ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 268 เริ่มจากสิ่งที่ทำได้ก่อน
- Home
- All Mangas
- ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย
- บทที่ 268 เริ่มจากสิ่งที่ทำได้ก่อน
บทที่ 268 เริ่มจากสิ่งที่ทำได้ก่อน
หลิวเหิงคิดว่างานนายอำเภอที่นี่คงจะเหนื่อยและหนักมาก แต่เมื่อได้เริ่มงานแล้วกลับพบว่าทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่นเกินกว่าที่คาดเอาไว้
ในฐานะนายอำเภอ สิ่งสำคัญที่ต้องดูแลเกี่ยวกับกิจการภายในอำเภอก็คือเรื่องเงิน อาหาร ปราบปรามคนร้าย และเรื่องอื่น ๆ หลังจากที่หลิวเหิงเข้ามารับตำแหน่ง เขาก็พบว่าที่นี่มีคดีอาญาน้อยมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
เรื่องคดีความจำนวนน้อยนี้ไม่รู้ว่าเกิดจากการที่ไม่มีอาชญากรรมเกิดขึ้นเลย หรือว่าชาวบ้านไม่ได้มีการแจ้งความร้องทุกข์กันเสียเองมากกว่า
ไม่มีใครรายงานเรื่องกลุ่มโจรต่อทางการและหลี่ปี้ซู่ก็ยังบอกว่าโจรเหล่านั้นถูกกำจัดไปแล้ว
หลิวเหิงวางความสงสัยเหล่านั้นลงไปก่อน และเริ่มเรียกหัวหน้าชุมชนแต่ละแห่งเข้ามาซักถาม หลังพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องต่าง ๆ เขาก็ขอให้ผู้นำชุมชนกลับไปช่วยกระตุ้นชาวบ้านเรื่องการทำไร่นา ทั้งยังให้พวกเขาช่วยดูให้แน่ใจด้วยว่าทุกครัวเรือนจะมีอาหารกินเพียงพอ
“ใต้เท้าขอรับ ไม่ว่าเราจะปลูกข้าวได้มากเท่าไหร่ก็ไม่มีทางที่จะพอ เพราะต้องส่งให้ทางการอีกเป็นจำนวนมากขอรับ” ผู้นำชุมชนคนหนึ่งบ่นขึ้นมาหลังจากได้ยินเรื่องที่หลิวเหิงกำชับเรื่องอาหาร
ทันใดนั้นผู้ช่วยหลี่ก็ตำหนิขึ้นมา “เจ้าพูดเช่นนั้นกับใต้เท้าได้อย่างไร เหลียวโจวของเราอยู่ติดกับชายแดนเป่ยหรง หากเราไม่ส่งข้าวไปเป็นอากร ทหารที่ดูแลชายแดนก็จะมีอาหารไม่เพียงพอ เช่นนั้นพวกเขาจะเอากำลังที่ไหนไปต่อสู้ อีกทั้งการส่งเสบียงก็ยังเป็นคำสั่งที่ท่านเจ้าเมืองสั่งลงมาให้จัดการอย่างเคร่งครัด ว่าเมืองของเราต้องรับผิดชอบร่วมกัน”
จากนั้นเขาก็หันมากระซิบกับหลิวเหิงต่อ “ใต้เท้าขอรับ การส่งข้าวสารไปเป็นอากรถือเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญมาก และนายอำเภอทุกคนต้องทำให้ได้ตามยอดที่กำหนดมาด้วย หากอำเภอใดทำตามไม่ได้ก็จะถือว่าบกพร่องในหน้าที่ เมื่อถึงเวลาประเมินการปฏิบัติงานก็จะได้รับแต้มน้อยมาก อยู่เพียงระดับปานกลางเท่านั้น”
“เช่นนี้นี่เอง” หลิวเหิงพยักหน้าแสดงความเห็นใจทั้งสองฝ่าย แล้วเริ่มเอ่ยกับผู้นำชุมชนต่อ “ผู้อาวุโส ปลายปีก่อนมีการส่งค่าแรงและเสบียงไปบำรุงกองทัพเรียบร้อยแล้ว หากไม่มีสงครามเกิดขึ้นในปีนี้ ท่านเจ้าเมืองจะเก็บอากรอย่างสมเหตุสมผลแน่นอน”
