ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 265 การเดินทางบนเส้นทางรกร้าง
- Home
- All Mangas
- ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย
- บทที่ 265 การเดินทางบนเส้นทางรกร้าง
บทที่ 265 การเดินทางบนเส้นทางรกร้าง
หลิวเหิงและทุกคนเดินทางขึ้นเหนือกันอย่างราบรื่น และหลังจากเข้าสู่เขตชายแดนเฉิงโจวแล้วรอบข้างก็พลันรู้สึกเปล่าเปลี่ยวอย่างเห็นได้ชัด
ความรกร้างนี้ไม่ได้เกิดจากบ้านเรือนที่ทรุดโทรม จากการที่หมู่บ้านปรากฏขึ้นมาเป็นครั้งคราวตามทางเท่านั้น แต่เป็นเพราะท่าทางของคนที่เดินทางด้วย เมื่อมองดูพวกเขาเดินก้มหน้าไม่ยิ้มแย้มก็ชวนให้เกิดความรู้สึกว่ารอบกายช่างเย็นชา
ตอนนี้เป็นช่วงปลายฤดูใบไม่ผลิในเดือนสาม เมื่ออยู่ในพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ การทำไร่ทำนาหรือหว่านไถในฤดูใบไม้ผลิก็จะเป็นไปตามฤดูกาล หากเป็นที่หมู่บ้านหยางซาน ตอนนี้ชาวไร่ชาวนาคงจะกำลังวุ่นวายอยู่กับการเก็บเกี่ยว ทั้งยังมีนายอำเภอคอยผลักดันให้ทุกคนช่วยกันทำงาน ตามทางจะเห็นชาวไร่ชาวนาที่เร่งรีบเดินผ่านไปมา
แต่ที่แห่งนี้ทุกสิ่งกลับหยุดนิ่ง
เดิมทีเหยียนซีคิดว่าหมู่บ้านหยางซานไม่ได้มั่งคั่งอะไรนัก แต่เมื่อได้เดินทางขึ้นเหนือแล้วเห็นภาพเช่นนี้ เธอก็รู้สึกว่าหมู่บ้านหยางซานดูดีกว่ามากจริง ๆ
ยิ่งขึ้นเหนือเข้าใกล้เหลียวโจว พื้นที่ไร่นาก็ยิ่งรกร้างมากยิ่งขึ้นไปอีก ในทุกไร่นามีคนไถนาอยู่บ้าง แต่เป็นการไถด้วยแรงคนเป็นส่วนใหญ่ ไม่ได้เห็นว่ามีการใช้วัวช่วยมากนัก
ชาวบ้านส่วนใหญ่ผิวซีดและผอมแห้ง เสื้อผ้าเต็มไปด้วยร่องรอยของการปะชุม บางคนสวมเสื้อผ้าขาด ๆ แทบจะเหลือเพียงครึ่งตัว
“พี่เอ้อร์หลาง เฉิงโจวยากจนถึงเพียงนี้เชียวหรือเจ้าคะ” เหยียนซีอดไม่ได้ที่จะถาม
หลิวเหิงอยู่บนหลังม้า มองเหตุการณ์รอบกายแล้วส่ายหน้าตอบ “ข้าไม่เคยได้ยินเรื่องภัยพิบัติในเฉิงโจวมาก่อนเลย ที่นี่ค่อนข้างเงียบสงบ ดังนั้นจึงไม่ควรลำบากถึงเพียงนั้น”
ศูนย์กลางการปกครองของเฉิงโจวอยู่ที่อำเภออันหยาง และเจ้าเมืองเฉิงโจวก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากเว่ยหวน
