ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 276 เราเป็นเจ้าหน้าที่ ไม่ได้เป็นโจร
- Home
- All Mangas
- ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย
- บทที่ 276 เราเป็นเจ้าหน้าที่ ไม่ได้เป็นโจร
บทที่ 276 เราเป็นเจ้าหน้าที่ ไม่ได้เป็นโจร
หลิวเหิงสนทนาอย่างลับ ๆ กับหลี่ปี้ซู่ และพูดกับเหยียนซีว่า “สิ่งที่หลี่ปี้ซู่พูดนั้นไม่ได้เป็นความจริงเลย การลักลอบค้าเกลือนั้นเป็นเพียง… ข้ารู้สึกว่ายังมีสิ่งที่เอ่ยออกมาไม่ได้อยู่”
“ข้าต้องหาเรื่องขู่เขาอีกหรือไม่เจ้าคะ”
“ไม่ต้องทำเช่นนั้นแล้ว เขาอยากจะเอาเรื่องค้าเกลือมาอ้างมากกว่าจะพูดเรื่องนั้น เรื่องนั้นเป็นเรื่องใหญ่กว่านี้มาก ถ้าทำให้สุนัขจนตรอกมากเกินไป มันจะไม่เป็นผลดีกับเราได้” หลิวเหิงพาเหยียนซีไปนั่งกินข้าวด้วยกัน “ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ หางจิ้งจอกก็จะยิ่งโผล่ออกมาเอง”
เมื่อเหยียนซีนั่งลงก็เห็นว่าครอบครัวของหลิวจงเซี่ยวกำลังช่วยกันยกอาหารมาจัดโต๊ะ จากนั้นพวกเขาก็ก้มหน้าลงเตรียมออกไปข้างนอก ตอนนั้นเองที่เด็กสาวเพิ่งรู้ตัวเองว่ามือของตนถูกเกาะกุมเอาไว้อยู่
เธอกระแอมเบา ๆ แล้วรีบเอามือออก โดยที่แอบคิดว่าเหตุใดต้องรู้สึกไม่สบายใจกับสิ่งนี้ด้วย เป็นไปได้หรือไม่ว่าหลังจากอยู่ด้วยกันมานานก็เริ่มรู้สึกชินชาคล้ายกับสามีภรรยาที่เริ่มหมดสิ้นความวาบหวามลงเสียแล้ว
เมื่อเหยียนซีกระตุกมือออก หลิวเหิงกลับไม่สบายใจยิ่งกว่านางเสียอีก เขารีบเอาตะเกียบขึ้นมาและเริ่มทานอาหาร
ไม่กี่วันต่อมา หลิวจงเซี่ยวแจ้งข่าวกับหลี่ปี้ซู่โดยกล่าวว่าคุณหนูของเขาได้ยินเรื่องเงินหนึ่งร้อยตำลึงนั่นแล้ว และคิดว่านั่นมันไม่ต่างอะไรกับการเป็นขอทานเท่านั้น
เมื่อถึงเวลาทำงาน หลิวเหิงเรียกหลี่ปี้ซู่มาและแสดงท่าทีไม่พอใจเล็กน้อย
“ผู้ช่วยหลี่ ข้าคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้มาสองสามวันแล้ว และรู้สึกว่านี่มันไม่ยุติธรรม”
หลิวเหิงรู้สึกว่าเขาเป็นถึงนายอำเภอซินเย่ เป็นผู้รับผิดชอบงานทั้งหมดในอำเภอนี้ เมื่อมีการลักลอบค้าเกลือซึ่งถือเป็นอาชญากรรมในพื้นที่ คนที่มีความเสี่ยงที่สุดในการทำงานนี้คือเขา หากเกิดเรื่องขึ้นมา น่ากลัวว่าจะไม่สามารถรักษาทั้งหน้าที่การงานหรือแม้แต่ศีรษะของเขาเอาไว้ได้ ไม่สมเหตุสมผลเลยที่จะต้องเอาชีวิตมาเสี่ยง แต่กลับไม่ได้รับส่วนแบ่งที่สมน้ำสมเนื้อกัน
“ผู้ช่วยหลี่ พวกเขาคิดว่าข้าโง่เขลาหรือไม่ มีใครไม่รู้บ้างว่าการค้าเกลือทำกำไรได้มากมายมหาศาล พวกเขามอบเงินให้ข้าเพียงร้อยตำลึง พวกเขาไม่รู้หรือว่าข้าต้องติดต่อกับคนในเมืองหลวงมากมาย ไหนการที่จะได้เข้าเฝ้าฝ่าบาทหรือเยี่ยมเยือนท่านอ๋องอีกเล่า เจ้าจะให้ข้าไปพร้อมกับแตงสามลูกและพุทราสองผลงั้นหรือ มันจะเกินไปหรือไม่!”