นาเกลือดั้งเดิมเพียงแห่งเดียวของอำเภอซินเย่ถูกยึดไป นาเกลือนั้นตั้งอยู่ใกล้กับชายแดนทางตอนเหนือที่ต้องข้ามภูเขาไป เดิมทีผู้คนที่นี่เคยหาเลี้ยงชีพอย่างดีด้วยการทำนาเกลือ แต่ตอนนี้เมื่อได้ยินว่านาเกลือทั้งหมดใช้แรงงานจากนักโทษที่ทางการเนรเทศมาทำงานและแรงงานชั้นล่างที่ถูกจ้างมาโดยตรง ทว่าคนทั่วไปก็สามารถเข้าไปทำงานที่นั่นได้ ยิ่งไปกว่านั้น เส้นทางการขนส่งเกลือยังไม่ต้องผ่านทางอำเภอซินเย่อีกต่อไป พวกเขาเปลี่ยนไปใช้ทางที่ผ่านถนนหลักที่มุ่งสู่อิงเฉิงแทน ทำให้ชาวบ้านไม่สามารถทำอาชีพเดิมของตนเองได้อย่างกะทันหัน
ในครั้งนี้หากพลาดฤดูการทำไร่นาไปและมีผลผลิตที่เก็บเกี่ยวน้อยกว่าความต้องการ นั่นอาจหมายถึงอันตรายที่จะส่งผลต่อความเป็นอยู่ของผู้คนที่นี่
หลิวเหิงพูดคุยอย่างไม่ติดขัดเกี่ยวกับความสำคัญของการทำการไร่นาและยังกล่าวอีกว่า “ทุกคนไม่ควรปล่อยให้ฤดูการทำไร่นาผ่านไปเช่นนี้ และควรเริ่มทำในฤดูใบไม้ผลิเช่นนั้นถึงจะได้ผลผลิตที่เพียงพอจะเป็นอาหารให้ทุกคน”
“ขอรับ” หัวหน้าชุมชนตอบรับอย่างอ่อนแรง ราวกับจนใจจะโต้เถียงนายอำเภอหนุ่ม
หลิวเหิงนัดแนะอะไรบางอย่างอีกสองสามเรื่องก่อนจะส่งทุกคนกลับไป
ผู้นำชุมชนเหล่านี้ส่วนมากมีอายุกันแล้ว แม้จะไม่ได้พูดออกมาตรง ๆ แต่หากมองจากสีหน้าก็รู้ว่าต่างมีความคิดเห็นแตกต่างกันออกไป บ้างก็ไม่ได้เห็นด้วยกับเขา บ้างก็ไม่นำพา และบ้างก็ดูเป็นกังวล
ผู้นำชุมชนที่เพิ่งเอ่ยปากเมื่อครู่เดินออกไปและบ่นกับคนรู้จักขึ้นมา “ตอนที่เจ้าเมืองเหยียนดำรงตำแหน่งอยู่เป็นช่วงสงคราม แต่เราไม่เห็นต้องจ่ายอากรเพิ่มเลยแม้แต่น้อย แต่ตอนนี้เจ้าเมืองกลับเรียกอากรเพิ่มทั้งที่ไม่ใช่ช่วงสงครามได้อย่างไรกัน”
“เอาน่า พี่ชาย ท่านจะทำสิ่งใดได้ คนดี ๆ มักอยู่ในตำแหน่งได้ไม่นานหรอก ท่านไม่เห็นเจ้าเมืองชุยหรือ” พวกเขาตบไหล่คุยกันอย่างเป็นกันเอง จากนั้นทั้งสองก็เดินออกไปพร้อมกันพลางบ่นพึมพำเสียงเบา
เฉวียจืออยู่ที่ประตูที่ว่าการ ฟังคำพูดของคนเหล่านั้นและเก็บข้อมูลอย่างถี่ถ้วน
หลิวเหิงส่งทุกคนกลับไปและพูดคุยกับหลี่ปี้ซู่และคนอื่น ๆ อีกสองสามเรื่อง จากนั้นก็บอกให้ทุกคนแยกย้ายกันไปได้
เฉวียจือมารายงานว่าคนที่พูดเรื่องอากรเมื่อครู่นี้คือหัวหน้าฟ่านผู้นำชุมชนหนานหยวน
หลิวเหิงดูแผนที่อำเภอซินเย่แล้วก็พบว่าหนานหยวนเป็นชุมชนเล็ก ๆ ทางเหนือของอำเภอซินเย่ อยู่ใกล้กับภูเขา มีทุ่งนาอยู่เล็กน้อย และเต็มไปด้วยพื้นที่สูง
ในอดีตคนหนุ่มสาวจะเดินทางข้ามภูเขาเหล่านี้ไปทำงานที่นาเกลือ อีกทั้งเส้นทางขนส่งเกลือก็จะเดินทางผ่านชุมชนนี้ ทำให้คนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกี่ยวกับการค้าและทำนาเกลือทั้งสิ้น ตอนนี้หากเปลี่ยนไปพัฒนาเรื่องการเพาะปลูก น่าจะช่วยทำให้มีชีวิตที่ดีขึ้นได้
