ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 290 ราคาเป็นมิตร
บทที่ 290 ราคาเป็นมิตร
ก่อนที่หน่วยลาดตระเวนและเจ้าหน้าที่คุ้มกันจะจัดการอะไร เจ้าหน้าที่จากที่ว่าการอำเภอก็วิ่งมาตามทางถนนหลักเช่นกัน พวกเขารีบตะโกนเสียงดังขึ้น “หลีกทางให้เราเข้าไป!”
เจ้าหน้าที่จากที่ว่าการรีบเข้าไปกลางฝูงชน และเอากระบองขึ้นมาเตรียมจัดการคนก่อเรื่อง
เหล่าพ่อค้าต่างตกใจว่าเหตุใดเจ้าหน้าที่จึงได้กระตือรือร้นมากขนาดนี้ เจ้าหน้าที่ลากคนออกมาแล้วรีบเอ่ยขึ้น “หากจับคนก่อเรื่องได้นายอำเภอจะมอบรางวัลให้หนึ่งตำลึงต่อคน!”
ผู้จัดการจูมองเจ้าหน้าที่ที่อยู่ในวัยแก่ชรา อีกทั้งยังยากจนและโลภเงิน พวกเขาดูกล้าหาญราวกับมีเทพเจ้าสงครามเข้าประทับร่าง
หน่วยลาดตระเวนราวกับเพิ่งได้สติ จึงรีบตามเข้ามาต่อสู้อย่างกล้าหาญและเริ่มดำเนินการอย่างแข็งขัน
ไม่สำคัญว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร แต่ทุกคนที่เข้าไปแล้วล้วนตะโกนขึ้นว่า “หนึ่งตำลึง หนึ่งตำลึง!”
ผู้จัดการจูหวาดกลัวมาก คนเหล่านี้กำลังจะทุบตีคนเพื่อแลกเงินงั้นหรือ!? โจรภูเขายังมีเจรจาต่อรองก่อนเพื่อปล้นแลกกับการไม่ใช้กำลัง แต่คนเหล่านี้ไม่ถามอะไรเลยด้วยซ้ำ
เมื่อเห็นไม้กระบองของพวกเขา เหล่าพ่อค้าก็ตกใจกลัวรีบย่อตัวลงแล้วตะโกนเสียงดัง “สิบตำลึง ข้าให้สิบตำลึง!”
ทุกคนตกตะลึง แต่เจ้าหน้าที่อำเภอคนหนึ่งก็ได้สติแล้วดันตัวผู้จัดการจูขึ้นมา “ท่านคือหัวหน้าขบวนการค้างั้นหรือ”
“ใช่ ๆ ใช่แล้ว”
“พาตัวไปตามทางหลัก รถม้าเหล่านี้ด้วย” กลุ่มเจ้าหน้าที่เอาคนหมดสติขึ้นไปบนรถ เริ่มลากรถม้าและเกวียนทุกคนกลับไปที่ถนนหลักทั้งหมด
หัวหน้าป้อมรักษาการณ์หันกลับมาเอ่ยกับบิดา “ท่านพ่อขอรับ ให้ทุกคนรีบกลับเข้าบ้านไปเตรียมการสำหรับพายุเถิด อย่ารอช้าอยู่เลย”
“ข้ารู้น่าไม่ต้องรอให้เจ้ามาบอก” ชายชราตอบอย่างกรุ่นโกรธ แต่สีหน้าของเขาก็ยังเป็นห่วงบุตรชายอย่างชัดเจน
เจ้าหน้าที่ที่ว่าการอำเภอคว้าคอผู้จัดการจูแล้วดันเขาไปข้างหน้า “หากไม่เชื่อฟังพวกข้าก็ต้องใช้กำลัง”
เหล่าพ่อค้าก้มหน้าอย่างยอมจำนน ไม่ว่าเขาจะยินยอมจริงหรือไม่ก็ได้เพียงคิดอยู่ในใจ ไม่กล้าขัดขืน เมื่อมาถึงถนนหลักเจ้าหน้าที่ก็นับจำนวนคนทั้งหมดและถามผู้จัดการจู “จะจ่ายค่าเช่าโรงเก็บสินค้าหรือจะยอมไปที่ว่าการ”
คำถามนี้เต็มไปด้วยความดุร้าย หากผู้จัดการจูยังจะพูดออกมาว่าไม่ยอมจ่ายค่าเช่า คนอื่น ๆ จะตะโกนแย้งให้เขายอมจ่ายค่าเช่าไปเสีย
“ถ้าต้องการเช่าโรงเก็บสินค้าจะต้องจ่ายสามสิบตำลึงสำหรับค่าเช่าเฉพาะป้อม และร้อยสามสิบตำลึงสำหรับเหมาทุกป้อม” เจ้าหน้าที่ทางการเอาป้ายไม้ออกมา “เลือกมาว่าจะเช่าเฉพาะจุดหรือเหมาจ่าย”
“ไม่ได้ยี่สิบตำลึงหรอกหรือ!?”
