ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 282 รีดไถครั้งแล้วครั้งเล่า
บทที่ 282 รีดไถครั้งแล้วครั้งเล่า
พ่อค้าเกลือถามขึ้น “หากเราไม่ซื้อมันเล่า”
“อ้อ ท่านนายอำเภอแจ้งว่าหากไม่ซื้อ ภาษีประตูเมืองจะเพิ่มขึ้นขอรับ” เมื่อได้ยินว่าอีกฝ่ายไม่ยอมซื้อ เจ้าหน้าที่ก็เปลี่ยนสีหน้า รอยยิ้มที่เคยมีจางหายไป ก่อนจะเปลี่ยนเป็นเย็นชา เขาหันกลับไปทางกำแพงเมืองแล้วเอ่ยขึ้น “ถ้าเป็นเกวียนคันใหญ่แล้วไม่ซื้อสินค้า ก็ให้เพิ่มภาษีประตูเมืองเป็นยี่สิบตำลึง… บันทึก…”
“ซื้อก็ได้ ! รีบเอามาสิ” ยังไม่ทันที่เจ้าหน้าที่จะเอ่ยจบ หัวหน้าคาราวานก็ตัดสินใจได้ทันที “คืนนี้เรามาสิบคัน สี่สิบคน เราจะให้เงินสี่ตำลึงไม่เอาผัก แต่เราทุกคนต้องการแตงกวา”
“ดีมากขอรับ!” เมื่อเจ้าหน้าที่ได้ยินว่าพวกเขาต้องการซื้อก็ยิ้มออกมาอีกครั้ง จากนั้นก็ตะโกนเรียกเจ้าหน้าที่อีกคนให้เอาแตงกวาเข้ามาและผักป่าอีกสองกำมือ “รับสินค้าแล้วก็รอรับหนังสือรับรองด้วยนะขอรับ ข้าจะให้คนไปส่งท่านที่รถ”
เจ้าหน้าที่รีบรับคำแล้วเดินตามไปส่งหัวหน้าคาราวานที่รถม้าทันทีด้วยท่าทางเป็นมิตร
พ่อค้ามองดูเจ้าหน้าที่เอาแตงกวาและผักป่าไปวางไว้ที่รถม้าพลางพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ขอบคุณนายท่านที่อุดหนุน” ก็อดไม่ได้ที่จะเม้มปากอย่างไม่พอใจ
พวกเจ้าหน้าที่หิวเงินในซินเย่จะปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างสุภาพ ตราบใดที่ยอมจ่ายเงินก็จะดูแลต้อนรับขับสู้อย่างดีราวกับเป็นแขก
หัวหน้าคาราวานกลับไปนั่งในรถม้า เอาแตงกวาขึ้นมากัดอย่างแรงด้วยความโกรธแค้น ราวกับเป็นการฝังเขี้ยวลงไปบนตัวเจ้าหน้าที่หน้าเลือด โดยเฉพาะนายอำเภอไร้ยางอายผู้นั้น!
เช้าวันรุ่งขึ้น หลี่ปี้ซู่ได้ยินว่าแตงกวาและผักป่าที่เขาซื้อมาในราคาสิบตำลึงถูกขายหมดในราคาสูงกว่าห้าร้อยตำลึง เงินเพิ่มเร็วมากจนเขารู้สึกว่าตนเองเริ่มเข่าอ่อนคล้ายจะเป็นลม
หลิวเหิงเอาเงินห้าสิบตำลึงออกมาพลางมองเขาด้วยรอยยิ้ม “ขอบคุณผู้ช่วยหลี่สำหรับการทำงานหนัก ลูกค้าชอบผักผลไม้ที่หามาเมื่อวานนี้มาก ช่วยไปหาของพิเศษดี ๆ เช่นนี้มาเพิ่มให้ข้าอีกทีนะ”
ชอบงั้นหรือ?
ของพิเศษ ?