ช่วงเวลานี้ทุกคนที่นั่นกำลังยากลำบาก รายได้ที่เคยมีก็หดหาย ไม่น่าแปลกใจที่หัวหน้าฟ่านจะบ่นเช่นนั้น
เนื่องจากหัวหน้าฟ่านเต็มไปด้วยความคับข้องใจ การเชิญเขามาที่นี่เพื่อฟังสิ่งที่หลิวเหิงพูดก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว
หลิวเหิงตัดสินใจบอกกับเหยียนซีว่า “คนในที่ว่าการอำเภอบางคนดูน่าสงสัยก็จริง แต่ในเมื่อยังไม่สามารถรู้ได้ว่าพวกเขามีแผนอะไร แทนที่จะพยายามเอาเวลาไปสืบเรื่องเหล่านี้ มันคงจะดีกว่าหากเราให้ความสนใจกับเรื่องที่เราสามารถทำได้ก่อน อย่างการเดินทางลงพื้นที่ไปดูชาวบ้าน ตอนนี้ทางเหนือของเฉิงโจวเต็มไปด้วยผู้คนมากมายที่กำลังอดอยากขาดแคลนอาหารและเสื้อผ้า ข้าจะตั้งใจดูแลให้ทุกคนพร้อมสำหรับการเพาะปลูก เพื่อที่จะได้ไม่ต้องทุกข์ทรมานหลังจากนี้”
“ท่านอาจจะต้องเหนื่อยกับการทำงานหนักอย่างไร้ประโยชน์ก็ได้นะเจ้าคะ” เหยียนซีได้ยินว่าหนานหยวนเป็นหมู่บ้านยากจนที่ทุกอย่างไม่ได้สะดวกสบายนัก หลิวเหิงเดินทางจากเมืองหลวงมาไกลและยังไม่ทันได้พักผ่อนให้หายเหนื่อยก็ต้องออกเดินทางไปยังชนบทอีกครั้ง เธออดรู้สึกเป็นห่วงขึ้นมาไม่ได้จริง ๆ “เป็นขุนนางนี่ช่างเต็มไปด้วยความเหนื่อยยากเสียจริง และยังลำบากมากขึ้นเรื่อย ๆ อีกด้วย” กลับไปทำงานค้าขายและอยู่สบายเป็นเศรษฐีเสียยังจะดีกว่า
ก่อนที่เหยียนซีจะพูดจบ หลิวเหิงก็เข้าใจความหมายที่นางหมายถึง จึงได้เอาจดหมายของอาจารย์เผยออกมาแล้วเอ่ยขึ้น “เมื่อเทียบกับอาจารย์เผย ตอนนี้ข้ามีเจ้า ชีวิตของข้าก็ดีมาก ๆ ไม่ต้องกลัวที่จะต้องพบกับความยากลำบากเลยแม้แต่น้อย”
เหยียนซีอ่านดูแล้วก็พบว่าเป็นอาจารย์เผยที่เขียนจดหมายมาให้กำลังใจหลิวเหิง หลังจากที่ทราบข่าวว่าเขาถูกลดตำแหน่งเป็นขุนนางขั้นเจ็ด และให้ดำรงตำแหน่งเป็นนายอำเภอ อีกฝ่ายบอกกับหลิวเหิงว่าหน้าที่ของนายอำเภอนั้นสำคัญอย่างยิ่งในฐานะผู้ดูแลทุกข์สุขของผู้คนในความรับผิดชอบ ตอนนี้อาจารย์เผยยังทำงานอยู่ทางเหนือ ซึ่งสถานการณ์ก็ย่ำแย่เช่นกัน เพื่อที่จะได้ดำเนินไปตามหนทางที่ถูกต้อง คนเราก็อาจจะต้องมีออกนอกเส้นทางที่ตั้งใจไว้บ้าง สิ่งที่ทำได้คือพยายามตั้งหลักและปรับตัวกับสิ่งที่พบเจอให้ดี อีกทั้งอาจารย์ยังเล่าประสบการณ์การทำงานมากมายที่เคยได้พบเจอมาในจดหมาย และขอให้หลิวเหิงนำประสบการณ์เหล่านี้มาเป็นบทเรียนในการทำหน้าที่ของเขา เพื่อที่จะได้เป็นผู้ปกครองที่ดีของชาวซินเย่
“มอบดวงใจแก่สวรรค์และแผ่นดินนี้ สร้างโชคชะตาที่ดีแก่ผู้คน สืบสานความรู้อันล้ำค่าของนักปราชญ์ผู้เที่ยงธรรม และสร้างสันติภาพส่งต่อชั่วลูกหลาน ซีเอ๋อร์ ข้าตั้งใจเล่าเรียนอย่างหนักก็เพื่อเป็นขุนนางและเพื่อแก้แค้นให้ท่านแม่ ทว่าการเดินทางขึ้นเหนือครั้งนี้สิ่งที่ข้าได้เห็น คือความยากแค้นของผู้ที่ต้องการคนช่วยนำไปสู่ความสงบสุข เป็นอีกด้านที่ไม่เคยได้เจอมาก่อน หากข้าได้เป็นนายอำเภอแล้วไม่ตั้งใจในงานที่ได้รับ ก็คงน่าละอายใจต่อความคาดหวังของบิดามารดาเหลือเกิน”
