ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 277 นายอำเภอหลักแหลมมาก
บทที่ 277 นายอำเภอหลักแหลมมาก
หัวหน้าคาราวานเริ่มหงุดหงิด แต่เจ้าหน้าที่กลับนิ่งสงบและใจเย็นมาก “นายอำเภอแจ้งว่าทุกอย่างจะต้องเป็นไปตามกฎของที่ว่าการ หากไม่ยอมจ่ายภาษีประตูเมือง ก็ไม่อาจปล่อยให้ผ่านเข้าไปได้ นี่คือกฎที่ที่ว่าการอำเภอตั้งขึ้น…”
“เอาละ ในเมื่อต้องการเงินก็รับนี่ไป!” หัวหน้าคาราวานโยนถุงเงินให้และเริ่มเดินไปข้างหน้าด้วยความไม่พอใจ
แต่เจ้าหน้าที่กลับขวางเขาเอาไว้อีกครั้ง “ช้าก่อน”
“นายอำเภอของเจ้าบอกว่าอะไรอีกเล่า พูดมาให้หมดในคราวเดียวสิ!”
“อ้อ ท่านายอำเภอแจ้งว่าเงินที่เก็บมานี้จะเป็นเงินก้อนใหญ่ ให้เรามอบหนังสือหลักฐานเป็นการยืนยันว่าเราเก็บเงินมาแล้ว เราตกลงกันว่าทุกคนที่จ่ายเงินจะได้รับหนังสือยืนยันนี้” จากนั้นเขาก็ตะโกนไปที่ด้านหนึ่ง “รถห้าสิบคันและคนห้าสิบคน ขอหนังสือยืนยันด้วย!”
กองคาราวานเพิ่งเห็นว่ามีโต๊ะตั้งอยู่ที่มุมหนึ่งของประตู และเจ้าหน้าที่ประจำโต๊ะนั้นเริ่มลงบันทึกตามที่ได้รับรายงาน จากนั้นก็ส่งหนังสือยืนยันให้กับเจ้าหน้าที่อีกคน
เจ้าหน้าที่ที่กั้นทางอยู่รับผิดชอบยกตราประทับทรงกลมมาประทับลงบนหนังสือยืนยันเป็นคำว่า ‘เทพแห่งความมั่งคั่งผ่านแดน’ ลงบนกระดาษแผ่นนั้น
หัวหน้าขบวนมองตามทุกขั้นตอนด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์ และอ่านตัวหนังสือที่ถูกประทับลงมานั้นด้วยความรู้สึกแปลกพิลึก
หลังจากเรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นหัวหน้าขบวนก็ไม่อยากจะเอ่ยสิ่งใดออกมาอีก เขาหงุดหงิดและอารมณ์เสียมาก แต่คนอื่น ๆ ดูสงบนิ่ง จึงไม่สามารถเริ่มต้นการต่อสู้ขึ้นมาได้ เขารีบรับกระดาษนั่นมาเก็บในแขนเสื้อ ก่อนตะโกนสั่งเสียงดังให้ขบวนออกเดินทางเข้าไปในเมืองเพื่อมุ่งหน้าไปทางประตูตะวันออก
ถนนเงียบสงัด คบเพลิงสองข้างทางส่องสว่าง มีเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวกอยู่ข้างทางอย่างดี แต่ก็คล้ายจะเป็นการคุ้มกันให้พวกเขาออกไปโดยเร็ว
กลุ่มที่อยู่ข้างหน้าออกไปแล้ว ส่วนกลุ่มถัดมาก็บ่นเล็กน้อยแล้วยอมจ่าย เพราะพวกเขาไม่สามารถเสียเวลาต่อไปได้นานนัก
เพื่อที่จะเร่งรัดให้ทุกอย่างทันเวลา การเรียกเก็บเงินจึงมีข้อต่อรองน้อยมาก หลี่ปี้ซู่ซึ่งเคยเป็นผู้จัดการเรื่องนี้มาก่อนยืนอยู่ไม่ไกลจากประตูเมือง ทุกคนต้องได้พบเขาเมื่อเดินทางผ่านไป
เกือบทุกคนที่ผ่านเข้ามาจำเป็นต้องจ่ายภาษีประตูเมืองนั่นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
เมื่อท้องฟ้าเริ่มสว่างขึ้นเล็กน้อย รถคันสุดท้ายก็ผ่านไป ทุกคนในหน่วยงานพบว่าตนเองได้กำไรมามากมาย เจ้าหน้าที่ที่ถือกล่องเก็บเงินรู้สึกราวกับว่ามือตัวเองแทบจะหัก สวรรค์! การถือเงินไว้ในอ้อมแขนสร้างความสุขได้เช่นนี้เอง ไม่เคยรู้มาก่อนว่าเพียงยืนเก็บเงินก็ทำให้เหนื่อยขนาดนี้ได้