แน่นอนว่าหลิวเหิงไม่แวะไปเยี่ยมเขา ทุกคนอยู่ค้างที่อันหยางเพียงหนึ่งคืน จากนั้นก็เดินทางขึ้นเหนืออีกสองสามวัน ในที่สุดก็เข้าสู่เหลียวโจว สิ่งแรกที่ปรากฏสู่สายตาทุกคนก็คือหน่วยงานไปรษณีย์เหลียวผิง
เฉวียจือและทุกคนกำลังรอหลิวเหิงอยู่ที่หน่วยงานไปรษณีย์เหลียวผิง เมื่อพวกเขาพบว่าหลิวเหิงและทุก ๆ คนมาถึงแล้ว ก็รีบเข้ามาทักทายต้อนรับ ไม่มีโรงเตี๊ยมอยู่ใกล้ ๆ นี้ แต่ด้วยเอกสารจากทางการ ทำให้พวกเขาสามารถค้างแรมที่นี่ก่อนได้หนึ่งคืน
เนื่องจากมีการติดต่อกันระหว่างโรงน้ำชาอวี่เซิ่นและหน่วยงานไปรษณีย์อยู่หลายครั้ง ทำให้พวกเขารู้เรื่องราวภายในอยู่พอสมควร อาหารที่หน่วยงานจัดให้ถือว่าพอใช้ และแน่นอนว่ามันไม่ได้เป็นที่พักชั้นเยี่ยมที่สะอาดหรือมีอาหารเลิศรส ดังนั้นเฉวียจือจึงมอบเงินพิเศษให้แก่เจ้าหน้าที่ แล้วเอาของที่เตรียมมาด้วยเป็นของใช้ส่วนตัว และยังทำอาหารด้วยตัวเองในครัวของหน่วยงานแทน
เฉวียจือเพิ่งมาถึงที่นี่เมื่อไม่กี่วันก่อน และไปสำรวจรอบ ๆ มาแล้วจึงเริ่มรายงาน “ใต้เท้าขอรับ มีทางแยกสามทางจากหน่วยงานเหลียวผิงไปที่อื่น ๆ ตรงไปทางเหนือจะเป็นอิงเฉิง ผ่านไปอีกสองสามอำเภอก็จะเข้าเขตชายแดนเป่ยหรง และทางตะวันตกคืออำเภอซินเซียง ส่วนทางตะวันออกเป็นตัวอำเภอซินเย่ ทางตะวันออกเป็นเทือกเขาขนาดใหญ่ ที่เป็นแหล่งซ่องสุมของกลุ่มโจรที่ก่อเหตุในซินเย่ แต่ข้าคิดว่าสองข้างทางบนถนนเส้นหลังค่อนข้างสงบ อิงเฉิงและซินเย่ได้ร่วมกันส่งเจ้าหน้าที่ไปปราบปรามโจรเหล่านั้น แต่ยังไม่ทราบสถานการณ์แน่ชัดในตอนนี้ขอรับ”
“หากทุกอย่างสงบเรียบร้อยดี จะมีการก่ออาชญากรรมได้อย่างไร” หลิวเหิงถาม
โดยทั่วไปแล้วหากทุกคนใช้ชีวิตอย่างเป็นสุข ทุกคนก็ย่อมสบายใจที่จะอยู่ในพื้นที่ของตนเอง ไม่ไปเบียดเบียนคนอื่น หากไม่มีภัยพิบัติทางธรรมชาติในดินแดนทางเหนือ แม้เป่ยหรงมักจะเข้ามารุกราน แต่ก็ไม่มีทางเข้ามายังพื้นที่ห่างจากชายแดนออกมาเช่นนี้ได้
“ว่ากันว่ามีการปันส่วนให้ทหารเหลียวโจวในปีนี้ ดังนั้นจึงมีการเก็บภาษีถึงสามครั้ง ทำให้ผู้คนลำบากมากขอรับ” เฉวียจือส่ายหน้าพลางถอนหายใจ