หลี่ปี้ซู่อยากจะถามไปตรง ๆ เสียจริง ว่าท่านเอาดวงตาข้างใดมองหรือจึงเห็นว่าพวกเขาชอบสินค้าเหล่านี้มาก และของพวกนี้ถือว่าเป็นของพิเศษได้อย่างไรกัน แค่ของพื้นบ้านที่ถอนขึ้นมาจากที่ดินในซินเย่ ก็สามารถรีดเอากำไรมาได้ถึงเพียงนี้
แต่เมื่อคิดกับตนเองแล้วก็พบว่ามันน่าหวาดกลัวเกินกว่าจะเอ่ยสิ่งใดออกมาได้ ต่อให้เขาถอนวัชพืชกลับมา นายอำเภอผู้นี้ก็คงสามารถหาทางขายมันจนได้กำไรและกลายเป็นของพิเศษอย่างนั้นหรือไม่
ทว่าผู้ช่วยหลี่ได้รับเงินจากพ่อค้าเกลือมาหลายปี เขารู้สึกว่าคนพวกนั้นมีเงินจ่าย จึงรับเงินห้าสิบตำลึงจากนายอำเภอและไปซื้อผักกาดขาวจำนวนมากกลับมา
เขากังวลในใจว่าหากไม่สามารถหาผักให้นายอำเภอได้อีก จะมีของพิเศษอะไรให้ตนหาไปให้นายอำเภอขาย เมื่อมีการขายผักที่ประตูตะวันตกเช่นนี้ ต่อไปที่ประตูตะวันออกจะต้องขายอะไรเพิ่มอีกหรือไม่
โชคดีที่เรื่องนั้นไม่ต้องถึงมือเขาให้วุ่นวายใจ เพราะไม่นานนักประตูตะวันออกมีหม้อหลายใบถูกนำมาตั้งเอาไว้
คนงานจากบ้านนายอำเภอไปตั้งเตาที่นั่นด้วยตนเอง พวกเขาซื้อไข่ทั้งหมดที่หาได้ในซินเย่มาต้มทำอาหารที่เรียกว่าไข่ต้มชากันที่นั่น
ในคืนขากลับ ไข่ต้มชาถูกตั้งราคาขายในราคาหนึ่งตำลึง
ราคาแพงจนน่าตกใจ
เจ้าหน้าที่เอ่ยด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ “นายอำเภอของเราบอกว่าไข่เหล่านี้ล้วนทำขึ้นด้วยสูตรลับเฉพาะของบ้านท่าน แม้แต่ใต้เท้าสวีก็ยังต้องการสูตรไข่ต้มชา แต่นายอำเภอของเราถือว่าสูตรนี้ล้ำค่ามากจึงไม่ยอมขายให้ใคร ท่านไม่คิดหรือว่าเงินหนึ่งตำลึงนั้นคุ้มค่ามากกับการได้กินไข่ที่แม้ใต้เท้าสวีก็ยังต้องการสูตร”
คราวนี้เหตุการณ์โกลาหล กองคาราวานไม่พอใจมากและไม่ยอมผ่านประตูตะวันออกกลับไป
ถึงจะเป็นแกะอ้วน แต่ก็ไม่ยอมปล่อยให้ตนเองถูกเชือดได้ง่าย ๆ
เส้นทางสัญจรแออัดอยู่เช่นนั้นไปถึงรุ่งเช้า ขบวนรถม้าและเกวียนจอดแน่นที่ประตูตะวันออกไม่ยอมออกไป
นี่เป็นครั้งแรกที่ขบวนลักลอบค้าเกลือซึ่งปกติจะรีบเดินทางยามวิกาลยังคงติดอยู่ที่ประตูเมืองจนถึงเวลากลางวันแสก ๆ
คนงานที่เดินทางมาขุดคูน้ำชี้ชวนกันดูขบวนเกลือด้วยความตื่นเต้น คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าพ่อค้าเหล่านี้ลักลอบขายเกลือ จึงพากันมองด้วยความสนใจว่าคนพวกนี้เข้ามาทำอะไรกันในซินเย่