เมื่อเห็นว่าไม่มีขบวนรถมารอผ่านประตูอีกแล้ว เจ้าหน้าที่ก็เก็บเงินและใบยืนยันทั้งหมดเข้าสมุดบัญชี ปิดประตูเมือง เรียกเจ้าหน้าที่ทั้งหมดให้กลับไปยังที่ว่าการ
พวกเขาไม่ทราบเช่นกันว่าเงินในกล่องนั้นมีอยู่เท่าไร ส่วนเงินทั้งหมดถูกขนกลับไปยังที่ว่าการ แม้จะไม่ได้นอนตลอดทั้งคืน แต่ทุกคนกลับมีจิตใจที่เบิกบานไร้ซึ่งความเหน็ดเหนื่อย
เหตุผลที่เป็นเช่นนั้น
เพราะนายอำเภอแจ้งแก่ทุกคนว่าหลังจากที่ทำงานเหนื่อยกันมาทั้งคืนแล้ว ทุกคนจะได้รับส่วนแบ่งจากเงินที่รวบรวมมาได้ พวกเขาจะได้ส่วนแบ่งจากรถแต่ละคันคันละหนึ่งถึงสองตำลึง รถคันใหม่ผ่านไปกว่าสองร้อยคัน หมายความว่าที่ว่าการสามารถเก็บเงินได้ถึงสองพันตำลึงในคืนเดียว
แม้แต่เจ้าหน้าที่เฝ้าประตูที่ว่าการรวมเจ้าหน้าที่แล้วก็นับได้ร้อยกว่าคนเท่านั้น เงินมากกว่าสองร้อยตำลึงจะถูกแบ่งให้ทุกคน หมายความว่าทุกคนจะได้ค่าแรงเท่าเงินเดือนหลายเดือนจากการทำงานเพียงคืนเดียว
ทุกคนในที่ว่าการรู้ดีว่าตั้งแต่ปลายเดือนสี่ จะมีรถขนเกลือผ่านอำเภอไปทุกวัน และวันนี้เป็นวันแรกเท่านั้น ยังเหลือเวลาอีกกว่าครึ่งปี เมื่อคิดว่าจะมีรถมากมายที่ผ่านมา ทุกคนก็กระตือรือร้นพร้อมเฝ้าคอยราวกับได้รับยาบำรุงกำลัง
เมื่อกลับมาถึงที่ว่าการ หลิวเหิงก็นั่งรอทุกคนอยู่ที่ส่วนต้อนรับด้วยท่าทางผึ่งผายเหยียดหลังตรง
ทันทีที่เห็นว่าทุกคนกลับมาหมดแล้ว ก็เรียกเจ้าหน้าที่ทำบัญชีออกมา แล้วเอ่ยขึ้น “มาจัดการบัญชีแก่ทุกคนด้วย”
เจ้าหน้าที่บัญชีเอาลูกคิดขึ้นมา คำนวณเงินทั้งหมดในสมุดบัญชี แล้วตอบด้วยรอยยิ้ม “เราเก็บภาษีประตูเมืองคืนนี้ได้ถึงสองพันสามร้อยยี่สิบตำลึง และยังมีค่าหัวอีกแปดสิบตำลึงขอรับ”
เมื่อคนอื่น ๆ ได้ยินดังนั้นก็อดไม่ได้ที่จะส่งเสียงอย่างพอใจ
มีคนที่โพล่งออกมาอย่างดังว่า “เราจะรวยแล้ว!”
หลิวเหิงกระแอมแล้วจ้องมองทุกคน “ทุกคนดีใจออกนอกหน้าเกินไปหรือไม่ รวยขึ้นแล้วอย่างไร นี่คือสิ่งที่ข้าสอนเจ้างั้นหรือ”
“ใต้เท้า ข้าน้อยผิดไปแล้วขอรับ ข้าน้อยพูดมากเกินไปเอง” ชายคนนั้นเห็นท่าทางเคร่งขรึมของหลิวเหิงก็รีบขออภัยทันที
“ฮึ่ม! วันนี้ข้าจะไม่เอาความ” หลิวเหิงเหลือบมองเขา แล้วชี้ไปยังเงินทั้งหมดแล้วเอ่ยกับหัวหน้าสวี “ให้คนไปนับเงินนั่นเสีย”
โต๊ะขนาดใหญ่ที่วางอยู่ทางซ้ายถูกย้ายมาตั้งต่อหน้าทุกคน เงินที่เก็บได้เทออกจากกล่อง เงินมากมายที่อยู่บนนั้นส่องประกายแวววาวราวกับเป็นตะเกียงที่ถูกจุดไฟส่องสว่าง
หัวหน้าสวีโบกมือให้เจ้าหน้าที่สองคนที่อยู่ด้านหลังก้าวเข้ามาช่วยกันนับอย่างรวดเร็ว
หลังจากที่หลิวเหิงออกคำสั่งแล้ว ก็ส่งสัญญาณให้เหยียนเฟิงออกมาข้างหน้า เอาเงินสองร้อยสามสิบสองตำลึงมาจากกองนั้น แล้วส่งให้เขา
ทันใดนั้นดวงตาของทุกคนก็เริ่มร้อนขึ้น อดไม่ได้ที่จะมองไปยังโต๊ะของนายอำเภอ