การปันส่วนเพื่อการทหารทางเหนือเป็นสิ่งที่ราชสำนักควรจะเป็นผู้จัดสรร แต่ทุกครั้งที่มีการแบ่งเสบียงมาที่นี่ กรมคลังจะเริ่มแย้ง เพื่อปกป้องชายแดนให้ปลอดภัย จำเป็นต้องมีกำลังทหารประจำอยู่ที่ชายแดนจำนวนไม่น้อย แต่ผู้มีอำนาจในที่ชุมนุมขุนนางกลับรู้สึกว่าการจัดสรรเสบียงและเงินมาค้างแรมทหารนั้นเป็นเรื่องที่สิ้นเปลือง พวกเขาแทบจะเอาข้าวมาแบ่งเป็นสองซีก
เฉวียจือเคยเป็นทหารอยู่ที่นี่มาก่อน ดังนั้นพวกเขาจึงเข้าใจเรื่องที่เกิดขึ้นในชายแดนมามาก
“กองทัพที่ชายแดนทางเหนือมีอาหารไม่เพียงพอ แล้วเจ้าเมืองจะช่วยส่งเสบียงไปเลี้ยงดูพวกเขาหรือไม่”
เฉวียจือเมื่อถูกถามเช่นนั้นก็ตอบอย่างเขินอาย “ข้าลืมสอบถามเกี่ยวกับเรื่องนี้เลยขอรับ”
“ไม่เป็นไร เมื่อไปถึงซินเย่และเข้ารับตำแหน่งแล้ว ไม่ช้าก็เร็วเรื่องราวเหล่านี้จะต้องเข้ามาให้รับรู้แน่นอน” หลิวเหิงปลอบใจเฉวียจือ ก่อนจะลุกขึ้นยืนเดินไปทางเหยียนซี
หลิวจิ้นเป่ากำลังพูดคุยกับเหยียนซีเกี่ยวกับสถานการณ์ต่าง ๆ ตามทาง และหลังจากหารือกับเฉวียจือแล้ว เขาก็รู้สึกว่าการเปิดโรงน้ำชาอวี่เซิ่นในเหลียวโจวคงจะเป็นไปได้ยาก แต่หากเป็นที่เฉิงโจวก็ยังพอเป็นไปได้
เหยียนซีเองก็พบว่าไม่มีกลุ่มคาราวานการค้าสัญจรไปมาบนถนนเลย จึงได้พยักหน้าเห็นด้วยกับเขา “หากเปิดโรงน้ำชา เราก็คงไม่สามารถปล่อยให้มันขาดทุนได้ ทำตามที่เจ้าแนะนำเถิด เปิดโรงน้ำชาสองแห่งที่เฉิงโจว ส่วนที่เหลียวโจวยังไม่ต้องเปิด อีกอย่าง เอาตำราไปวางไว้ที่โรงน้ำชาด้วย แต่อย่าเพิ่งทำโจ๊กแจกตอนนี้”
ถนนสายนี้มักเต็มไปด้วยทหารที่ผ่านไปมาเป็นระยะ ๆ ยากที่จะรู้ได้ว่าพวกเขาเป็นใครบ้าง เมื่อใดก็ตามที่คนเหล่านี้ใช้ถนน ก็จะเห็นได้ว่าผู้คนที่อยู่ริมทางมักจะโดนไล่ออกไปอย่างโหดร้าย
เหยียนซีเข้าใจแล้วว่าที่มาของถนนที่เงียบเหงาและเย็นชานี้มาจากสาเหตุอะไร ใช่ว่าทางเหนือจะไม่มีขอทานเร่ร่อน แต่เพราะพวกเขาถูกขับไล่ไปโดยพวกทหารแล้วต่างหาก
หากเธอเปิดโรงน้ำชาอวี่เซิ่นแล้วแจกโจ๊กแก่คนยากไร้ดังเช่นที่อื่น ๆ แล้วขอทานกับคนเร่ร่อนเหล่านี้มารวมตัวกัน อาจจะไม่เพียงสิบกว่าคน แต่อาจนับเป็นพันได้ ด้วยสภาพความยากจนของพื้นที่โดยรอบนี้แล้ว เงินเพียงเล็กน้อยอาจหาเลี้ยงได้หลายปากท้องเลยทีเดียว
และเนื่องจากทหารมักจะขับไล่พวกเขา หากเธอเปิดร้านเป็นที่รวมตัวของพวกขอทาน จะไม่นับว่าเป็นการต่อต้านกองทัพหรอกหรือ?
