ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 266 ที่ว่าการอำเภอซินเย่
บทที่ 266 ที่ว่าการอำเภอซินเย่
วันรุ่งขึ้น หลิวเหิงและทุกคนออกจากที่พักแต่เช้าตามที่ผู้บัญชาการเหอกล่าว
หลิวจิ้นเป่าพาคนอื่น ๆ มุ่งหน้าไปยังเฉิงโจว เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเปิดโรงน้ำชา ส่วนเฉวียจือติดตามหลิวเหิงไปที่ซินเย่
พวกเขาแทบไม่พบใครบนถนนเลย หลังจากนั้นก็มาถึงเครื่องหมายเขตแดนที่เขียนว่า ซินเย่ ตอนนั้นเองจึงพบว่ากำลังจะเข้าสู่อำเภอซินเย่แล้ว
ถนนที่ซินเย่นั้นแทบไม่ต่างอะไรกับทางเดินชนบทที่พวกเขาเคยเดินทางกันมาก่อน มันเป็นหลุมเป็นบ่อจนทำให้ล้อรถม้าติดหล่ม โชคดีที่มีคนมาหลายคนจึงช่วยเหลือกันไปได้
เหยียนซีรู้สึกว่าตนเองสั่นไปมาตลอดเวลาและเหมือนจะอยากอาเจียน สุดท้ายเธอก็ตัดสินใจลงจากรถและเดิน ซึ่งเมื่อทำแบบนี้มันสบายกว่ามาก
เด็กสาวไม่รู้สึกลำบากอะไรเลยกับการเดินไปตามถนนเช่นนี้ เพราะถนนที่นี่มีชาวบ้านใช้งานเพียงเล็กน้อย
เธอเจอคนทำนาข้างทางแต่ส่วนมากก็เป็นคนแก่หรือเด็กเล็ก ไม่ค่อยมีหนุ่มสาวให้เห็น
สิ่งที่น่ากลัวมากขึ้นเรื่อย ๆ คือ เมื่อยิ่งเดินทางเข้าไปเท่าไหร่ก็ยิ่งพบว่ามีสุสานใหม่ถูกตั้งขึ้นตามทาง หลายแห่งก็ยังมีควันธูปลอยอยู่ และทุก ๆ สองหรือสามลี้จะต้องมีให้เห็นสักจุด
มีกี่ชีวิตกันที่ต้องสูญเสียไปเพราะพวกโจรเหล่านี้
เมื่อชาวบ้านที่กำลังทำงานได้เสียงกีบม้าย่ำไปตามทางก็เงยหน้าขึ้นมองด้วยความประหลาดใจ เมื่อพวกเขาเห็นว่าเป็นหลิวเหิงและผู้ติดตามเดินทางผ่านไปก็หันกลับไปทำงานอย่างงุนงง ยกเว้นเด็กสองคนที่วิ่งตามรถเพื่อขออาหาร นอกจากนั้นก็ไร้การเคลื่อนไหวอื่นใด
ถนนหลักของซินเย่มีจุดที่ต้องเดินชิดติดกับภูเขาอยู่เป็นระยะ ๆ เป็นทางป่ามืดมิดรกทึบ แสงแดดแทบส่องไม่ถึงและอากาศเย็นยะเยือก
เป็นครั้งแรกที่เหยียนซีพบว่ามีภูเขาที่น่าสะพรึงกลัวอยู่จริง ๆ ไม่แน่ใจว่าเพราะเธอรู้ข่าวเรื่องชุมโจรด้วยหรือไม่ ตนจึงได้หวาดกลัวว่าคนพวกนั้นจะออกมาจากที่ไหนสักแห่งในป่า
เมื่อเห็นว่าเหยียนซีประหม่าเล็กน้อย เหยียนหลิ่วจึงตั้งท่าป้องกันตัวขึ้นมาข้าง ๆ อีกฝ่าย “คุณหนู ไม่ต้องกลัวไปนะเจ้าคะ”
เหยียนซีรับคำในลำคอ ตอนนี้เธอมีคนอยู่ด้วยมากมาย ไม่มีอะไรต้องกลัว เมื่อคิดได้เช่นนั้นก็พอจะช่วยให้เด็กสาวอุ่นใจขึ้นมาบ้างเล็กน้อย
