ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 271 เรื่องชีวิตระหว่างเมาสุรา
- Home
- All Mangas
- ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย
- บทที่ 271 เรื่องชีวิตระหว่างเมาสุรา
บทที่ 271 เรื่องชีวิตระหว่างเมาสุรา
วันรุ่งขึ้น หลังจากหลิวเหิงจัดการมื้อเช้า เขาก็ส่งคนไปช่วยงานในนาของชาวบ้านคนอื่น ๆ บ้าง
เขาแจ้งกับหัวหน้าฟ่านด้วยว่า “หากมีบ้านที่ไม่มีผู้ชายต้องการแรงงานเพิ่มเติม เราจะต้องช่วยเหลือพวกเขา” และยังกำชับผู้ติดตามจากที่ว่าการอำเภอว่าให้ทำงานกันอย่างเต็ม พร้อมให้กำลังใจพวกเขาด้วย “หากตั้งใจทำงานอย่างดี เมื่อกลับไปยังที่ว่าการแล้วจะมีรางวัลพิเศษให้เป็นการตอบแทนค่าเหนื่อย”
เจ้าหน้าที่ไม่พอใจเล็กน้อยที่ถูกสั่งให้ช่วยทำนา ลากคันไถ และพรวนดิน พวกเขาไปสมัครงานที่ว่าการเพราะต้องการกินเงินเดือนจากทางการ คิดว่าออกมาเป็นข้าราชการนอกเมืองจะได้กินอยู่อย่างสบาย ใครจะคิดว่างานที่ได้ทำคือการทำไร่ไถนาเช่นนี้
ทว่าเมื่อได้ยินนายอำเภอบอกว่าจะได้รางวัลพิเศษ ความไม่พอใจของพวกเขาก็ลดลง อย่างน้อยการทำงานหนักครั้งนี้ก็ยังได้รับเงินเพิ่ม โชคดีที่นายอำเภอเป็นคนใจกว้าง ก่อนหน้านี้พวกเขาก็เคยช่วยช่างฝีมือทำแบบจำลองแปลงนาขั้นบันไดจากดินเหนียว และได้รับเงินพิเศษตอบแทนค่าแรงมาคนละสองตำลึง
ช่างฝีมือที่เข้ามาช่วยงานซ่อมแซมที่ว่าการและบ้านพักชั้นในก็ได้รับค่าตอบแทนมากมายเช่นกัน ดังนั้นพวกเขาจึงเชื่อว่าหลังทำนาอาบเหงื่อต่างน้ำแล้ว นายอำเภอจะไม่ให้พวกเขาเหนื่อยอย่างเปล่าประโยชน์เช่นกัน
ด้วยเหตุนี้ เหล่าเจ้าหน้าที่ที่ติดตามมาจึงไม่เพียงยอมทำงานเท่านั้น แต่ยังเรียกร้องให้หัวหน้าฟ่านช่วยไปเป็นผู้นำในการทำนาครั้งนี้ด้วย เนื่องจากกลัวว่าจะไม่มีคนคอยรายงานนายอำเภอในการทำหน้าที่อย่างตั้งใจของพวกเขา
เดิมทีวันนี้หัวหน้าฟ่านต้องการไปสำรวจรอบ ๆ กับหลิวเหิง แต่เหล่าเจ้าหน้าที่เร่งเร้าให้เขาและลูกชายไปที่นาของชาวบ้านด้วยกัน
ผู้หญิงและเด็กที่บ้านก็ไม่สามารถปล่อยให้ตามหลิวเหิงไปได้ ดังนั้นเขาจึงต้องคอยย้ำนายอำเภอซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าอย่าขึ้นไปบนภูเขา เพราะเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัย ทั้งกล่าวว่าอาจจะเจอสัตว์มีพิษอย่างงูหรือพวกโจรที่ดักซุ่มอยู่ ควรจะระวังตัวให้ดีก่อนแล้วแจ้งทางการมาปราบปรามในภายหลัง อย่าทำสิ่งใดที่เสี่ยงมากเกินไป
