ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 280 อย่าใส่ใจมากเกินไป
บทที่ 280 อย่าใส่ใจมากเกินไป
การเดินทางของเหล่าพ่อค้าเกลือครั้งนี้ ทำให้ชื่อเสียงของนายอำเภอซินเย่ในฐานะคนหน้าเลือดและโลภเงินแพร่กระจายไปในหมู่คนค้าเกลือด้วยเช่นกัน
โดยทั่วไปแล้วจะมีใครบ้างที่สนใจขุนนางขั้นเจ็ดเล็ก ๆ ผู้หนึ่ง แต่เพราะพวกเขาไม่มีทางอื่นนอกจากการเดินทางผ่านอำเภอซินเย่ ทำให้คนที่นั่นสามารถเรียกผลประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ และเมื่อหารายได้กับกิจการผิดกฎหมายเช่นนี้ จะไปฟ้องร้องกล่าวโทษกับใครได้
เมื่อผู้จัดการผางไปถึงอิงเฉิง อำเภอเมืองของเหลียวโจว ชื่อของหลิวเหิงก็เป็นที่เล่าลือไปถึงที่นั่นแล้ว
หลังผู้จัดการผางมาถึงเมืองอิงเฉิงก็ไปยังที่ว่าการก่อน เพื่อไปเยี่ยมชุยถงเหอ เจ้าเมืองเหลียวโจว
ที่นี่ถูกใช้เป็นที่พักลับ ๆ ของอันอ๋อง เว่ยกวงสวี หลังจากที่เขาหนีออกมาจากเมืองหลวงได้สำเร็จ
อันอ๋องอายุน้อยกว่าจักรพรรดิเทียนฉี ตอนนี้อายุเพียงสี่สิบเศษ ๆ เท่านั้น เขาเป็นหนุ่มที่มีรูปงาม หน้าตาคล้ายพระมารดามาตั้งแต่เยาว์วัย เมื่อเจริญวัยขึ้น ความหล่อเหลาก็ไม่ได้ลดลง เพียงแต่มีดวงตาเรียวรีที่ดูโหดเหี้ยมและเย็นชาเล็กน้อย
เขาใช้เหลียวโจวเป็นที่บัญชาการหลักมาหลายปีแล้ว และอาจกล่าวได้ว่าที่แห่งนี้เปรียบเสมือนอาณาเขตภายใต้อำนาจของตน
จักรพรรดิเทียนฉีทรงระแคะระคายในอำนาจของอันอ๋อง และรู้สึกว่าพระอนุชาเริ่มแข็งแกร่งขึ้นอย่างไม่อาจปล่อยให้เป็นเช่นนั้นต่อไปได้ เมื่อจักรพรรดิเทียนฉีส่งคนไปจับกุมเขากลับมาที่เมืองเหลวง คนอื่น ๆ ก็เห็นว่าเขาและครอบครัวต้องพลัดพรากจากกัน เป็นภาพที่น่าสังเวชในสายตาคนนอก ทว่าความจริงแล้ว ตราบใดที่อันอ๋องยังไม่ตาย อำนาจของเขาจะยังคงแข็งแกร่งและหยั่งรากอยู่ทางเหนือ เพราะเครือข่ายของเขาสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างไม่ติดขัด
บัลลังก์ควรจะเป็นของเขา และหากไม่รีบลงมือ จักรพรรดิก็ไม่มีทางเก็บเขาไว้เช่นกัน
ทว่าพื้นที่ในเขตอำนาจทั้งสองของเขาอยู่ใกล้กับชายแดน เป็นพื้นที่ที่มีกำลังพลจำนวนมากประจำการอยู่ หากเขากระทำการวู่วามในขณะที่กำลังพลเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในมือตน กองทัพจะหันมาจัดการเขาก่อนจะทำสิ่งใดได้สำเร็จ
หลังจากที่ชายแดนเงียบสงบมานานนับสิบปี จู่ ๆ เป่ยหรงก็บุกโจมตี แม่ทัพพิทักษ์เขตแดนและขุนนางผู้ภักดีต่อจักรพรรดิถูกสังหารระหว่างการสู้รบ ในที่สุดอันอ๋องก็มีโอกาสที่จะเข้าไปจัดการให้กำลังพลในเหลียวโจวทั้งหมดมาเป็นพวกของตนเอง
นาเกลือสองแห่งในซินเย่กลายเป็นแหล่งเงินส่วนตัวของเขา น่าเสียดายที่เฉิงโจวและเหลียวโจวแห้งแล้งเกินไปและมีประชากรน้อย ทำให้มีเสบียงอาหารกักตุนไว้ไม่เพียงพอ
เมื่อถูกคุมตัวไปที่เมืองหลวง เขาก็ได้รับความช่วยเหลือจากสวีถิงจือผ่านการตกลงผลประโยชน์ระหว่างกัน ในที่สุดใต้เท้าสวีก็ดำเนินการให้ราชสำนักส่งเสบียงจำนวนมากขึ้นเหนือได้อย่างง่ายดาย และครึ่งหนึ่งของเสบียงเหล่านั้นตกอยู่ในมืออันอ๋อง