“นายอำเภอของเราแจ้งว่าคนที่พยายามจะฉ้อโกงล้วนมีอำนาจมาก เช่นนั้นก็คงไม่ใช่พวกขาดเหลือเงินทอง จะคิดเงินเพิ่มก็ย่อมได้”
คำพูดนี้มีเหตุผลมากจนไม่อาจปฏิเสธได้
ผู้จัดการจูไม่กล้าปฏิเสธ แม้จะไม่พอใจเพียงใดก็ทำได้เพียงเอาเงินออกมาอย่างเงียบ ๆ
เจ้าหน้าที่รับเงิน เอาป้ายไม้ไปแขวนที่รถแต่ละคันและมอบป้ายให้เขา พร้อมบังคับให้รีบเดินทางไปยังป้อมรักษาการณ์
ผู้จัดการจูสับสน เขาจะเอารถม้าเป็นสิบคันเดินทางไปที่ป้อมด้วยตัวคนเดียวได้อย่างไร
“เจ้าหน้าที่… เจ้าหน้าที่!” เขารีบเข้าไปคว้าแขนเจ้าหน้าที่จากที่ว่าการ “ข้าจะรีบไปโดยไม่มีกำลังคนได้อย่างไร”
“ก็ต้องจ่ายค่าไถ่คนที่ถูกจับตัวไปกลับคืน”
ค่าไถ่? นี่พวกเขาถูกลักพาตัวหรือ
ผู้จัดการจูแทบจะตะโกนลั่นจนสุดเสียง แต่เวลานี้ฝนเริ่มจะตกแล้ว และลมก็ยิ่งแรงขึ้น เขาไม่มีเวลาอีกต่อไป หากรอช้าสินค้าจะเสียหาย อีกทั้งเจ้านายก็จะไม่พอใจ
“ต้องจ่ายเท่าไหร่ บอกมาเดี๋ยวนี้ข้าต้องไถ่ตัวพวกเขา!” ผู้จัดการจูกัดฟันแน่นแล้วเอ่ยออกไป
เจ้าหน้าที่พยักหน้า “สามสิบสองคนก็สามสิบสองตำลึง”
ฝากไว้ก่อนเถอะ! เขาแค่หาทางปลอบใจตนเองได้เท่านี้ ระหว่างที่มอบเงินให้เจ้าหน้าที่ ผู้จัดการจูก็คิดหาหนทางในใจว่าต่อไปจะหาทางให้คนพวกนี้ต้องคุกเข่าขอความเมตตาจากเขาได้อย่างไร
เจ้าหน้าที่รับเงินแล้วนำน้ำมาสาดใส่คนที่ถูกจับให้ตื่นขึ้นมาช่วยบังคับรถม้าสินค้าต่อ
ผู้จัดการจูนำขบวนทั้งหมดเดินทางไปยังป้อมรักษาการณ์ เมื่อไปถึงฝนก็ตกหนักมาก แม้รถม้าจะถูกคลุมด้วยผ้าน้ำมัน แต่พายุที่โหมกระหน่ำก็ทำให้ผ้าน้ำมันปลิวขึ้น จนทำให้มีความชื้นเข้าไปถึงเกลือที่พวกเขาขนมา
“เร็วเข้า ๆ!” ผู้จัดการจูเอ่ยเร่ง
“หากรีบนักเหตุใดจึงไม่มาถึงที่นี่ให้เร็วกว่านี้เล่า” สมาชิกหน่วยลาดตระเวนอดไม่ได้ที่จะเอ่ยเย้ยหยัน
แต่หัวหน้าป้อมรีบตบชายคนนั้นแล้วตำหนิ “เจ้าพูดอะไรอยู่ ลืมสิ่งที่ข้าบอกไปแล้วหรือ อย่าประมาทและทำตัวโง่เขลากับอำนาจเงินทอง ต้องปฏิบัติต่อเทพเจ้าแห่งความมั่งคั่งด้วยความให้เกียรติเสมอ!” พูดจบเขาก็ยิ้มให้ผู้จัดการ “อย่าถือสาเขาเลยขอรับ ข้าสั่งสอนเขาให้ท่านแล้ว”
ผู้จัดการจูกลอกตา เขาไม่ได้ตอบโต้อะไรเพราะกำลังเร่งรีบ
