ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 294 สถานการณ์เช่นเดิม
บทที่ 294 สถานการณ์เช่นเดิม
หลังจากที่ประชุมในอิงเฉิงตัดสินใจแล้ว ชุยถงเหอก็ออกฎีกาไปยังอำเภอต่าง ๆ ในนามเจ้าเมืองอย่างรวดเร็วเพื่อกระตุ้นให้ทุกอำเภอเตรียมรับมือกับภัยพิบัติอย่างแข็งขันและระวังเรื่องน้ำท่วมที่อาจสร้างอันตรายได้
ฎีกานี้ก็ถูกส่งไปยังซินเย่ด้วยเช่นกัน
หลิวเหิงกำลังช่วยเหลือชาวบ้านอยู่ที่แม่น้ำ ผู้ช่วยหลี่จึงรับผิดชอบดูแลงานในที่ว่าการอำเภอ
ทันทีที่เขาเห็นคำสั่งก็อยากจะเงยหน้าขึ้นฟ้าแล้วหัวเราะดัง ๆ สามครั้ง หลิวเหิง …ถึงคราวตายของท่านแล้ว!
ในขณะที่อำเภอคังผิงได้มีการรวบรวมกำลังทหารไปช่วยดูแล และทำงานร่วมกับนายอำเภอเพื่อซ่อมแซมเขื่อนกับถมตลิ่งแล้ว พวกเขาก็ยังได้นำเงินพร้อมเสบียงไปช่วยเหลือที่คังผิงทั้งหมด
ส่วนซินเย่ได้รับเพียงกระดาษหนึ่งแผ่นที่ไม่มีอะไร นั่นหมายถึงทางการตั้งใจจะปล่อยให้ปัญหาเกิดขึ้นงั้นหรือ
ถ้าตลิ่งพังแล้วหลิวเหิงถูกน้ำพัดหายไป ก็นับว่าเป็นโชคดีที่เขาจะได้รับการยกย่องว่าทำงานอย่างเต็มที่จนวาระสุดท้าย
แต่หากไม่เป็นเช่นนั้น ชายหนุ่มรอดจากน้ำท่วม เขาก็จะต้องถูกทางการดำเนินคดีอย่างแน่นอน เพราะขุนนางท้องถิ่นมีหน้าที่ในการรายงานการเกิดภัยพิบัติ และยังต้องรับผิดชอบในการช่วยเหลือชาวบ้านให้ปลอดภัยอีกด้วย หากน้ำท่วมซินเย่จริง ๆ นายอำเภอเช่นอีกฝ่ายอยู่ในตำแหน่งที่จะต้องรับผิดชอบมากที่สุด เพราะเป็นหน้าที่ของเขาโดยตรงในการบริหารจัดการความเสี่ยงและเงินที่ถูกจัดสรรมา
เว้นแต่จะสามารถหากำลังคนมาช่วยจัดการซ่อมแซมเขื่อนและถมตลิ่งได้จริง ๆ และไม่เกิดน้ำท่วมขึ้นที่นี่ เขาจึงจะรอดพ้นไปได้ แต่จะทำเช่นนั้นได้หรือ? แม้ตอนนี้หลิวเหิงไม่ได้ขาดแคลนกำลังคน และอาจจะระดมคนที่แข็งแรงมาช่วยงานได้ตลอดเวลา
ทว่าก็ยังต้องมีข้าวของและเครื่องมือต่าง ๆ ในการสู้กับอุทกภัยมีส่วนสำคัญอื่น ๆ มาเกี่ยวข้องมากกว่าเรื่องกำลังคน เช่น อาหารสำหรับคนงาน กระสอบทรายสำหรับกั้นน้ำ แม้กระทั้งจอบเสียมที่ใช้ขุดดิน… พวกมันล้วนต้องมีค่าใช้จ่าย
ตั้งแต่หลิวเหิงมาถึงซินเย่ เขาก็กลายเป็นคนที่ถูกสั่งให้ไปทำธุระน่ารำคาญใจมากมายและยังถูกตำหนิไม่เลิก เมื่อคิดว่าคราวตายมาเยือนหลิวเหิงแล้ว ผู้ช่วยหลี่ก็อดไม่ได้ที่จะขอให้ภรรยาเตรียมกับแกล้มดี ๆ สองสามอย่างมาร่ำสุราอย่างมีความสุขที่ลานบ้าน เมื่อคนเราเบิกบาน ในวันฟ้าครึ้มเช่นนี้ทิวทัศน์รอบ ๆ ก็สวยงาม และแม้แต่สตรีหน้าเลือดที่คิดถึงอยู่ยามนี้ก็ช่างดูงดงาม
เมื่อหลิวเหิงตาย คู่หมั้นของเขาก็จะกลายเป็นเพียงสตรีไร้ที่พึ่ง คงจะดีเป็นอย่างยิ่งหากได้รับนางมาปรนนิบัติรับใช้
เหยียนซีกำลังรอให้พ่อค้าเกลือมาพบที่เรือนพักชั้นใน ทว่าทันใดนั้นก็ได้ยินผู้ช่วยหลี่กำลังดื่มสุราฮัมเพลงอย่างมีความสุข
เมื่อได้ยินดังนั้นเด็กสาวก็แปลกใจขึ้นมา ใคร ๆ ต่างก็รู้ว่าที่ผ่านมาผู้ช่วยหลี่ถูกสั่งให้ไปซื้อผักผลไม้ทุกวันและไม่พอใจในส่วนแบ่งที่ตนเองได้รับ เขากังวลเกี่ยวกับอำนาจของตนเองเพราะหลิวเหิง ทุกครั้งที่กลับมาบ้านก็มักจะเงียบเหงาอยู่เสมอ
ตอนนี้พายุเพิ่งจะสงบลง แต่เขากลับมีอารมณ์มาร้องรำทำเพลงงั้นหรือ?