เรื่องที่น่ายินดีที่สุดคือการค้นพบแร่เหล็กบนภูเขาในอำเภอซินเย่ จากนี้เขาไม่ต้องกังวลเรื่องขาดแคลนอาวุธอีกต่อไป
อันอ๋องรู้ว่าตอนนี้ทุกอย่างล้วนพรั่งพร้อมอยู่ในมือของเขาแล้ว สิ่งเดียวที่ต้องรอคือสถานการณ์ที่สุกงอมเท่านั้น
เขาเพียงรอให้จักรพรรดิส่งบัลลังก์ต่อให้เว่ยเฉิง และวันนั้นจะเป็นวันที่เขายกทัพไปจัดการฝ่ายตรงข้ามให้สิ้นซาก!
จักรพรรดิเทียนฉีไร้พระโอรสที่จะสืบราชสมบัติ ในฐานะพระโอรสองค์โปรดของจักรพรรดิองค์ก่อนและพระอนุชาขององค์จักรพรรดิเทียนฉี อันอ๋องมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะสืบทอดราชบัลลังก์ เฉิงจวิ้นอ๋องที่เป็นเพียงหลานชายจะมาเทียบชั้นกับเขาได้อย่างไร
อันอ๋องมีหูตาอยู่ในวังหลวงมากมาย ยามนี้จักรพรรดิเทียนฉีทรงประชวร พระวรกายไร้ซึ่งกำลังแล้ว และไม่สามารถปกปิดนานไปกว่านี้ได้ พระองค์อาจจะทรงซ่อนเรื่องนี้จากคนอื่นได้ แต่ไม่ใช่กับเขา หากจักรพรรดิเทียนฉีทรงสิ้นพระชนม์ขึ้นมาจริง ๆ เขาเองก็หนีไม่พ้นจะต้องตายเช่นกัน นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เขาต้องรีบหนีออกมาจากวังหลวงให้เร็วที่สุด
ยามนี้เขาได้บรรลุข้อตกลงกับจักรพรรดิต้าเหลียงแห่งเป่ยหรงเรียบร้อยแล้ว ขอเพียงเป่ยหรงช่วยให้เขาได้ขึ้นเป็นจักรพรรดิ เหลียวโจวจะถูกยกให้เป็นดินแดนของเป่ยหรงทันที
ในช่วงเวลาวิกฤติ ไม่ว่าใครก็ต้องทำทุกสิ่งเพื่อหาความมั่นคงให้แก่ตนเอง
ผู้จัดการรูปร่างอ้วนท้วนคล้ายเส้นไหมอัดก้อนกลิ้งได้กลับดูว่องไวยามอยู่ต่อหน้าอันอ๋อง เขาคุกเข่าลงทำความเคารพ พร้อมรีบยืนขึ้นด้วยท่าทางสงบเสงี่ยมและยำเกรง
นอกจากความเคารพแล้ว อันอ๋องยังทำให้เขารู้สึกเกรงกลัวไม่น้อย ท่านอ๋องจับเขาไว้แน่น ไม่มีทางที่จะแข็งข้อหรือลอบบิดพริ้วได้ วิธีที่ท่านอ๋องปฏิบัติต่อผู้คนรอบกายทำให้ตนรู้ว่าคนผู้นี้ไม่ใช่คนที่จะไปดูหมิ่นได้ง่าย ๆ
ผางหลิงรายงานเรื่องหลิวเหิงแก่อันอ๋องอย่างละเอียด
เมื่อได้ยินว่าเป็นหลิวเหิง เขาก็หัวเราะออกมา เพราะเด็กหนุ่มคนนี้เองเขาจึงสามารถกุมอำนาจของสวีถิงจือมาไว้ในกำมือได้
เจ้าหน้าที่ยื่นตำราเล่มหนึ่งให้ จากนั้นอันอ๋องก็รับมันมาไว้ในมือ “รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง ข้าให้คนสืบข้อมูลของหลิวเหิงมาก่อน ท่าทางว่าเจ้าจะไม่ได้ทำอะไรเช่นนั้น อยากจะอ่านดูอย่างละเอียดบ้างหรือไม่”
อันอ๋องถามด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ ทว่าเป็นคำพูดที่ทำให้ผู้จัดการผางรู้สึกได้ถึงเหงื่อเย็นที่ผุดขึ้นมาบนหน้าผาก “ข้าน้อยประมาทเลินเล่อ สมควรตายแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“เอาไปดูสิ” อันอ๋องเอาตำราเล่มนั้นให้ผู้จัดการผาง
ผู้จัดการผางหยิบมันขึ้นมาแล้วพลิกอ่าน ทั้งหมดเป็นเรื่องราวของหลิวเหิงอย่างละเอียด “ท่านอ๋อง หลิวเหิงผู้นี้คือบุตรชายในสายเลือดของเว่ยหวนหรือขอรับ!?”