บางคนคิดถึงงานบนภูเขาและลอบคุยกันเสียงเบาว่าคนเหล่านี้ขนของลงมาจากเขาหรือไม่
เมื่อหลี่ปี้ซู่ได้ยินดังนั้นก็เริ่มรู้สึกหนาว ๆ ร้อน ๆ ขึ้นมา “ใต้เท้าขอรับ หากคนที่นี่รู้เรื่องการลักลอบขายเกลือแล้วข่าวลือแพร่งพรายออกไป ข้าเกรงว่าเราจะเสียผลประโยชน์กันทุกฝ่ายนะขอรับ” เขาอดไม่ได้ที่จะเข้าไปเกลี้ยกล่อมหลิวเหิง “เหตุใดท่านจึงไม่ยอมให้พวกเขาออกจากเมืองไปก่อนเล่าขอรับ”
หลิวเหิงส่ายหน้าอย่างเย่อหยิ่ง “ไร้สาระ! ทางการรู้แล้วเราจะเสียผลประโยชน์ได้อย่างไร เราเพียงแค่ขายไข่ต้มชา”
หลี่ปี้ซู่มีสีหน้าขุ่นมัว แต่หลิวเหิงก็ไม่ได้สนใจ หากข่าวเรื่องการค้าเกลือถูกแพร่งพรายออกไปจริง เรื่องลักลอบทำเหมืองเหล็กบนเขาก็จะถูกเปิดโปงเช่นกัน หากอันอ๋องรู้เรื่องที่เกิดขึ้นในซินเย่ ชะตากรรมของหลิวเหิงจะเป็นอย่างไรก็ไม่อาจทราบ แต่เขาต้องหัวหลุดจากบ่าแน่นอน
หลี่ปี้ซู่ไม่สามารถโน้มน้าวหลิวเหิงได้ ดังนั้นจึงต้องขอให้คนไปส่งข่าวแก่ผางหลิงผู้จัดการการขนส่งเกลือแทน
เมื่อผางหลิงทราบข่าวก็รู้ทันทีว่าไม่ใช่เรื่องเล็กที่มีรถม้าขนส่งเกลือจอดติดอยู่ในช่วงกลางวันเช่นนี้ หากมีคนรู้เข้าต้องกลายเป็นเรื่องใหญ่แน่นอน ผู้จัดการผางจึงรีบพาร่างอ้วนกลมของตนเองควบม้าเข้ามาดูสถานการณ์อย่างรีบร้อน
ผางหลิงเป็นขุนนางขั้นหกที่มีตำแหน่งสูงกว่าหลิวเหิง ตามกฎเขาสามารถสั่งการอีกฝ่ายได้ เมื่อชายหนุ่มรู้ว่าอีกฝ่ายมาถึงที่ก็ส่งคนไปต้อนรับเป็นการส่วนตัวและเชิญให้ไปยังที่ว่าการอำเภอ
ชายร่างอ้วนได้พบหลิวเหิงเป็นครั้งแรก บัณฑิตหนุ่มหน้าอ่อนที่อยู่ตรงหน้าเขาคนนี้น่ะหรือคือต้นเหตุของความวุ่นวายในซินเย่? แค่มองปราดเดียวก็ยังรู้ได้ว่าเป็นบัณฑิตที่อ่านแต่ตำรา
“นายอำเภอหลิว ข้าได้ยินเรื่องที่เกิดขึ้นที่ประตูเมืองซินเย่แล้ว เจ้าเคยได้ยินหรือไม่ว่าควรหวงเส้นขนส่งเพียงเล็กน้อยเพื่อแลกกับความราบรื่นในอนาคต”
“ขอบคุณผู้จัดการผางสำหรับคำแนะนำขอรับ แต่ข้าได้ขอให้ทุกคนปฏิบัติกับเหล่าพ่อค้าเกลืออย่างสุภาพ และต้อนรับพวกเขาเป็นอย่างดีไม่ต่างจากแขกผู้มีเกียรติ จะเรียกว่าข้าละเลยพวกเขาได้อย่างไร”
ไม่กล้าละเลยอย่างนั้นหรือ ช่างน่าไม่อายเสียจริง!
