมาเสมอ อีกทั้งยังไม่เอ่ยเรื่องใดอีก สิ่งนี้มันทำให้พวกเขารู้สึกว่านี่เป็นเพียงการถ่ายทอดคำสั่งจากผู้อื่น เธอไม่ได้คิดอะไรเช่นนี้เอง มีเพียงนายอำเภอหลิวเท่านั้นที่สั่งสอนเธอมา
ดังนั้นเมื่อได้ยินว่าถนนจะถูกปิด พวกเขาจึงไม่มีเวลาไปปรึกษากับเจ้านายและไม่ได้เข้าหาผู้มีอำนาจคนอื่น ๆ พวกเขารีบจัดการแก้ปัญหาให้หลิวเหิงอย่างรวดเร็วก่อนที่จะไม่ทันการณ์
คืนนั้นหลิวจงเซี่ยวไปโรงเตี๊ยมหลายแห่ง ใช้ภาพลักษณ์พ่อบ้านจอมโลภเงินพิชิตพ่อค้าทั้งหลายและรับเงินมามากมาย
เมื่อเหล่าพ่อค้าเกลือคิดว่านี่คือภาพลักษณ์ปกติของนายอำเภอหลิวจอมปอกลอกอยู่แล้ว พวกเขาจึงจ่ายเงินออกไป สุดท้ายพวกเขาก็ถูกกดดันให้จ่ายเงินก้อนโตออกไปเช่นนี้เอง