ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 289 หยุด อย่าขยับ
บทที่ 289 หยุด อย่าขยับ
ผู้จัดการจูพาคาราวานการค้าเข้าไปในหมู่บ้านข้างทางเพื่อหาเช่าที่พักหลบฝน
แต่หมู่บ้านปิดทางเข้าไว้ด้วยกองหิน อีกทั้งผู้อาวุโสในหมู่บ้านก็พาคนหนุ่มออกมาขับไล่พวกเขาออกไปให้พ้น
ผู้จัดการจูมองขึ้นไปบนฟ้า เดิมทีเขาวางแผนจะจ่ายเงินเพียงสองสามตำลึง ทว่าตอนนี้ไม่กล้าจะรออีกแล้วจึงกัดฟันเอาเงินออกมายี่สิบตำลึง “ผู้เฒ่า หากยอมให้เราเข้าไปในหมู่บ้านเพื่อหลบฝน ข้าจะมอบยี่สิบตำลึงให้”
ชายชรามองเงินยี่สิบตำลึง แต่เมื่อได้ยินว่าจะได้รับเงินนั่นเป็นของตนเองคนเดียวก็มองกลับไปทางผู้จัดการด้วยสายตาจริงจัง
ผู้จัดการจูมองไปที่คนหนุ่มสองสามคนด้านหลังชายชราแล้วเอ่ยต่อ “ด้วยเงินเหล่านี้ เจ้าจะแบ่งเป็นค่าน้ำร้อนน้ำชาแก่น้องชายสองสามคนนี้ก็ได้ และหากมีห้องให้เช่าเราจะจ่ายเพิ่มอีก”
คนหนุ่มสองถึงสามคนนั้นหันไปมองชายชรา
ผู้จัดการจูรู้สึกพอใจเล็กน้อย แม้ทางการจะมีคำสั่งเข้มงวดเพียงใด แต่ใครเล่าจะปฏิเสธเงินจำนวนมากเช่นนี้ได้
“ผู้เฒ่าฝนจะตกแล้ว ขอให้พวกเข้าไปก่อนเถอะ…”
“ไม่มีทาง!” จู่ ๆ ชายชราเปลี่ยนน้ำเสียงเป็นขึงขังขึ้น เขายืดหลังตรงและกล่าวต่อ “ลูกชายข้าเป็นหัวหน้าป้อมรักษาการณ์ นายอำเภอไว้วางใจในตัวเขา ข้าจะยอมรับเงินเหล่านี้ได้อย่างไร อย่าว่าแต่ยี่สิบตำลึงเลย จะเป็นร้อยตำลึงข้าก็ไม่รับ ข้าจะไม่มีทางฝ่าฝืนคำสั่งทางการเด็ดขาด!”
ผู้จัดการจูแทบจะกระอักเลือดออกมาทันที
หัวหน้าป้อมรักษาการณ์บุตรชายของผู้เฒ่าคนนี้ได้รับเงินเดือนเพียงร้อยอีแปะมิใช่หรือ
ชายชราผู้นี้ช่างโง่เขลาเสียจริง ยอมเสียเงินยี่สิบตำลึงที่วางอยู่ตรงหน้าไปง่าย ๆ ด้วยเรื่องเช่นนี้งั้นหรือ
ตอนนี้ลมพัดแรงขึ้นเรื่อย ๆ หยาดฝนสองสามเม็ดที่เริ่มตกลงมาก็มีขนาดใหญ่มากพอ ๆ กับเมล็ดถั่ว สายฝนนี้แรงจนสร้างหลุมเล็ก ๆ ขึ้นที่ผิวดินยามหล่นลงมา ดินใต้เท้าพวกเขาเปลี่ยนเป็นโคลนเฉอะแฉะ เมื่อเมฆฝนเคลื่อนผ่านไปฝนก็หยุดตก
คนในซินเย่รู้ดีว่านี่เป็นสัญญาณเตือนว่าพายุขนาดใหญ่กำลังจะมา เมื่อฝนไล่ช้างระลอกแรกตกและหยุดลงด้วยความเร็วจากแรงลมของหัวพายุ สิ่งที่รออยู่หลังจากนี้คือพายุฝนรุนแรงที่จะตกยาวนานซึ่งมาพร้อมกับเมฆมืดครึ้มระลอกหลัง