เป็นไปได้หรือไม่ว่าหลิวเหิงจะอาศัยความสัมพันธ์ระหว่างเขากับใต้เท้าสวีมาเป็นเครื่องมือ ดังนั้นจึงสามารถทำตัวหยิ่งผยองได้ถึงเพียงนี้
ไม่สิ! หากผู้สนับสนุนของเขาคือใต้เท้าสวี เขาจะถูกขับออกจากเมืองหลวงจนต้องมาอยู่ในที่แร้นแค้นอย่างซินเย่ได้อย่างไรกัน
ผู้จัดการผางคิดอยู่นาน แต่สิ่งที่เขารับรู้ได้คือความสามารถของหลิวเหิงไม่ได้เป็นเพียงราคาคุย เขาเป็นคนที่โดดเด่นในเมืองหลวงมากจริง ๆ และได้มีโอกาสเข้าเฝ้าจักรพรรดิ ซ้ำยังมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเฉิงจวิ้นอ๋อง
“ท่านอ๋อง หลิวเหิงเป็นคนของใต้เท้าสวี หรือเฉิงจวิ้นอ๋องกันแน่พ่ะย่ะค่ะ”
อันอ๋องส่ายหน้า “เขาไม่ได้เป็นคนของใครเลย ซ้ำยังได้รับความโปรดปราณจากจักรพรรดิ ข้าเองก็ไม่ทราบเช่นกันว่าเขาไปเข้าตาเว่ยเฉิงได้อย่างไร อีกทั้งคนผู้นี้ยังเป็นคนที่มีชื่อเสียงในหมู่บัณฑิต…”
“เช่นนั้น …หากเรากระจายข่าวเรื่องที่เขาโลภเงินและรับสินบนจะเป็นอย่างไรขอรับ” ผางหลิงได้ยินดังนั้นจึงเสนอแผนการ
อันอ๋องมองอีกฝ่าย
ผางหลิงรู้สึกตื่นเต้นและเอ่ยต่อไป “เจ้าขุนนางชั้นต่ำพวกนั้น”
“หลิวเหิงเป็นที่รู้จักมากเกินไป ไม่เหมาะที่จะทำอะไรให้ซินเย่ตกเป็นเป้าสายตา อย่าไปแตะต้องเขาหากไม่จำเป็น ตอนนี้จับตาดูท่าทีไปก่อน หากไม่พบว่าเขาพยายามจะทำอะไรนอกจากเรียกเก็บเงินก็ปล่อยไป นั่นมันแค่เงินเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่ากังวลมากเกินไปในเรื่องนี้”
“แต่พวกพ่อค้าเกลือไม่พอใจ…”
อันอ๋องมองร่างอ้วนท้วนของผางหลิงอย่างเย้ยหยัน “เจ้าถนัดเรื่องตกลงผลประโยชน์อยู่แล้ว จัดการเรื่องนี้เสีย หากไม่ลงตัวก็เพียงเปลี่ยนคนเท่านั้น ส่งคนไปคุยโน้มน้าวเขาให้ได้ แต่อย่าปล่อยให้เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องใหญ่”
“พ่ะย่ะค่ะ ท่านอ๋องหลักแหลมมาก ข้าน้อยจะจัดการตามนั้น” ผางหลิงบีบท้องตนเองอย่างไม่รู้ตัว ชายร่างอ้วนรีบโค้งคำนับและรับคำสั่ง
โชคดีที่เขาไม่เชื่อคำยุยงของพวกพ่อค้าและวู่วามจัดการหลิวเหิง ไม่เช่นนั้นเรื่องราวคงใหญ่โตมากกว่านี้ เขาเองก็มีความคิดรอบคอบพอตัว ผางหลิงลอบชื่นชมตนเองในใจ