ผางหลิงสาปแช่งอยู่ในใจสองสามคำ เมื่อเห็นว่าหลิวเหิงทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ จึงได้เอ่ยอย่างตรงไปตรงมา “เมื่อนายอำเภอต้องการทำการค้า ก็สมควรที่จะรู้จักผ่อนปรนและทำความเข้าใจเรื่องผลประโยชน์เสียบ้าง หากละโมบต้องการกำไรมากจนเกินงามก็จะทำให้ไม่อาจทำการค้าต่อไปได้”
“เฮ้อ… ข้าไม่ได้ต้องการจะเป็นใหญ่เป็นโตหรืออยากได้ความมั่งคั่งใด ๆ เลยขอรับ แต่ท่านดูสิ ในซินเย่มีปากท้องมากมายที่รอให้ข้าเลี้ยงดู ข้าต้องจ่ายค่าแรงให้พวกเขา ยามนี้ในฐานะนายอำเภอ ข้าต้องแบกรับค่าใช้จ่ายมากมาย ข้าผู้ยากจนไม่สามารถจ่ายให้พวกเขาได้ด้วยตนเองขอรับ”
หลิวเหิงพูดอย่างจริงใจ เขายากจนจริง ๆ กำลังแรงงานมากกว่าครึ่งของที่ว่าการต้องมีค่าจ้าง ดังนั้นเขาจึงดิ้นรนอยู่ทุกวันเพื่อหาเงิน
น่าเสียดายที่ไม่มีใครเชื่อในสิ่งที่ชายหนุ่มพูด อย่างน้อยผางหลิงก็ไม่เชื่อ เขาเห็นว่านายอำเภอซินเย่ผู้นี้รายล้อมไปด้วยบริวารมากมาย แม้แต่ที่นาเกลือยังมีคนน้อยกว่านี้เสียด้วยซ้ำ ที่นี่คือสถานที่ราชการแน่หรือ?
“เช่นนั้น …หากไม่ได้จริง ๆ ผู้จัดการผางช่วยแจ้งพวกเขาให้กลับมาอีกสามเดือนข้างหน้าได้หรือไม่ขอรับ ข้าจะรีบหากำลังคนไปซ่อมถนน… ตอนนี้ถนนไม่สามารถใช้การได้แล้ว”
รออีกสามเดือนงั้นหรือ?
อย่าแม้แต่จะคิดเลย!
นาเกลือของซินเย่ผลิตเกลือได้เพียงครึ่งปีเท่านั้น เวลาของพวกเขาเป็นเงินเป็นทองทั้งสิ้น!
ผางหลิงไม่สามารถโน้มน้าวหลิวเหิงได้ ดังนั้นเขาจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากไปโน้มน้าวกองคาราวานเหล่านั้นแทน
ไม่มีใครรู้ว่าเขาพูดกับพ่อค้าเหล่านั้นเช่นไร แต่ท้ายที่สุด เหล่าพ่อค้าก็ยอมกัดฟันซื้อไข่ต้มชาหลายสิบใบ จนไข่ที่หลิวเหิงเตรียมมาไว้ไม่พอขาย
และเมื่ออีกฝ่ายกำลังจะกลับไป หลิวเหิงก็ยังบังคับขายไข่ต้มชาให้เขาสี่ใบและเก็บเงินอีกด้วย
ชายร่างอ้วนจ้องมองไข่ล้ำค่านั่นอยู่นานก่อนจะกัดหนึ่งคำ… อย่างน้อยก็รสชาติดีสมราคาคุย เงินที่จ่ายไปจึงไม่เสียเปล่ามากนัก เหล่าพ่อค้าจะอารมณ์ดีขึ้นหลังจากได้กินมันไปแล้วบ้างหรือไม่