“พวกท่านรีบกลับไปเร็วเข้าเถอะ อีกประมาณหนึ่งลี้ก็จะเป็นป้อมรักษาการณ์แห่งต่อไปแล้ว”
“ผู้เฒ่า ตอนนี้สายเกินกว่าจะรีบเดินทางต่อไปได้แล้ว มันจะไม่ดีกว่าหรือที่ท่านจะเปิดหมู่บ้านให้เราเข้าไปหลบฝน”
“เหตุใดจึงไม่ฟังคำแนะนำของข้าเลย ตอนนี้มันจะสายเกินไปอย่างที่ว่าจริง ๆ แล้ว” ชายชรายากจนมาทั้งชีวิต และทนแทบไม่ไหวที่จะเห็นสินค้ามูลค่ามากมายเหล่านั้นเสียหาย แม้มันจะไม่ใช่ของของเขาก็ตาม เขาพยายามข่มใจและเกลี้ยกล่อม “แม้เราจะเปิดให้ท่านเข้ามา แต่หมู่บ้านของเราก็ไม่มีพื้นที่ให้ท่านแล้ว พวกท่านไม่สามารถเก็บสินค้าได้ อย่างไรก็เปียกอยู่ดี”
ชายชราพูดไปตามความจริง แต่ผู้จัดการจูคิดว่าพวกเขาเพียงหาทางหลบเลี่ยงจึงเริ่มโมโหขึ้นมา “ผู้เฒ่า! เหตุใดจึงไม่ยอมรับผลประโยชน์ที่ข้าเสนอให้ รู้หรือไม่ว่าข้าคือใคร เจ้านายของเราคืออนุของเจ้าเมือง” เขารีบออกคำสั่งอย่างเดือดดาล “เอาหินเหล่านี้ออกแล้วให้พวกเราเข้าไปเดี๋ยวนี้!”
“ผู้จัดการจู ใต้เท้าให้เราปิดเรื่องนี้เป็นความลับ…”
“มีอะไรจะต้องกลัวอีก! ย้ายหินนี่ให้ข้าเดี๋ยวนี้ ข้าจะจัดการเองหากมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น” ผู้จัดการจูพูดเสียงแข็งปฏิเสธที่จะรับฟังคนอื่น ๆ “ให้มันรู้ไปว่านายอำเภอเล็ก ๆ จะกล้าทำอะไรเรา นายของเราเป็นถึงเจ้าเมือง มีตำแหน่งใหญ่กว่าเขามาก”
ผู้คนที่อยู่ด้านหลังเขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็เดินไปที่หินซึ่งกีดขวางอยู่เพื่อช่วยกันนำหินออกไป ความจริงแล้วบุตรสาวของผู้จัดการจูผู้นี้เป็นอนุของเจ้าเมือง เขาเป็นพ่อตาของใต้เท้า ว่ากันว่านางกำลังตั้งครรภ์และได้รับความโปรดปราน ดังนั้นพวกเขาจึงไม่กล้าขัดขืนคำสั่งของผู้จัดการจู
หากบุตรสาวของเขาใช้ความโปรดปรานไปฟ้องใต้เท้า พวกเขาคงจะต้องพบกับความยากลำบาก ผลที่ได้จากการไม่ฟังคำสั่งจะได้ไม่คุ้มเสีย
ในขบวนนี้มีชายร่างกำยำสามสิบคนคอยดูแลสินค้า พวกเขาสามารถย้ายหินที่ขวางทางอยู่กันเองได้
“นี่พวกท่าน… พวกท่านจะมายึดบ้านเราอีกงั้นหรือ!” เมื่อชายชราเห็นเช่นนั้นก็ตัวสั่นด้วยความโกรธ