หลิวเหิงรับปากให้เขาสบายใจว่าเพียงจะเดินทางไปสำรวจที่หมู่บ้านข้างเคียงสองสามแห่งเท่านั้น
หลังจากที่หัวหน้าฟ่านจากไปแล้ว หลิวเหิงก็พาเฉวียจือและเหยียนเฟิงขี่ม้าออกไปหลายสิบลี้เพื่อเยี่ยมหมู่บ้านใกล้เคียง บริเวณอื่นมีหลุมศพใหม่ ๆ น้อยกว่ารอบนอกที่ผ่านมาอย่างเห็นได้ชัด แต่คนหนุ่มสาวก็น้อยกว่าด้วยเช่นกัน
เขาอยากจะไปดูที่ภูเขาให้แน่ว่ามีอะไรที่นั่น แต่ในตอนนี้ตนอยู่ในฐานะคนนอกและไม่ได้คุ้นเคยกับสถานที่ การลอบเข้าไปในเวลานี้อาจไม่ช่วยให้เกิดประโยชน์ โชคดีที่ระหว่างการเดินทางลงพื้นที่ครั้งนี้ แม้เขาจะไม่สามารถสร้างนาขั้นบันไดได้ทันที ทว่าก็พอจะรู้ถึงสาเหตุที่คนหนุ่มหายไปจากหนานหยวน ซึ่งถือว่าได้กำไรมหาศาลแล้ว
ในช่วงบ่าย หลิวเหิงกลับไปที่บ้านของหัวหน้าฟ่าน และแจ้งหัวหน้าฟ่านว่าเขากำลังจะกลับที่ว่าการอำเภอ
หัวหน้าฟ่านถามคำถามต่าง ๆ เพิ่มเล็กน้อยเพื่อให้มั่นใจได้ว่าหลิวเหิงเพียงแค่ไปดูรอบ ๆ หมู่บ้านสองสามแห่งเท่านั้น
เมื่อได้ยินว่าหลิวเหิงกำลังจะกลับ หัวหน้าฟ่านก็มีท่าทีลังเลใจเล็กน้อย เพราะยังเป็นห่วงเรื่องนาข้าว เขายังสองจิตสองใจเกี่ยวกับนาขั้นบันไดของอีกฝ่าย ดังนั้นจึงถามอย่างไม่แน่ใจ “การก่อสร้างนาขั้นบันไดจะเริ่มขึ้นเมื่อใดหรือขอรับ”
หัวหน้าฟ่านเป็นผู้ที่รับความไว้วางใจจากคนในชุมชน และมีความรู้มากกว่าคนอื่น ๆ บริเวณนี้ เขาต้องการนำความรู้ที่มีมาพัฒนาบ้านเกิดในระยะยาว ด้วยความตั้งใจดีที่อยากให้ทุกคนไม่ต้องลำบากเช่นนี้อีก
ทุกวันนี้คนหนุ่มพากันไปจากหนานหยวนเพื่อหาเลี้ยงครอบครัวอย่างยากลำบาก ซ้ำยังต้องคอยรับมือกับการซื้อหาอาหาร ค่าเช่าที่ดินทำนา ไหนจะอากรที่เก็บมากขึ้นทุกปีอีก
ใครจะรู้ว่าพวกเขาจะทนทำเช่นนี้ไปได้อีกนานเพียงใด งานบนเขาต่างจากงานนาเกลือสมัยก่อนที่ถึงจะเป็นงานหนัก แต่ก็เป็นการทำงานอย่างถูกต้องได้รับอนุญาตจากทางการ
ทุกวันนี้พวกเขาต้องไปทำงานบนภูเขาซึ่งไม่สามารถแพร่งพรายให้ใครรู้เรื่องได้ ซ้ำยังมีเรื่องผิดพลาดเกิดขึ้นในปีนี้ ภูเขาข้างบนถล่มลงมาจนมีคนตายเป็นจำนวนมาก อดีตนายอำเภอก็เสียชีวิตอย่างกะทันหัน เช่นนี้ทุกคนก็รู้แล้วว่างานที่นั่นไม่ได้รับประกันความปลอดภัยในชีวิตเลยแม้แต่น้อย
แต่ทุกคนก็พยายามดิ้นรนที่จะมีชีวิตรอดต่อไป ต้องยอมเสี่ยงเพื่อนำค่าตอบแทนมาจุนเจือครอบครัว แม้คนทางบ้านจะเป็นห่วงพวกเขา ทว่าก็ไม่อาจคัดค้านการไปทำงานบนเขาได้