หลิวเหิงรู้สึกว่ามันหนักมากจนถือแทบไม่ไหว จึงออกคำสั่งกับเฉวียจือ “เจ้าเอาเงินเหล่านี้แจกจ่ายให้ทุกคนตามที่ตกลงกันไว้”
จากนั้นเหยียนเฟิงก็นับเงินอีกครั้งหนึ่งแล้วเดินเข้าไป
คราวนี้หลิวเหิงมองดูเงินจำนวนนั้น แล้วโบกมือเรียนให้หลี่ปี้ซู่และสวีมู่เจี๋ยเดินเข้ามา จากนั้นก็มอบเงินเหล่านั้นให้หลี่ปี้ซู่ ตบไหล่เขาด้วยความพอใจ “พวกเจ้าทั้งสองทำหน้าที่เป็นหัวหน้าในงานครั้งนี้ได้ดีมาก อย่างที่กล่าวไปแล้วว่าผู้ที่ตั้งใจทำงานตามที่ข้าแนะนำจะได้รับรางวัลตอบแทน พวกเจ้าทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายได้เป็นอย่างดี ไม่เก็บลาภก้อนโตนี้ไว้เป็นของตนเองและยังแบ่งให้คนอื่นได้มั่งคั่งไปด้วย”
“นายอำเภอหลักแหลมมากขอรับ!” เสียงตะโกนสรรเสริญดังก้องไปทั่วทั้งที่ว่าการ
“เอาละจบงานแล้ว ใครมีหน้าที่ทำงานตอนเช้าก็รีบไปเตรียมการ ส่วนคนที่ไม่มีหน้าที่ก็กลับบ้านไปพักผ่อนเสีย” หลิวเหิงยืดหลังออกคำสั่ง “เอาเงินทั้งหมดใส่กล่องแล้วยกไปไว้ด้านหลัง”
หลี่ปี้ซู่กังวลเรื่องการเก็บเงินครั้งนี้มากจนต้องเฝ้าประตูดูทุกขั้นตอนอย่างจริงจัง เบื้องบนจะคิดว่าเขาเป็นคนพยายามหาประโยชน์ให้ตนเองหรือไม่ หรือแม้ว่านายท่านจะเชื่อว่าเขาไม่ได้ทำเพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตัว แต่ก็อาจจะถูกตำหนิที่ดำเนินการสิ่งต่าง ๆ อย่างพลการ และไม่รายงานให้ทราบล่วงหน้า เมื่อเขารับเงินนี่มา ความเสียสละของเขาจะกลายเป็นความเห็นแก่ตัวไปแทนหรือไม่
ผู้ช่วยหลี่รู้สึกถึงความขมขื่น เมื่อหันกลับมาอีกครั้งก็พบว่านายอำเภอกลับไปที่เรือนพักด้านในแล้ว และทุกคนกำลังแบ่งเงินกันอยู่ พวกเขามองเงินเหล่านั้นด้วยดวงตาเป็นประกายสดใส
แม้ว่าวันนี้จะได้รับเงินหนึ่งถึงสองตำลึง แต่นี่เป็นเพียงวันแรกเท่านั้น
สิ่งสำคัญคือต้องเก็บเงินอย่างรวดเร็ว ในอดีตเมื่อกองคาราวานเหล่านี้เดินทางผ่านเมือง พวกเขาก็ทำได้เพียงเป็นผู้น้อยที่เชื่อฟัง นอบน้อมอย่างมากเพื่อขอส่วนแบ่งเล็กน้อยไม่ต่างจากแตงสองลูกและพุทราสองผล ทั้งยังต้องกระดิกหางขอบคุณพวกเขาอย่างเชื่อฟังอีกด้วย
แต่ตอนนี้ใต้เท้ากลับยืนหยัดด้วยท่าทางขึงขัง แล้วบอกพวกเขาอย่างหนักแน่นว่าหากไม่จ่ายเงินมาก็กลับไปเสีย
หากต้องการเดินทางไปขนเกลือก็มีเพียงทางอำเภอซินเย่เท่านั้นที่เข้าไปที่นั่นได้
เมื่อเห็นว่าหลี่ปี้ซู่ยืนนิ่งอยู่ในห้วงความคิด สวีมู่เจี๋ยก็เข้ามาสะกิดเขา “ผู้ช่วยหลี่ รีบแบ่งเงินเร็วเข้า ทุกคนจะได้แยกย้ายไปพักผ่อน”
“แต่เงินนี่มันเป็นของร้อน…” หลี่ปี้ซู่บอกกับสวีมู่เจี๋ยอย่างจริงใจ
“ทุกคนรออยู่นะ” สวีมู่เจี๋ยเงยหน้าขึ้น และเจ้าหน้าที่คนอื่น ๆ ก็มองมาเช่นกัน “เจ้าก็อธิบายกับพวกเขาเสียสิ”
หลี่ปี้ซู่ถามตนเองว่าทุกอย่างเป็นอย่างนี้ไปได้อย่างไร หากเขาพูดอะไรที่ไม่ยั้งคิดขึ้นมา เจ้าหน้าที่ที่คุ้นเคยกันเหล่านี้เองที่จะออกปากไล่เขาออกไปอย่างไม่ต้องรอให้หลิวเหิงลงมือ