อำเภอแห่งนี้ผู้คนยากจนมาก ก่อนที่เธอจะมาที่นี่ก็ได้ศึกษาเรื่องภูมิศาสตร์มาบ้างแล้ว ในตำรากล่าวว่าซินเย่อยู่ใกล้ทะเล และมีนาเกลือของทางการหลายแห่งตั้งอยู่ ดินแดนทางเหนือหลายแห่งอาศัยนาเกลือเหล่านี้เป็นรายได้ พวกเขาผลิตและส่งไปที่ต่าง ๆ ดังนั้นที่นี่ควรจะมีประชากรหนาแน่น อาหารกับเสื้อผ้าเพียงพอต่อความต้องการ
เธอคิดว่าอย่างน้อยไม่ว่าจะยากจนแค่ไหนพวกเขาก็ต้องมีอาหารทะเลเอาไว้กิน แต่เมื่อเห็นสถานการณ์ตอนนี้แล้ว เป็นไปได้หรือไม่ ว่าเขตนาเกลือของซินเย่จะถูกเป่ยหรงยึดไปและสังหารผู้คนทั้งหมด
ว่ากันตามตรงแล้ว มันเป็นไปได้ยากมากที่ทางการจะเป็นผู้ควบคุมดูแลนาเกลือทั้งหมด และหากมันถูกเป่ยหรงครอบครองจริง ที่นี่ก็ไม่ต่างอะไรจากสมรภูมิรบ
เด็กสาวพยายามคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่เป็นเวลานานแต่ก็ยังไม่เข้าใจนัก ดังนั้นจึงล้มเลิกความคิดนี้ไปก่อน อีกไม่นานก็คงจะคิดขึ้นได้เอง
เนื่องจากรถม้าติดหล่มหลายครั้ง การเดินทางจึงช้าลง เพื่อให้ไม่ต้องค้างคืนในภูเขา พวกเขาจึงหยุดระหว่างทางเพื่อกินอาหารที่เตรียมมาเป็นมื้อกลางวัน และรีบเดินทางด้วยความเร็วเต็มกำลังไปให้ถึงที่ว่าการอำเภอก่อนที่อาทิตย์จะตกดิน
อำเภอซินเย่ถือเป็นอำเภอใหญ่ของเมืองเหลียวโจว มี 9 ตำบล 18 หมู่บ้าน รวมแล้วกว่าหมื่นครัวเรือน และยังมีประชากรอยู่อีกกว่าแสนคน พื้นที่ครอบคลุมนาเกลือสองแห่ง ทางการได้ส่งคนมาดูเรื่องการทำนาเกลือที่นี่เป็นพิเศษ มีชาวนาเกลือเกือบหมื่นคนรับหน้าที่ต่าง ๆ อยู่ที่นั่น เช่น คนงานตากเกลือ คนงานขนส่งเกลือ
มีกิจการที่เกี่ยวข้องกับเกลือมากมายภายในอำเภอ
ทว่าคนส่วนใหญ่ที่นี่ยากจนแร้นแค้น สวมเสื้อผ้าเก่าขาด ทันทีที่พวกเขาเห็นกลุ่มของหลิวเหิงเดินทางผ่าน สิ่งแรกที่คนเหล่านั้นทำคือวิ่งเข้ามาหา พวกเขาวิ่งอยู่สองสามเก้าจากนั้นก็ไม่ได้ไล่ตามมา เพียงแค่หยุดมองจากไกล ๆ เท่านั้น
ทุกคนต้องการใครสักคนเพื่อซักถาม แต่ก็ไม่พบใครเลย บางคนที่ได้พบก็มีอาการหวาดกลัว ดังนั้นจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเดินทางตามสัญชาตญาณไปยังถนนเส้นหลักของเมืองเพื่อไปยังที่ว่าการอำเภอ
และโชคยังดีที่ที่ว่าการตั้งอยู่ริมถนนสายหลัก