เมื่อหัวหน้าฟ่านได้ยินเรื่องนาขั้นบันได เขาจึงรู้สึกว่านี่เป็นทางออกที่ดีมากจริง ๆ หากเริ่มสร้างขึ้นคราวนี้ ลูกหลานรุ่นต่อ ๆ ไปจะได้สบายขึ้น พวกเขาจะไม่ต้องดิ้นรนหางานที่อื่นเพื่อดูแลครอบครัวอีก เป็นประโยชน์ที่ยั่งยืนอย่างยิ่งในระยะยาว
เขาเกรงว่าหลิวเหิงจะทิ้งเรื่องนี้ไปเมื่อเห็นว่ามีกำลังคนไม่เพียงพอ ระหว่างที่ส่งหลิวเหิงกลับ เขาจึงอดไม่ได้ที่จะถามขึ้น
หลิวเหิงยิ้มให้หัวหน้าฟ่าน “หัวหน้าฟ่าน เวลานี้ในหมู่บ้านยังมีแรงงานไม่เพียงพอ ชาวบ้านกำลังยุ่งอยู่กับการหว่านไถแปลงนาของตนเองในฤดูใบไม้ผลิ รอให้ถึงช่วงที่ข้าวเริ่มเติบโตเสียก่อน เราค่อยหารือเรื่องการสร้างขั้นบันไดกันอีกครั้ง”
“ใต้เท้าขอรับ พวกเราทำได้จริง ๆ นะขอรับ” หัวหน้าฟ่านกังวลขึ้นมาหลังจากได้ยินการพูดคุยกันหลายครั้ง
“ใต้เท้าขอรับ การหว่านไถนาสำหรับฤดูใบไม้ผลิจะเสร็จสิ้นในอีกไม่นาน แม้ที่นี่จะมีแรงงานเพียงสตรีและเด็ก ๆ เป็นส่วนใหญ่ แต่โปรดอย่ามองว่าพวกเขาอ่อนแอเลยขอรับ ทุกคนที่นี่สามารถทำงานได้ หากรอจนกว่าฤดูหว่านไถนี้เสร็จสิ้น จะไม่เป็นการล่าช้าเกินไปงั้นหรือขอรับ ยิ่งไปกว่านั้นเมื่ออากาศเริ่มหนาวเย็น ทุกคนที่ออกไปทำงานข้างนอกจะเริ่มกลับมา …ใต้เท้า ซินเย่เป็นอำเภอยากจน หนานหยวนเองก็ขาดแคลนที่ดินทำกิน เรากำลังยากจนลงทุก ๆ ปี อีกไม่นานคงจะต้องอดตายกันหมด… เรื่องนาขั้นบันไดควรจะทำให้สำเร็จโดยเร็วนะขอรับ”
เขาอดไม่ได้ที่จะจับบังเหียนม้าแล้วพูดอย่างจริงจัง
หลิวเหิงอยากจะบอกให้หัวหน้าฟ่านใจเย็นลงก่อน แต่เมื่อเห็นชายชราผมขาวเอ่ยด้วยความกระตือรือร้น แทบจะคุกเข่าขอร้องเช่นนี้ก็ทำให้ต้องถอนหายใจออกมา แม้หัวหน้าฟ่านจะปิดบังอะไรบางอย่างจากเขา ทว่าหัวหน้าชุมชนผู้นี้คือคนที่พยายามอยากจะช่วยเหลือคนในบ้านเกิดของเขาให้รอดพ้นจากความทุกข์ยากอย่างแท้จริง ช่างมีหัวใจที่น่านับถือนัก
“หัวหน้าฟ่าน เอาเป็นว่าการหว่านไถเสร็จสิ้นเมื่อไร เราจะเริ่มพูดคุยเรื่องนี้กันทันที” หลิวเหิงรับปากอีกครั้ง
หัวหน้าฟ่านถอนหายใจอย่างโล่งอก และยอมปล่อยบังเหียนของนายอำเภอในที่สุด
หลังจากทำงานในไร่นามาทั้งวัน เจ้าหน้าที่จากที่ว่าการก็ต่างปวดเนื้อเมื่อยตัวไปตาม ๆ กัน พวกเขาเดินทางกลับบ้านอย่างเหนื่อยล้า กว่าจะไปถึงที่ว่าการอำเภอได้ก็เป็นเวลาที่ประตูหน้าจวนจะปิดพอดี