หลิวเหิงพูดด้วยเสียงไม่พอใจมากขึ้น
จะให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือนายอำเภอผู้นี้ยังมีคนที่อยู่เบื้องหลังอีกมาก เงินเพียงร้อยตำลึงไม่สามารถตอบสนองท้องอันใหญ่โตของเขาได้
ใบหน้าละโมบของหลิวเหิงมองเห็นได้อย่างชัดเจน และหลี่ปี้ซู่เดาไม่ได้ว่าเขามีแผนการอย่างไร “ข้าไม่คิดถึงเรื่องนั้นมาก่อนขอรับ พวกเราเป็นเพียงผู้น้อยที่อยู่กันเพียงกลุ่มเล็ก ๆ เท่านั้น ต่างจากขุนนางผู้ใหญ่ที่มีวงสังคมและเครือข่ายมากมายอย่างท่านในฐานะผู้ผ่านการสอบจิ้นซื่อ…” เขาถอนหายใจออกมาแล้วถามอย่างลังเล “ข้าไม่รู้ว่าท่านต้องการมากน้อยเพียงใด…”
“หากเป็นไปตามที่ข้าคิด เราควรคิดเสียว่ามันเป็นกิจการร่วมกัน…”
ทันทีที่หลี่ปี้ซู่ได้ยินว่าเหยียนซีกำลังวางแผนจะเข้าร่วมงานนี้ด้วยก็รีบเอ่ยปรามอย่างรวดเร็ว “ใต้เท้า ข้าเกรงว่าท่านจะไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ขอรับ! เมื่อเกลือเหล่านี้ออกจากซินเย่ มันจะต้องผ่านไปยังที่อื่น หากถูกพบเข้า…”
“หมายความว่าข้าสามารถหากำไรได้เพียงในอำเภอใช่หรือไม่” หลิวเหิงพูดอย่างไม่พอใจ แล้วหันไปเรียกเฉวียจือ “เฉวียจือเรียกเจ้าหน้าที่มา ข้ามีอะไรจะพูดเสียหน่อย”
เมื่อเห็นความคิดและการกระทำเช่นนั้นของหลิวเหิง หลี่ปี้ซู่ก็ไม่แน่ใจว่าเขาต้องการอะไรกันแน่ ทว่าก็ยังไม่กล้าถามเพิ่มเติม
เฉวียจือเรียกเจ้าหน้าที่ทั้งหมดในที่ว่าการมาพบอย่างรวดเร็ว
หลิวเหิงถามชื่อของทุกคนที่ยืนอยู่ในโถงใหญ่ และบอกทุกคนว่าเขาคือนายอำเภอที่เป็นผู้นำของทุกคนในซินเย่ ใครก็ตามที่ไม่ฟังเขาจะต้องออกไป
ตั้งแต่วันนั้น หลิวเหิงก็เริ่มต้นฝึกฝนร่างกายในช่วงเย็น ก่อนที่จะไปทำงานในทุกวัน เฉวียจือจะให้เจ้าหน้าที่ในที่ว่าการแต่ละระดับขั้นมาย้ำเตือนว่าใต้เท้ามีความสำคัญต่อซินเย่อย่างไรด้วยการรายงานเรื่องต่าง ๆ แก่เขา
คนที่ไม่สนใจทำตามคำสั่งนี้ถูกลงโทษจริง ๆ และผู้ที่ทำตามคำสั่งได้อย่างรวดเร็วก็จะได้รับเงินเป็นรางวัล
รางวัลที่นายอำเภอมอบให้ไม่ใช่เพียงไม่กี่สิบอีแปะ แต่เป็นเงินหนึ่งตำลึง
เจ้าหน้าที่เหล่านี้ หนึ่งปีจะมีรายได้สักเท่าไรกัน
นั่นทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในอำเภอซินเย่ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ตำแหน่งใด รับผิดชอบงานส่วนไหนก็จะเข้าหานายอำเภอทั้งสิ้น ตราบใดที่รู้เรื่องอะไรมา ไม่ว่าเล็กใหญ่จะรายงานให้นายอำเภอรับทราบทั้งหมด
อำเภอซินเย่เต็มไปด้วยความสงบสุข ไม่มีเรื่องวิวาทหรือโจรกรรมอีก กลองร้องทุกข์ของที่ว่าการกลายเป็นที่รวมฝุ่นไปในที่สุด