เมื่อเข้าไปใกล้ก็พบว่ามีเจ้าหน้าที่สองคนหลับอยู่หน้าประตูทางเข้า พวกเขานิ่งสนิทไม่ทำอะไร หลิวจงเซี่ยวก้าวเข้าไปแล้วกระแอมขึ้น ก่อนจะแจ้งเจ้าหน้าที่ทั้งสอง “ใต้เท้าของข้าคือนายอำเภอผู้ได้รับการแต่งตั้งจากทางการให้มาประจำการที่อำเภอซินเย่ เรียกคนที่รับผิดชอบดูแลที่นี่ออกมาที”
เมื่อเจ้าหน้าที่ทั้งสองได้ยินเสียงของหลิวจงเซี่ยวก็สะดุ้งตื่นตกใจ เมื่อได้ยินว่าเป็นนายอำเภอมารับตำแหน่งหนึ่งในนั้นก็รับคำขึ้นมา “รอสักครู่ขอรับ” แล้ววิ่งเข้าไปในที่ว่าการ อีกคนยืนอยู่ที่ประตูมองมาทางหลิวเหิงและผู้ติดตามทั้งหมด
ไม่นาน ผู้ช่วยนายอำเภอ หัวหน้านายทะเบียน และคนอื่น ๆ ก็รีบออกมาพร้อมกัน พวกเขามีจำนวนไม่กี่คน “พวกเราไม่ทราบว่าท่านจะมาถึงเร็วเพียงนี้จึงไม่ได้เตรียมการต้อนรับเอาไว้เลยขอรับ”
หลิวเหิงพูดคุยอย่างสุภาพอยู่สองสามคำก่อนจะเดินเข้าไปด้านใน
ที่ว่าการอำเภอซินเย่ดูทรุดโทรมเล็กน้อย แต่ไม่ได้มีร่องรอยของการต่อสู้ กำแพงและซุ้มประตูรอบดูมิดชิดปลอดภัย หลังกำแพงกั้นเป็นซุ้มประตู เมื่อออกจากซุ้มประตูไปแล้วก็จะมีกำแพงแปดเหลี่ยมกั้นไว้ทั้งสองทาง
คำกล่าวที่ว่า ‘กำแพงแปดเหลี่ยมของที่ว่าการไม่จำเป็นไม่ควรผ่านเข้ามาโดยไม่มีเงิน*[1]’มาจากกำแพงลักษณะเช่นนี้ของที่ว่าการอำเภอ
หนังสือทางการและประกาศต่าง ๆ มักถูกปิดไว้ที่ผนังบริเวณนี้ ทว่ายามนี้กำแพงมีเพียงรอยด่าง เห็นได้ชัดว่าไม่มีประกาศใด ๆ ถูกนำมาติดระยะหนึ่งแล้ว
เมื่อเข้าไปด้านในก็จะเป็นที่ว่าการ และด้านหลังคือลานขนาดใหญ่ที่มีศิลาตั้งจารึกไว้ว่า ‘เงินเดือนของท่าน เป็นหยาดเหงื่อของราษฎร ชาวบ้านอาจถูกเอาเปรียบได้ง่าย แต่สวรรค์หาใช่สิ่งที่ท่านจะเอาเปรียบได้*[2]’ สิบหัวตัวอักษรขนาดใหญ่
เมื่อเดินผ่านจารึกนั่นไปทางเหนือก็จะนำไปสู่ศาลยุติธรรมประจำอำเภอ ภายในนี้มีหน้าที่ดูแลพิจารณาคดีต่าง ๆ ส่วนด้านหลังมีห้องโถงใหญ่สำหรับทำงานราชการแบ่งออกเป็นสองฝั่ง และหลังจากนั้นจะเป็นห้องทำงานพร้อมเรือนพักชั้นในของนายอำเภอ
เรือนพักของผู้ช่วยนายอำเภอ หัวหน้านายทะเบียน และเจ้าหน้าที่อื่น ๆ ก็อยู่ในนี้เช่นกัน ด้านซ้ายเป็นเรือนพักของผู้ช่วยนายอำเภอและครอบครัว ส่วนทางขวาเป็นของนายทะเบียน
หัวหน้านายทะเบียนเป็นคนที่อยู่ในอำเภอซินเย่อยู่แล้ว ดังนั้นเขาจึงไม่ได้พักที่เรือนพักแห่งนี้ เรือนพักไม่ได้ถูกใช้งานและพอให้ผู้ติดตามของหลิวเหิงทุกคนไปอยู่ได้