หลังจากที่ผางหลิงกลับจากพบอันอ๋อง เขาก็ให้คนเรียกอู๋ฉางฉื่อซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ที่ดูแลเรื่องเงินและเสบียงในเหลียวโจวมาเจอ จากนั้นอีกฝ่ายก็เรียกหลิวเหิงเข้าไปพูดคุยเป็นการส่วนตัว น่าเสียดายที่ชายหนุ่มแสร้งทำเป็นคนโง่ เขาเอาสมุดบัญชีและเรื่องอากรมาปรึกษากับอู๋ฉางฉื่อ และยังพูดทิ้งท้ายเอาไว้ด้วยว่า “ใต้เท้าอู๋ ซินเย่กว้างใหญ่ ทว่ามีชาวบ้านอยู่ไม่มาก แรงงานก็น้อยนิด และมีชุมโจรอยู่ทุกแห่ง คงจะดีไม่น้อยหากใต้เท้าสามารถช่วยซินเย่ด้วยการละเว้นอากรให้เราได้ เมื่อเข้าฤดูใบไม้ร่วง ข้ายังกังวลอยู่ว่าเงินและอาหารจะเพียงพอกับชาวบ้านทุกคนหรือไม่”
อู๋ฉางฉื่อหน้ามืดด้วยความโกรธ
ทว่าคำขอนี้ของหลิวเหิงทำให้อู๋ฉางฉื่อไม่อาจปฏิเสธได้ ในฐานะเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น เขาย่อมต้องคำนึงถึงประโยชน์ของชาวบ้านเป็นสิ่งแรก
ท่าทางของหลิวเหิงทำให้เขาหมดความอดทน แต่ก็ไม่สามารถทำสิ่งใดได้นอกจากโบกมือให้เขาออกไป และโวยวายกับตนเองอยู่ในใจ อย่างไรตอนนี้เขาก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว
หลังจากที่หลิวเหิงกลับไปยังซินเย่ เขาก็ประกาศให้ทุกครัวเรือนในการปกครองทั้งหมด เริ่มรวบรวมรายชื่อแรงงานที่มีกำลังเพียงพอของแต่ละครอบครัวมาส่งให้
ยิ่งไปกว่านั้น นายอำเภอผู้มั่งคั่งยังเสนอมอบรางวัลให้ชุมชนที่รวบรวมรายชื่อได้อย่างรวดเร็ว รางวัลนั้นคือจะได้รับวัวห้าสิบตัวไปทำนา ใครมาก่อนก็จะได้ไปก่อน
ปัญหาขาดแคลนแรงงานในซินเย่ที่มีเพียงคนชรา สตรีและเด็กเล็กมีผลต่อการทำไร่นา หากมีวัวเพิ่มมาจะช่วยประหยัดแรงคนได้มากขึ้น เมื่อถึงคราวเพาะปลูกในฤดูใบไม่ผลิและเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม่ร่วง
เมื่อเขาออกคำสั่งไปเช่นนี้ ชาวบ้านก็ไม่ได้สนใจเรื่องเจตนาของนายอำเภอ ทว่าสนใจรางวัลมากกว่า ดังนั้นพวกเขาจึงเร่งรวบรวมรายชื่ออย่างหนัก ทำงานที่ปกติต้องใช้เวลาเป็นเดือนเสร็จเรียบร้อยภายในสิบวัน
หลิวเหิงนำวัวห้าสิบตัวไปที่หน้าที่ว่าการ เมื่อได้รายชื่อจากแต่ละชุมชนก็ส่งวัวหนึ่งตัวให้พวกเขา คนหลังที่อยู่ท้ายแถวมองวัวหลายตัวเดินจากไป พวกเขาก็รู้สึกเสียดายที่มีคนช่วยทำงานน้อยกว่าและยังวิ่งช้ากว่าคนอื่น
หลิวเหิงได้รับรายชื่อของแต่ละชุมชนแล้ว และขอให้อาลักษณ์ท้องถิ่นช่วยนับจำนวนที่นาและบันทึกลงไปด้วย