เมื่อกลับมาถึงแล้ว หลิวเหิงก็พบว่าทุกคนอยู่ในอาการเหนื่อยล้าจากการทำงานหนัก เขาจึงเอ่ยกับเหยียนเฟิงขึ้น “ไปบอกคุณหนูให้เตรียมอาหารและเครื่องดื่มมาทีนะ วันนี้เจ้าหน้าที่ทุกคนทำงานหนักมาก ข้าอยากจะตอบแทนพวกเขาอย่างเต็มที่”
เมื่อทุกคนได้ยินว่ามีอาหารมื้อใหญ่และสุรา เจ้าหน้าที่ทั้งหมดก็ยืดหลังตรงและกล่าวขอบคุณเสียงดัง ก่อนจะเดินตามหลิวเหิงเข้าไปในที่ว่าการอำเภออย่างขันแข็ง
ผู้ช่วยหลี่กลับมาที่บ้านพักด้านในและทานอาหารเรียบร้อยแล้ว เมื่อได้ยินว่าหลิวเหิงกลับมาแล้วจึงรีบไปต้อนรับ
เหยียนซีเตรียมอาหารมื้อใหญ่และสุราอย่างดีส่งไปที่โถงของที่ว่าการ
สุราเป็นของที่ซื้อหามาจากถนนด้านหน้า แต่เหยียนซีลงมือทำอาหารเพื่อกินกับสุราเหล่านี้อย่างพิถีพิถัน มีทั้งไก่ เป็ด และปลา ทั้งหมดทุกจานล้วนเป็นอาหารเลิศรส อาต้ากับอาเอ้อร์เป็นคนนำสุราและอาหารเข้ามา พร้อมพูดคุยกับทุกคนอย่างสนุกสนาน อีกทั้งยังเชิญให้เจ้าหน้าที่ดื่มด้วยกัน หลังจากผ่านไปไม่นานหลังสุราจอกแรกถูกริน เจ้าหน้าที่ทั้งหลายก็รู้สึกสดชื่นขึ้นมาก
หลี่ปี้ซู่ชื่นชมหลิวเหิงมาก่อนตั้งแต่เลี้ยงฉลองต้อนรับครั้งแรก ตอนนี้เจ้าหน้าที่ทั้งหลายเองก็ให้ความเคารพและใกล้ชิดกับหลิวเหิงไม่น้อย
ครั้งนี้เมื่อเขาพาเจ้าหน้าที่ทางการไปลงพื้นที่ชนบทและลงแรงทำนาช่วยเหลือชาวบ้าน ทุกคนก็ยิ่งรู้สึกว่าเขาเป็นนายอำเภอที่ดีมีน้ำใจต่อราษฎร อีกทั้งยังให้การสนิทสนมกับทุกคนอย่างไม่ถือตัว นับว่าเป็นผู้บังคับบัญชาที่ดี
ทุกคนมีความสุขมากกับอาหารมื้อนี้ บางคนถึงกับร้องไห้เล่าถึงชีวิตที่ยากลำบากของครอบครัวออกมา “ใต้เท้าขอรับ ท่านคงคาดไม่ถึงทีเดียวว่าเราอยู่อย่างยากจนข้นแค้นเพียงใดในซินเย่ โชคดีที่ข้ายังถือว่าเป็นข้าราชการและมีเงินหาเลี้ยงครอบครัว จึงได้สบายขึ้นมามากแล้ว”
“ถูกต้อง ต้องขอบคุณผู้ช่วยหลี่ หากไม่ใช่เพราะเงินรางวัลของท่าน ข้าคงไม่มีทางได้แต่งงานกับภรรยา…” มีคนนำสุรามารินให้หลี่ปี้ซู่เพื่อขอคารวะ
“โอ้ ผู้ช่วยหลี่ช่วยเหลือทุกคนอย่างดีเช่นนี้เสมอเลยหรือ” หลิวเหิงถาม
“ถูกต้องขอรับ ผู้ช่วยหลี่สามารถ…”
“หูซื่อ เจ้าพูดอะไร ท่าทางจะดื่มมากไปแล้ว เรื่องนี้สามารถพูดต่อหน้าใต้เท้าได้งั้นหรือ”
หลี่ปี้ซู่ร้อนรนปิดปากคนเมาที่เริ่มปากพล่อยขึ้นมา น่าเสียดายที่หลิวเหิงนั่งอยู่ในตำแหน่งหัวโต๊ะ ดังนั้นจึงไม่สามารถทำให้เขาพูดต่อไปได้