ตารางงานที่ยุ่งวุ่นวายของหลิวเหิงในแต่ละวัน ประกอบด้วยการรับฟังปัญหาของราษฎร จากนั้นก็ตามด้วยการฟังรายงานหารือกับทุกคนในหน่วยงานที่ว่าการอำเภอ
ไม่กี่วันหลังจากนั้น ทุกคนก็เริ่มรู้สึกถึงความยิ่งใหญ่และน้ำใจกว้างขวางของนายอำเภอ คำสั่งของเขากลายเป็นสิ่งสำคัญที่ยิ่งใหญ่กว่าภูเขา ใครก็ตามที่ไม่เชื่อฟังแน่นอนว่าจะถูกลงโทษ แต่หากทำตามอย่างตั้งใจก็จะได้รับรางวัล
หลี่ปี้ซู่เห็นคนถูกลากมาพร้อมกับจิตสังหารของพวกเจ้าหน้าที่ทุกวัน เมื่อคิดว่าจะมีคนถูกฆ่าที่นี่เพื่อแลกกับรางวัล เขาก็รู้สึกคันปากอยากจะบ่นกับสวีมู่เจี๋ย แต่อีกฝ่ายกลับสงบนิ่งมาก “เขาคงไม่ทุบตีใครจนตายอยู่แล้ว”
นี่มัน… น่ากลัวเกินไปแล้ว! หลี่ปี้ซู่รู้สึกว่าชีวิตของเขาไม่ปลอดภัย
ในอดีตเขาเคยติดสินบนด้วยเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้ แต่ตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว อีกทั้งคนของเขาหลายคนก็กระจัดกระจายไปตามที่ต่าง ๆ ทำให้ตอนนี้เขาถูกนายอำเภอจับตามองตลอดเวลา กระทั่งจะออกไปเข้าห้องน้ำก็ยังมีคนตามไปด้วย เป็นเรื่องที่น่าหดหู่เป็นอย่างมาก
เมื่อเข้าถึงช่วงปลายเดือนสี่ หลี่ปี้ซู่ก็รีบแจ้งกับหลิวเหิงว่าพ่อค้าเกลือกำลังจะเดินทางผ่านซินเย่ “ใต้เท้าขอรับ เพื่อหลีกเลี่ยงหูตาของผู้คน ตามที่ทำกันมาเมื่อปีก่อน ๆ ขบวนสินค้าจะค่อย ๆ ทยอยออกมาจากนาเกลือ จนกระทั่งเดินทางออกมาจนหมดและจะไปถึงที่ถนนหลักในเวลารุ่งเช้าขอรับ”
แม้หลายคนจะรู้เรื่องการลักลอบค้าเกลือ แต่พวกเขาก็ไม่อาจทำการอย่างอุกอาจได้ ดังนั้นในตอนกลางวันประตูเมืองของอำเภอนี้จะมีไว้ใช้เดินทางสำหรับคนทั่วไป ส่วนเวลากลางคืนก็จะเป็นเวลาของพ่อค้าเกลือ
เมื่อหลิวเหิงได้ยินเช่นนั้นเขาก็พยักหน้ารับและเอ่ยตอบ “เข้าใจแล้ว”
เขาเรียกเจ้าหน้าที่เข้ามาเพื่อให้ช่วยดูแลความเรียบร้อยภายในเมือง
ในช่วงกลางคืน เริ่มมีคาราวานการค้าเดินทางมาที่ประตูเมืองไม่ต่างจากปีที่แล้ว และเรียกร้องให้เปิดประตู แต่พวกเขากลับพบว่ามีบางอย่างผิดปกติ โดยปกติพวกเขาจะเดินทางโดยอาศัยแสงดาวและแสงจันทร์ มีเพียงโคมเล็ก ๆ ถูกจุดขึ้นเพื่อนำทางเท่านั้น
แต่เมื่อเปิดประตูเมืองคราวนี้พวกเขาก็ได้กับพบกับแสงสว่างจ้า เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของทางการต่อแถวยาวจากประตูเมืองทิศตะวันตกทอดยาวไปถึงทิศตะวันออก บนถนนที่ยาวจากตะวันตกไปยังตะวันออกของเมืองดูราวกับถูกล้างจนสะอาดจนแทบจะสะท้อนแสงจันทร์ได้
คาราวานการค้าตกใจ และอดไม่ได้ที่จะถามขึ้นเมื่อเห็นหลี่ปี้ซู่ “นี่มันอะไรกัน!?”