“ช่างโง่เขลาอะไรเช่นนี้ หากพูดดี ๆ แล้วไม่รู้ความ ข้าก็จะไม่ปรานีพวกเจ้าอีกแล้ว!” ผู้จัดการจูหยิ่งผยอง ถึงจะได้ยินคำกล่าวเช่นนั้นแต่ก็รู้สึกว่าที่นี่เป็นเพียงหมู่บ้านเล็ก ๆ มีคนเพียงไม่กี่สิบคนด้วยซ้ำ พวกเขามีกำลังคนมามากมายเหตุใดต้องกลัวชาวบ้านเหล่านี้ “หากข้าจะยึดที่นี่เป็นที่พักแล้วพวกเจ้าจะทำอย่างไรได้ นายอำเภอของเจ้าจะมาจัดการข้าที่นี่งั้นหรือ”
ใครจะกล้ารีบมาถึงที่นี่ในช่วงพายุกระหน่ำ อย่างเลวร้ายที่สุดพวกเขาก็แค่รีบหนีไปทันทีที่ฝนหยุด ปีที่แล้วพวกเขายึดบ้านของชาวบ้าน แล้วรีบเดินทางต่อทันทีที่ฝนหยุดตก แต่ในปีนี้กลับวุ่นวายเพราะมีนายอำเภอจอมโอหังมาสร้างเรื่อง พวกเขาจึงต้องกระทำการอย่างอุกอาจเช่นนี้
“ท่านลุงเราจะทำอย่างไรดีขอรับ” ชายหนุ่มที่มากับชายชราถามอย่างกังวล
“ตีฆ้อง เรียกคนมาช่วยเรา!” ชายชราตะโกนด้วยความโกรธ
คนหนุ่มหลายคนรีบตีฆ้องเสียงดัง
ในความเงียบงันรอบ ๆ เสียงฆ้องก็ดังไปไกลมาก และก้องอยู่ในหูของผู้คนรอบ ๆ ในบริเวณนี้
ผู้หญิง เด็ก คนในหมู่บ้านทั้งที่แข็งแรงและอ่อนแอต่างออกมาพร้อมไม้ จอบ เสียมในมือ และถือก้อนหินมาปิดทางเพิ่มเติมไม่ให้พวกพ่อค้าเข้ามา
ผู้จัดการจูอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเยาะเมื่อเห็นความพยายามของคนเหล่านี้ ระหว่างที่ยิ้มอยู่นั้นเสียงฆ้องจากทางการก็ดังตอบกลับมา ไม่นานคนกลุ่มใหญ่ก็ตรงมาตามถนนหลัก
คนกลุ่มนี้คือชายฉกรรจ์สวมเครื่องแบบหน่วยลาดตระเวน อีกทั้งยังดูแข็งแรงกว่าที่คนพวกเขาเห็นระหว่างทางเพราะเต็มไปด้วยคนหนุ่ม
ทั้งยังมีคนที่สวมเสื้อคลุมอีกชั้นซึ่งมีคำว่า ‘หน่วยคุ้มกัน’ ปะปนอยู่ด้วย คนกลุ่มนี้มีท่อนไม้อยู่ในมือ สวมรองเท้าหุ้มข้อ ท่าทางเหมือนเป็นคนที่รู้จักการต่อสู้ และล้วนแต่มีรังสีอำมหิตแผ่ออกมา
“ผู้เฒ่า หน่วยลาดตระเวนมาแล้วขอรับ!” คนหนุ่มในหมู่บ้านรีบตะโกนอย่างโล่งอก
ชายหนุ่มอีกคนพูดขึ้น “มีเจ้าหน้าที่คุ้มกันมาด้วย พวกเขาน่าเกรงขามมาก!” คำพูดเหล่านั้นเต็มไปด้วยความชื่นชม เห็นได้ชัดว่าพวกเขาคล้ายจะอิจฉาคนที่ได้รับเลือกให้เป็นหน่วยคุ้มกันของทางการไม่น้อย
“ผู้จัดการจู ผู้จัดการจู!” เมื่อคนของทางการตรงเข้ามาอย่างรวดเร็ว คนในคาราวานการค้าก็ตกใจจนต้องรีบเรียกผู้จัดการของตน ถนนด้านหน้ามีสิ่งกีดขวาง และด้านหลังก็ยังมีเจ้าหน้าที่ไล่มา พวกเขาจะหนีไปไหนได้อย่างไร!?