เมื่อมาถึงยังโรงเก็บสินค้าก็พบว่ามีรถม้าของอีกสองขบวนจับจองพื้นที่ด้านในแล้ว ทำให้พวกเขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเลือกพื้นที่ใกล้ประตูเท่านั้น น้ำฝนอาจกระเซ็นมาโดนได้ง่าย จึงต้องเอาผ้าน้ำมันมาบัง ดังนั้นพื้นที่ในการยืนของคนจึงน้อยลงไปอีก
ผู้จัดการจูมองคราบน้ำที่มาถูกสินค้าของเขาอย่างขมขื่น น้ำตาแทบจะไหลออกมา
ทว่าคนอื่น ๆ กลับมองภาพนั้นอย่างยิ้มแย้ม
หนึ่งในนั้นเอ่ยขึ้น “ต้องขอบคุณพี่เจิ้งจริง ๆ ที่เตือนพวกเราว่าหากไม่ยอมเอาของมาฝากสินค้าจะเสียหายได้” เดิมทีพวกเขาก็ลังเลว่าจะไปหาเช่าที่พักตามหมู่บ้านอย่างผู้จัดการจูหรือไม่ แต่เมื่อเห็นว่าผู้จัดการเจิ้งเลือกเช่าที่เก็บสินข้าของทางการจึงได้เปลี่ยนใจเช่าตามอีกฝ่ายด้วย
ผู้จัดการเจิ้งเอ่ยกับคนอื่น ๆ ด้วยอาการสงบนิ่ง “ไม่ว่าจะเสียเงินมากเพียงใด เราก็เป็นเพียงธุระจัดการเงินเหล่านี้ให้เจ้านาย เจ้านายวางใจให้เราดูแลการค้าของท่านแล้วหน้าที่เราคือปกป้องสินค้าให้ดี ตราบใดที่สินค้าไม่เสียหาย ทุกอย่างก็จะราบรื่น อย่าให้ทิฐิและอารมณ์เข้ามาครอบงำการตัดสินใจนักเลย”
“พี่เจิ้งพูดถูกยิ่งนัก”
“พี่เจิ้งหลักแหลมมาก ไม่มีที่ไหนจะเหมาะกับการเก็บสินค้าเท่าที่นี่อีกแล้ว ปีที่ผ่าน ๆ มาเราลำบากมากกับพายุแต่ละครั้ง เคยเสียรถม้าขนสินค้าไปหลายคัน แม้จะต้องจ่ายแพงสักหน่อย แต่ก็เห็นชัดว่าที่แห่งนี้ทั้งแข็งแรงและสะดวกสบายจริง ๆ”
“ใช่แล้ว อย่างไรยอมเสียเงินให้ทางการก็ยังดีกว่ากลับไปโดยที่สินค้าเสียหายแล้วเจ้านายไม่พอใจ เสียเงินค่าเช่ามากก็ยังดีกว่าจ่ายค่าชดเชยที่สินค้าเสียหาย”
พวกเขาอยู่ด้านในฟังเสียงลมพัดหวีดหวิวน่ากลัวและดูโหยหวนราวกับเสียงของสัมภเวสี กิ่งไม้ปลิวมากระทบหลังคาเป็นครั้งคราว ฝนตกหนักลงมาหลังจากนั้น สายน้ำไหลมาตามทางรวมกันที่ลานด้านหน้าและไหลลงที่ต่ำ
รอบกายมืดสนิทจนต้องจุดไฟขึ้นมาภายในเรือน ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถมองเห็นสิ่งใดได้
หากเช่าบ้านชาวบ้านจะปลอดภัยในสภาพอากาศเช่นนี้ได้อย่างไร
ทุกคนอดไม่ได้ที่จะคิดกับตนเอง หากพวกเขาไม่ยอมจ่ายเงินก็คงเป็นดังที่เจ้าหน้าที่พูด ที่นี่คืออำเภอซินเย่ ไม่มีใครกล้าหาเรื่องนายอำเภอผู้นั้นได้ แม้จะเป็นผู้จัดการจูที่สามารถเดินอย่างองอาจได้เพราะอำนาจบารมีของเจ้าเมือง แต่ในซินเย่แห่งนี้เขาเองก็ยอมก้มศีรษะเช่นกัน