เมื่อถึงเวลาเลิกงานของที่ว่าการ หลิวเหิงขอให้ผู้ช่วยนายอำเภอกลับไปก่อน และนำเรื่องที่ต้องจัดการมามอบให้เขาพรุ่งนี้
ขณะที่ทุกคนพูดคุยกันอยู่ด้านหน้า เหยียนซีก็เข้าไปที่เรือนพักด้านในก่อน ฮูหยินผู้ช่วยนายอำเภอเข้ามาทักทายพร้อมสาวใช้ และแนะนำห้องต่าง ๆ ให้แก่เหยียนซีอย่างกระตือรือร้น
เรือนหลังนี้แยกออกมาต่างหากคล้ายกับที่เหยียนซีซื้อในเมืองหลวง มีห้องหลักสามห้อง โถงซ้ายขวาสามห้อง และห้องด้านหลังอีกสอง ซึ่งฝั่งขวาเป็นที่อยู่ของสาวใช้และคนงานที่ทางการจัดไว้ให้ที่นี่
สาวใช้และผู้ดูแลที่นี่ได้รับการว่าจ้างจากทางการโดยตรง โดยที่ว่าการจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย พวกเขาจะทำงานให้แก่ทั้งสามครอบครัวที่อาศัยอยู่ในนี้
เหยียนซีไม่ได้หวังให้พวกเขาทำงานอะไร ดังนั้นจึงขอให้ฮูหยินผู้ช่วยนายอำเภอบอกพวกเขาให้กลับไป หลังจากทำความสะอาดเสร็จสิ้นแล้ว
“น่าละอายเหลือเกินเจ้าค่ะ ทุกคนเป็นคนของที่ว่าการ พวกเขาควรจะ…” เดิมทีฮูหยินของผู้ช่วยนายอำเภอควรจะเรียกเหยียนซีว่าฮูหยิน แต่เมื่อพบว่าอีกฝ่ายยังเป็นเพียงเด็กสาว นางจึงเอ่ยอย่างคลุมเครือด้วยความไม่แน่ใจ “พวกเขาควรจะอยู่รับใช้ท่าน”
“บอกตามตรงว่าคนที่พวกเราพามาสามารถดูแลงานในเรือนได้เพียงพอแล้วเจ้าค่ะ หากมีส่วนใดที่ขาดเหลือ ข้าจะเรียกหาพวกเขาเมื่อต้องการเอง” เหยียนซีอธิบาย และฮูหยินผู้ช่วยก็ไม่ได้โต้แย้ง
หลังจากที่ส่งทุกคนกลับบ้านหมดแล้ว เหยียนซีก็มองไปยังห้องหลัก และพบว่ายังมีข้าวของเหลืออยู่ เห็นได้ชัดว่าเป็นของอดีตนายอำเภอที่ยังไม่ได้เอาออกไป
เด็กสาวไม่กล้าทิ้งของเหล่านั้น ดังนั้นจึงเก็บทั้งหมดใส่หีบรวมกัน ลงกลอนเอาไว้แล้วเก็บไว้ในห้องเก็บของ ห้องนอนใหญ่ของเรือนให้ความรู้สึกไม่ค่อยดีนัก ไม่น่าจะนอนที่นั่นได้ เธอจัดให้หลิวเหิงนอนที่ห้องนอนปีกซ้าย และห้องปีกขวาก็ถูกจัดระเบียบใหม่ให้เป็นห้องอ่านตำราพร้อมทำงานสำหรับชายหนุ่ม
[1] กำแพงแปดเหลี่ยมของที่ว่าการไม่จำเป็นไม่ควรผ่านเข้ามาโดยไม่มีเงิน หมายถึง เมื่อมีเรื่องต้องขึ้นศาล คนที่ไม่มีฐานะมักจะตกเป็นรองเสมอ
[2] เงินเดือนของท่าน เป็นหยาดเหงื่อของราษฎร ชาวบ้านอาจถูกเอาเปรียบได้ง่าย แต่สวรรค์หาใช่สิ่งที่ท่านจะเอาเปรียบได้ เป็นจารึกหลักการทำงานของขุนนาง ที่สื่อความหมายว่าให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างสุจริตเพื่อประชาชน