พ่อค้าเหล่านี้มีประสบการณ์เดินทางไปมาหลายพื้นที่จึงมีความรู้อยู่บ้าง เมื่อเห็นท่าทางของกลุ่มที่เป็นหน่วยคุ้มกันแล้วก็รู้ว่าคนเหล่านั้นต้องมีฝีมือ อีกทั้งท่าทางยังอยู่ในระเบียบวินัย ต่างจากชาวบ้านทั่วไป
หลังจากที่หลิวเหิงรับคนเหล่านี้มา อาต้าและอาเอ้อร์ก็ฝึกฝนและเพิ่มความแข็งแรงทางร่างกายให้พวกเขา อีกทั้งยังมีการฝึกพิเศษให้ยิ่งมีทักษะเพิ่มขึ้นไปอีก
ผู้จัดการจูก็ตะลึงไปเช่นกัน เขาเห็นว่าหมู่บ้านเล็ก ๆ เช่นนี้สามารถรังแกได้ไม่ยาก จึงไม่คาดว่าพวกเขาจะตีฆ้องเรียกเจ้าหน้าที่มาได้มากมายในระยะเวลาสั้น ๆ เช่นนี้ เมื่อมองแล้วกำลังของฝ่ายทางการก็มีมากถึงสี่สิบหรือห้าสิบคน
“ท่านพ่อ ท่านเป็นคนตีฆ้องร้องทุกข์หรือขอรับ” ชายหนุ่มจากหน่วยลาดตระเวนรีบเข้ามาสอบถามชายชรา
เมื่อชายชราเห็นว่าบุตรชายที่เป็นหัวหน้าป้อมวิ่งมาก็กระทืบเท้าอย่างแรงพลางสาปแช่ง “เหตุใดจึงไม่อยู่เฝ้าที่ป้อมเล่า หน้าที่ของเจ้าไม่ใช่การดูแลป้อมรักษาการณ์หรือ กลับมาที่นี่ทำไม!”
ชายหนุ่มยิ้มแล้วรีบตอบ “ไม่เป็นไรขอรับท่านพ่อ ใต้เท้าบอกเราว่าหากได้ยินเสียงฆ้องให้รีบนำกำลังออกมาช่วยเหลือชาวบ้าน อีกทั้งยังมีคนอื่นดูแลป้อมอยู่แล้ว …ว่าแต่ที่นี่เกิดเรื่องอะไรขึ้นขอรับ”
“คนเหล่านี้พยายามจะฝ่าเข้ามาในหมู่บ้าน ข้าห้ามแล้วหลายครั้งว่าไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามา แต่พวกเขาก็ขัดขืนและจะใช้กำลังกับเรา!”
ผู้จัดการจูตะลึงกับสถานการณ์ตรงหน้า เจ้าหน้าที่มาถึงที่นี่เร็วเกินไปแล้ว!
หัวหน้าหน่วยลาดตระเวนเห็นว่าผู้จัดการจูและคนอื่น ๆ ยังไม่ได้พูดอะไรจึงเอ่ยอย่างขึงขัง “ข้ามาเพื่อปราบปรามความวุ่นวาย ชาวบ้านแจ้งว่าพวกท่านกำลังสร้างปัญหา!” หน่วยลาดตระเวนมาที่นี่ได้ทันเพราะมีการแบ่งกำลังเตรียมเอาไว้อยู่แล้ว และพวกเขาก็ได้เดินทางมาจับคนก่อเรื่องจริง ๆ
ขณะนี้เหล่าพ่อค้าที่ก่อเรื่องกำลังจนตรอก เจ้าหน้าที่ทางการหลายนายเข้ามาล้อมไว้แล้วตะโกนขึ้น “หยุด อย่าขยับ!” ท่าทางของพวกเขาน่ากลัวราวกับเสือตัวใหญ่ที่วิ่งลงจากเขามาล่าเหยื่อ!