เมื่อมองดูเรือนหลังนี้แล้วก็คิดขึ้นว่า แม้นายอำเภอหลิวจะเป็นคนหิวเงินจอมปอกลอก แต่เรือนแห่งนี้ก็สร้างขึ้นมาอย่างดีสมราคาค่าเช่า จึงไม่ทำให้พวกเขารู้สึกขุ่นเคืองนัก
เมื่อเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้จัดการจู และนึกถึงประสบการณ์รถม้าพลิกคว่ำที่เคยพบมาก่อน ทุกคนก็ใจเย็นลงมาก
เมื่อไร้ความกังวล จมูกของพวกเขาก็โล่งพอจะหอมกลิ่นไข่ต้มชา
พวกพ่อค้าวางแผนจะเอาอาหารแห้งที่เตรียมมากิน แต่กลิ่นหอมของไข่ต้มชาก็ทำให้พวกเขาอยากจะตัดใจจากอาหารเย็นชืดเหล่านั้น
ไข่ต้มชาร้อน ๆ ที่ส่งกลิ่นหอมเหมาะกับอากาศเย็น ๆ ในยามฝนตก
ทุกคนคิดว่าควรจะประหยัดเงินเอาไว้ จึงกินอาหารแห้งไปสองสามคำ หลังจากนั้นผ่านไปครึ่งชั่วยาม ทุกคนก็ต่างพากันกลืนน้ำลายลงคอ สวรรค์! พวกเขาทั้งเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวันและหิวโหยมาก ลมก็พัดทำให้หนาวเย็นจนตัวสั่นเพราะสวมเพียงเสื้อผ้าบาง ๆ ยากเหลือเกินที่จะต้านทานอาหารร้อน ๆ ที่เพิ่งปรุงสุกได้
เพียงลองดูก่อนไม่ซื้อก็ไม่เป็นไร … แค่ถามราคาดูก่อนก็ไม่เสียหายไม่ใช่หรือ
ด้วยความคิดเช่นนี้ ผู้จัดการเจิ้งและคนอื่น ๆ จึงเรียกเจ้าหน้าที่มาถามราคาไข่ต้มชา
“ท่านอยากซื้อหรือขอรับ” หัวหน้าป้อมรักษาการณ์กระซิบเสียงเบา “อาหารเหล่านี้ราคาพอ ๆ กัน กับข้าวสามสิบอีแปะ ไข่ต้มชาราคายี่สิบอีแปะขอรับ”
หลังจากได้ยินเช่นนั้น ทุกคนก็สลดลงเล็กน้อย ไข่ดิบราคาเพียงสองอีแปะ แต่กลับขายราคาแพงขนาดนี้ จะบ้าไปแล้วหรือ!?
“สามสิบอีแปะกับยี่สิบอีแปะเชียวหรือ!?” หลายคนอุทานพร้อมกันเมื่อได้ยินราคาอาหาร
หัวหน้าป้อมพยักหน้าด้วยแววตารู้สึกผิด เมื่อเห็นสีหน้าสลดใจของทุกคนก็ล่าถอยไปเงียบ ๆ เขาเองก็รู้ว่านี่แพงเกินไปจริง ๆ แต่เป็นราคาที่นายอำเภอกำหนดมาให้จึงไม่อาจทำสิ่งใดได้
“เร็วเข้า ราคานี้สำหรับไข่ยี่สิบฟองและอาหารยี่สิบชุดขอรับ!”
“ถ้าอย่างนั้น เราต้องการไข่ยี่สิบฟองและกับข้าวสิบชุด !”
…
พวกเขารีบสั่งอาหารและรีบจ่ายเงินเพราะกลัวว่าราคาจะเปลี่ยนหากรอช้า
สวรรค์! วันนี้พระอาทิตย์จะขึ้นทางตะวันตกหรือไม่ นายอำเภอหลิวจอมปอกลอกขายของราคาที่เป็นมิตรได้ด้วยหรือ