เหยียนเฟิงยังไม่กลับมา ดังนั้นเธอจึงยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเจ้านายของเขาคือใครกันแน่ เดิมทีคิดว่าน่าจะเป็นผางหลิง แต่กลับกลายเป็นว่าเขาไม่ได้ติดต่อเป็นการส่วนตัวอะไรกับอีกฝ่ายนัก และผู้จัดการผางก็ไม่ได้มอบความช่วยเหลืออะไรแก่เขาเลย
เหยียนซีไม่เคยประมาทผู้ช่วยหลี่ ความสุขของเขาอาจหมายถึงอันตรายที่กำลังจะมาถึงตัวหลิวเหิง
เหยียนหลิ่วเห็นเหยียนซีหันไปทางกำแพงจึงเสนอขึ้น “คุณหนู คืนนี้อยากให้ข้าไปสืบให้ไหมเจ้าคะ”
เด็กสาวคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็ตอบกลับไป “ไม่ต้องรอกลางคืน เมื่อมีเรื่องให้ผู้ช่วยหลี่ดีใจเช่นนี้ ในยามนี้คงมีบางสิ่งเกิดขึ้นแล้ว”
เหยียนซีพาทุกคนไปที่เรือนหลังข้าง ๆ อาต้าเป็นผู้เคาะประตู ผู้ช่วยหลี่ถามขึ้นอย่างไม่พอใจทันที “นั่นใคร!”
“ผู้ช่วยหลี่ คุณหนูต้องการพบท่านขอรับ”
เมื่อได้ยินว่าเหยียนซีกำลังมา เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยอมเปิดประตูให้ สิ่งดี ๆ ที่เขาคิดอยู่พลันชัดเจนขึ้น สตรีร่างบางผู้นี้ก้าวร้าวและดื้อรั้น
เขาเชิญเหยียนซีเข้ามา เด็กสาวก็เหลือบมองผู้ช่วยหลี่ทันที จากนั้นก็มองไปทางกับแกล้มและสุราของเขา “ช่างสบายใจดีเหลือเกินนะเจ้าคะ”
“คุณหนู นายอำเภอกำลังไปช่วยเหลือชาวบ้านที่ริมแม่น้ำ ตอนนี้ข้าจึงต้องประจำอยู่ในที่ว่าการ” นายอำเภอแสดงอำนาจอยู่ที่นี่มานาน ดังนั้นเมื่อถึงคราวของตนบ้างก็ช่วยไม่ได้ที่ผู้ช่วยหลี่จะแสดงอำนาจออกมา
เหยียนซีเหลือบมองเขาแล้วยิ้ม “ท่านคิดว่าเขาจะไม่กลับมาอีกแล้วอย่างนั้นสินะ”
“คุณหนูอย่าพูดเช่นนั้น นายอำเภอนำคนไปช่วยเหลือชาวบ้านโดยไม่ได้คำนึงถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับตัวเอง ข้าชื่นชมในตัวท่านมาก หากทำสำเร็จจะต้องได้รับการยกย่องจากทั้งชาวบ้านและทางการอย่างแน่นอน…” แต่หากทำไม่สำเร็จก็เป็นโศกนาฏกรรมเช่นกัน
เหยียนซีเข้าใจคำพูดของเขาอย่างชัดเจน เธออดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วแล้วกวาดตามองผู้ช่วยหลี่อยู่สองสามรอบ “ผู้ช่วยหลี่ได้รับข่าวใดมาบ้างหรือไม่”
ผู้ช่วยหลี่ดื่มสุราไปแล้วสองสามจอก เขายิ้มอยู่ในใจและไม่ได้สนใจท่าทีของเหยียนซี จากนั้นก็พูดขึ้นมาอย่างโอหัง “เรื่องที่ทางการแจ้งถึงอำเภอต่าง ๆ เป็นงานของขุนนาง เป็นธุระเจ้าหน้าที่ คุณหนูเหยียนเป็นเพียงสตรี ดังนั้นอย่ายุ่งจะดีกว่า”