หลิวเหิงพลันนึกถึงบทละครงิ้วของเหยียนซีที่เคยเขียน “เจ้าไม่ได้เป็นคนเขียนเอาไว้ก่อนหน้านี้เองหรือ ว่าหากเป็นเจ้าหน้าที่แล้วไม่ได้คิดถึงทุกข์สุขของราษฎร ก็ควรลาออกแล้วกลับบ้านไปเสียดีกว่า เมื่อได้รับตำแหน่งนายอำเภอซินเย่แล้ว ก็ควรจะปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถเช่นกัน”
มอบดวงใจแก่สวรรค์และแผ่นดินนี้ สร้างโชคชะตาที่ดีแก่ผู้คน สืบสานความรู้อันล้ำค่าของปราชญ์ผู้เที่ยงธรรม และสร้างสันติภาพส่งต่อชั่วลูกหลาน เหยียนซีเองก็เคยเห็นประโยคทั้งสี่นี้มาก่อนเช่นกัน ทว่าท่าทางของหลิวเหิงที่เอ่ยออกมาอย่างเคร่งขรึม ยามที่ให้เธอดูจดหมายจากอาจารย์เผยนั้นมุ่งมั่นตั้งใจอย่างแท้จริง
“เอาละ ข้าจะช่วยท่านจัดเสื้อผ้าสองสามชุด อย่างไรท่านก็ต้องระวังตัวด้วยนะเจ้าคะ”
“ไม่ต้องเป็นห่วง ทุกอย่างจะเรียบร้อยดี” หลิวเหิงอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจอีกครั้ง “ข้าได้ยินมาว่าหนานหยวนมีภูเขาสูงมากมาย คงจะดีหากเราสามารถปลูกข้าวบนภูเขาเช่นนั้นได้”
“ท่านสามารถทำนาข้าวแบบขั้นบันไดได้นะเจ้าคะ” เหยียนซีโพล่งขึ้นมาทันทีที่ได้ยินเรื่องการทำนาบนภูเขา
หลิวเหิงตกตะลึง “บันไดหรือ”
เดิมทีเหยียนซีพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่เปลี่ยนแปลงอะไรที่ไม่มีในยุคสมัยนี้ แต่เมื่อเธอเห็นหลิวเหิงกังวลและคิดว่าชาวบ้านเหล่านั้นกำลังต้องการความช่วยเหลือ เด็กสาวจึงลืมเรื่องนี้ไป พร้อมคิดถึงเพียงประโยชน์จากมันเท่านั้น
เด็กสาวเอาพู่กันขึ้นมาและเริ่มวาดภาพนาขั้นบันไดลงไปในกระดาษ “ข้าเคยได้ยินมาว่าเราสามารถทำนาตามภูเขาได้ด้วยการทำเช่นนี้ สร้างเป็นขั้นบันได แล้วขังน้ำไว้ด้านใน” เธอไม่ได้เรียนวิศวกรรมมา จึงวาดออกมาได้เพียงคร่าว ๆ เท่านั้น
นาขั้นบันไดได้รับการออกแบบมาให้ใช้พื้นที่ลาดชันบนไหล่เขา และทำให้สามารถปลูกข้าวได้ เหยียนซีไม่แน่ใจว่ามีใครทางใต้เริ่มคิดค้นนาขั้นบันได้เช่นนี้ขึ้นมาแล้วหรือไม่ ทว่าภาคเหนือเป็นพื้นที่ที่แห้งแล้งมาก หากทำนาขั้นบันไดจริง ๆ ก็คงจะต้องใช้แรงงานมากกว่าทางใต้
หลิวเหิงคิดอย่างรอบคอบแล้วเอ่ยขึ้น “วิธีนี้ดูจะได้ผล ข้าจะตามหาช่างสองสามคน และชาวนาอาวุโสที่มีความรู้มาหารือเรื่องนี้”
“นี่เป็นงานใหญ่ แม้เราจะเริ่มขุดกันในเวลานี้ แต่ก็ไม่ทันเริ่มปักดำในปีนี้อย่างแน่นอนเจ้าค่ะ”
“ไม่ต้องกังวล ขอเพียงมันได้ผลก็จะต้องเป็นประโยชน์ต่อคนรุ่นต่อ ๆ ไปแน่ หากค่อย ๆ ขุดไป ก็อาจจะต้องใช้เวลาสักสองปี” หลิวเหิงคิดอย่างใจเย็น