หลี่ปี้ซู่สีหน้าไม่สบอารมณ์และไม่พูดอะไรออกมา จากนั้นเจ้าหน้าที่อีกคนก็ก้าวเข้ามาแล้วถามกับหัวหน้าขบวนการค้าว่า ท่านคิดว่าถนนของเราเป็นอย่างไรบ้างขอรับ”
หัวหน้าคาราวานสับสนแล้วมองดู “ดีมาก สะอาดสะอ้าน”
“นายอำเภอบอกว่าท่านทั้งหลายที่มาจากแดนไกลล้วนเป็นเทพแห่งความมั่งคั่งของอำเภอนี้ จึงได้ทำความสะอาดถนนต้อนรับ ตอบแทนในความมีน้ำใจของท่าน” ทันทีที่พูดจบเจ้าหน้าที่อีกคนก็มาพร้อมกับกล่องอะไรบางอย่าง ที่ยิ่งทำให้เขาทำตัวไม่ถูก
“อะไรกัน…หมายความว่าอย่างไร!?” หัวหน้าขบวนไม่เข้าใจ นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
“นายอำเภอแจ้งว่าที่ซินเย่มีประชากรน้อย สิ่งนี้เป็นทางเดียวที่เราจะหาเงินได้ ทำให้ทุกคนต้องจ่ายภาษีเพื่อเดินทางผ่านเมืองขอรับ”
“หมายความว่าอย่างไร ไม่เคยมีเรื่องเช่นนี้มาก่อนเลยมิใช่หรือ”
หัวหน้าขบวนกำลังจะกล่าวถึงข้อตกลงเมื่อปีที่แล้ว แต่ก็ถูกเจ้าหน้าที่ขัดจังหวะ “นายอำเภอของเรากล่าวว่านั่นเป็นเรื่องในอดีต ตอนนี้ท่านเป็นนายอำเภอคนใหม่แล้ว ทุกคนต้องปฏิบัติตามกฎใหม่ หากไม่ยอมจ่ายภาษีเพื่อเดินทางผ่านอำเภอเราก็กลับไปเสีย”
ว่าจบแล้วเขาก็ก้าวถอยหลัง เจ้าหน้าที่ที่ยืนอยู่สองฝั่งชักดาบออกมาแล้วเดินตรงมาทางนี้
“นี่… นี่พวกเจ้าจะรีดไถเงินข้างั้นหรือ!?”
“รีดไถอะไรกัน นี่เป็นกฎหมายของแคว้นเรื่องภาษีประตูเมือง เจ้าจะผ่านประตูโดยไม่จ่ายภาษีได้อย่างนั้นหรือ”
เจ้าหน้าที่รีบปฏิเสธทันที นี่จะเรียกว่าเป็นการรีดไถได้อย่างไร ภาษีประตูเมืองเป็นภาษีประเภทหนึ่งที่ต้องจ่ายตามกฎหมายจริง ๆ
แต่โดยทั่วไปจะมีการเก็บภาษีเช่นนี้ตามเมืองใหญ่ต่าง ๆ อย่าง อิงเฉิง อันหยาง เท่านั้น ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่อำเภอเล็ก ๆ แห่งนี้เก็บภาษีประตูเมืองด้วย
“นายอำเภอแจ้งว่าเราต้องเปิดให้ผู้ทำการค้าเดินทางผ่านเป็นกรณีพิเศษเพื่ออำนวยความสะดวก ถนนสายหลักก็ถูกทำความสะอาดไว้รอทุกคนอยู่แล้ว อีกทั้งกำลังคนที่มาดูแลเรื่องเหล่านี้ก็มีค่าใช้จ่าย จะไม่ให้เก็บภาษีได้อย่างไร”
“นี่มันเป็นการรีดไถเงินกันชัด ๆ!” หัวหน้าคาราวานก็โกรธขึ้นมาเช่นกัน
“นายอำเภอของเราบอกว่า…”
“เอาละ เอาละ ไหนบอกมาคิดเท่าไหร่!” ขบวนการค้าไม่สามารถหยุดที่นี่เป็นเวลานานได้จึงเอ่ยถามอย่างรีบเร่ง เพราะมีขบวนอื่นตามมาเช่นกัน
“นายอำเภอให้เราเรียกเก็บตามรถขอรับ รถเปล่าจ่ายสิบตำลึง รถแต่ละคันให้บรรทุกคนได้สองคน หากเกินจากนี้ต้องจ่ายเพิ่มหนึ่งหรือสองตำลึงเพื่อผ่านเข้าไป”
หัวหน้าคาราวานมีเกวียนห้าสิบคันพร้อมคนห้าสิบคน นับรวมกันแล้วต้องจ่ายกว่าห้าร้อยตำลึง นั่นทำให้เขาโกรธมาก “นี่มันมากเกินไปแล้ว ไม่ปล้นข้าจนหมดตัวเสียเลยเล่า!”
“นายอำเภอบอกว่าเราเป็นเจ้าหน้าที่ ไม่ได้เป็นโจร เราต้องเก็บเงินภาษี แต่ไม่ได้ปล้น ต้องปฏิบัติตามกฎของที่ว่าการทุกเรื่องขอรับ”