“นั่นสินะ” เหยียนซีมองหลี่ปี้ซู่ด้วยรอยยิ้ม “ผู้ช่วยหลี่ ระยะนี้ท่านเป็นอย่างไรบ้างหรือ”
“ขอบคุณคุณหนูที่เป็นห่วง ข้าสบายดีมาก”
“ดูเหมือนท่านจะลืมไปแล้วว่าเมื่อข้าไม่พอใจจะเป็นเช่นไร จับเขามัดไว้!” เหยียนซีค้นพบว่าท่าทางก้าวร้าวของตนเริ่มจะคล้ายคลึงกับหลิวเหิงมากขึ้นเรื่อย ๆ
“ท่าน!?… นี่! …” หลี่ปี้ซู่ไม่คาดว่าเมื่อหลิวเหิงกำลังลำบากอยู่ริมแม่น้ำเช่นนี้แล้ว เหยียนซีที่เป็นคู่หมั้นจะยังมีแก่ใจมาสั่งจับเขามัดไว้อีก เขากำลังมีความสุขจึงลืมความโหดเหี้ยมของสตรีผู้นี้ไปเสียสนิท นางคือคนที่สั่งคุมตัวเขากับภรรยาไว้ในคราวก่อน เขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเสียใจกับตนเอง ไม่ควรรีบดีใจจนออกหน้าเกินไปเลย ควรจะรอให้หลิวเหิงตายไปจริง ๆ เสียก่อน
ความจริงจะโทษตัวเองก็ยังถือว่าไม่ได้อยู่ดี ช่วงที่ผ่านมาเขาถูกกดขี่อย่างหนัก ต้องออกไปซื้อของมาให้หลิวเหิงขายอยู่ทุกวัน และมักจะต้องเดินทางหัวหกก้นขวิดเพื่อรับใช้ชายหญิงคู่นี้ เมื่อสถานการณ์กำลังจะพลิกผัน ใครจะไปอดดีใจไม่ได้เล่า
เขาพยายามจะเอ่ยปากแก้ตัว แต่ราวกับว่าเหยียนซีไม่อยากจะฟังอะไร เหยียนหลิ่วจึงเข้ามาปิดปากเขา จากนั้นไม่นานทั้งเขาและภรรยาก็ต้องตกอยู่ในสถานการณ์เดิมอีกครั้ง
เขาเสียใจจนหน้าเขียวคล้ำและอยากจะตบหัวตนเองสักสองสามครั้งที่ปากพล่อย ยิ่งไปกว่านั้น เหยียนซียังมีจิตสำนึกอยู่บ้างหรือไม่!? นางยังมีอะไรที่ต้องการจากเขาอีกงั้นหรือ?
เหยียนซีมองหลี่ปี้ซู่แล้วยิ้มอย่างพอใจเล็กน้อย “หากพี่เอ้อร์หลางต้องตาย ข้าจะโยนท่านลงแม่น้ำหุนเซ่นวิญญาณเขาเช่นกัน” หลังจากพูดเช่นนั้นเธอก็หันหลังเดินออกไป เด็กสาวไม่อยากจะฟังคำพูดไร้สาระของหลี่ปี้ซู่ เมื่อหลิวเหิงกลับมาเขาคงจะมาสอบสวนผู้ช่วยหลี่ด้วยตนเอง
แต่เหยียนซีก็ยังอยากรู้เนื้อความในคำสั่งที่ได้รับจากทางการ โชคดีที่ทุกคนในที่ว่าการให้ความเคารพหลิวเหิงเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นจึงไม่มีใครกล้าขัดคำสั่งเธอไปด้วย อาต้าจึงไปที่โถงที่ว่าการและเอารายงานจากฎีกากลับมาได้
หลังจากที่เหยียนซีได้อ่านก็พบว่าเจ้าเมืองเหลียวโจวไม่ได้ไยดีชีวิตหรือความตายของหลิวเหิงและชาวบ้านที่นี่ พวกเขาไม่ส่งคนหรือเงินมาช่วยเหลือ อีกทั้งยังกล่าวว่าเงินมีอยู่อย่างจำกัดมาก พวกเขาหวังจะให้พวกตนซ่อมแซมเขื่อนมูลค่าหลายแสนตำลึงกันเองโดยปราศจากเงินช่วยเหลืองั้นหรือ? ยามนี้ชาวซินเย่มีแต่จะต้องพึ่งพากำลังของตนเองเท่านั้นแล้ว