เขาหยุดดื่มทันที บางคนก็ยังมีสติและพยายามอย่างเต็มที่ที่จะห้ามปรามคนขี้เมาสองสามคนที่จะเผลอพูดเรื่องไม่สมควรออกมา
หลิวเหิงยิ้มแล้วกล่าวขึ้น “ผู้ช่วยหลี่กังวลเกินไปแล้ว เอาไว้ค่อยมาคุยเรื่องเหล่านี้กันคราวหลัง วันนี้เรามาดื่มให้เต็มที่กันเถิด” เขายกจอกขึ้น เฉวียจือ อาต้า อาเอ้อร์ ก็รับหน้าที่ชักชวนทุกคนดื่มต่อไป
พวกเขาทั้งสามคุ้นเคยกับการร่ำสุราในกองทัพอย่างหนักหน่วงเช่นนี้มาก่อน จึงได้ทำเช่นเดียวกันกับเจ้าหน้าที่เหล่านี้
หลิวเหิงอวยพรและรินสุราแก่หลี่ปี้ซู่อีกครั้งและเริ่มเอ่ยขึ้น “ผู้ช่วยหลี่ หลังจากที่ข้าเดินทางไปยังหนานหยวนครั้งนี้ ก็พบว่าชาวซินเย่ยากจนกว่าที่คาดไว้เสียอีก”
เขาถอนหายใจออกมา “ในแผ่นดินนี้ การมีชีวิตอยู่อย่างไร้เงินทองช่างแสนยากลำบาก” ตามด้วยรอยยิ้มขมขื่นระหว่างยกจอกสุราขึ้นจิบอีกครั้ง “ว่ากันว่าเป็นข้าราชการสามารถสร้างความมั่งคั่งให้วงศ์ตระกูลได้ เมื่อข้าอยู่ในเมืองหลวง ก็ได้ยินมาว่าชีวิตที่ชนบทนั้นง่ายดาย แต่เมื่อได้มาที่นี่ก็ไม่พบว่ามีสิ่งใดที่ง่ายดายเลย”
เมื่อหลี่ปี้ซู่ได้ยินเช่นนั้นก็กะพริบตาเล็กน้อยพลางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ใต้เท้า ล้อเล่นหรือขอรับ ท่านเป็นจิ้นซื่อผ่านการสอบทั้งสองรอบ มีอนาคตที่สดใสรออยู่ในภายหน้า เพียงแค่ถูกส่งมายังที่แห่งนี้เพื่อหาประสบการณ์ก่อนกลับไปเติบโตเป็นเจ้าคนนายคนเท่านั้น”
“มันจะเรียกว่าประสบการณ์หากได้กลับไป แต่ก็ไม่สามารถกลับไปมือเปล่าอย่างไร้ซึ่งผลงานได้เช่นกัน” หลิวเหิงถอนหายใจอย่างยากลำบาก และดื่มต่อไปอีกสองสามจอก
“ใต้เท้า ท่านมองโลกในแง่ร้ายเกินไปแล้วขอรับ ข้าได้ยินจากภรรยา อย่างน้อยท่านก็มีคุณหนู…”
“อ้อ นางเป็นคู่หมายที่ท่านแม่ข้าเลือกให้ นางเก่งรอบด้าน มีคุณธรรม และดูแลครอบครัวได้เป็นอย่างดี ซ้ำยังมอบน้ำใจแก่ผู้อื่นตามกำลังที่มี ไม่เคยให้ร้ายใคร อีกทั้งไม่ตระหนี่เรื่องเงินทองในยามจำเป็น เงินเดือนของข้าถือว่าน้อยนิดเมื่อเทียบกับเงินที่นางหามาได้ จากการค้าขายเพียงสองสามแห่งในกิจการทั้งหมดของนางเสียอีก…”
หลิวเหิงเรอออกมา ใบหน้าของเขาขึ้นสีแดงก่ำ เห็นชัดว่าเมามากแล้ว เขายังพูดคุยกับหลี่ปี้ซู่ต่อไปถึงความยากจนในวัยเด็กระหว่างที่พยายามตั้งใจศึกษาเล่าเรียน เขาได้รับการสนับสนุนจากขุนนางผู้ใหญ่อย่างไร รวมทั้งชีวิตที่รุ่งเรืองของเขาที่หอกวงลู่ และท้ายที่สุดก็ถอนหายใจ “น่าเสียดายที่ชีวิตในวังหลวงเองก็ยากลำบากเช่นกัน…”