วีรบุรุษที่สามารถช่วยเหลือผู้คนได้มากมาย ย่อมต้องเอาตัวเองให้รอดเสียก่อน
เหยียนซีไม่เคยคิดว่าตนเองเป็นวีรสตรีหรือพระโพธิสัตว์ที่เปี่ยมเมตตา แต่เธอจะช่วยเหลือผู้อื่นทุกครั้งที่มีโอกาส และต้องอยู่บนพื้นฐานที่ตนเองไม่เดือดร้อน สถานการณ์เช่นนี้นับว่าต้องระมัดระวังให้มากกว่าเดิมหลายเท่า โดยเฉพาะเมื่ออีกฝ่ายเป็นกองทัพทหาร จะเป็นการดีกว่าที่ไม่ทำตัวให้พวกเขาขุ่นเคือง
หลิวจิ้นเป่าและเฉวียจือพูดคุยกันหลายครั้ง เมื่อได้ยินว่าเหยียนซีเองก็เห็นด้วยกับความคิดของพวกเขา ก็ต่างถอนใจด้วยความโล่งอก “เอาเป็นว่าข้าจะหาทำเลดี ๆ ในภายหลังนะขอรับ”
เหยียนซีบอกให้พวกเขาระมัดระวัง และสถานที่ที่เลือกจะต้องไม่มีทหารดูแลมากเช่นนี้ อีกทั้งเจ้าหน้าที่ที่ดูแลความปลอดภัยที่หน่วยงานไปรษณีย์ก็ควรจะมีมากขึ้นเช่นกัน หากไม่ได้จริง ๆ เด็กสาวก็อยากจะส่งเงินให้เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ทุกเดือนเพื่อให้พวกเขาช่วยเหลือเรื่องนี้ มีการติดต่อกันบ่อยครั้งระหว่างเจ้าหน้าที่กับทหารที่ผ่านไปมา การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์จะเป็นประโยชน์ในเรื่องความปลอดภัยไม่น้อย
หลิวจิ้นเป่าจดรายการคำแนะนำของเด็กสาวอย่างละเอียดทีละข้อ ส่วนคนที่เหลือนั่งลงเตรียมจะกินข้าว
ตอนนี้ครอบครัวของหลิวจงเซี่ยวยุ่งอยู่กับการเตรียมอาหาร เหยียนซีเองก็ทำอาหารน้อยลงแล้ว
ไม่นานนักพวกเขาก็ยกอาหารที่เพิ่งทำเสร็จมาให้
ระหว่างที่ทุกคนกำลังกินอาหารอยู่ในส่วนต้อนรับของที่พัก คนกลุ่มหนึ่งในชุดเจ้าหน้าที่เต็มยศที่ก็เดินเข้ามา
เมื่อเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์เห็นพวกเขาก็เข้าไปทักทายอย่างคุ้นเคย “ผู้บัญชาการเหอ ออกมาเดินตรวจตราหรือขอรับ”
“ข้าได้รับคำสั่งให้ออกมาตรวจตราเพราะมีกลุ่มโจรอยู่ที่ซินเย่ และเกรงว่าจะมีความไม่สงบเกิดขึ้น”
“ไม่ว่าจะเป็นโจรโง่เพียงใดก็ไม่กล้าเข้ามาที่ถนนหลักซึ่งมีทหารผ่านไปผ่านมาเช่นนี้หรอกขอรับ” เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ไร้ซึ่งความกังวล “ผู้บัญชาการเหอไม่เคยละเลยหน้าที่ ทั้งยังทุ่มเททำงานอย่างดี เห็นเช่นนี้ข้าก็รู้สึกวางใจได้ขอรับ”
“ว่าแต่” ผู้บัญชาการเหอเห็นว่าหลิวเหิงและคนอื่น ๆ กำลังรวมตัวกันอยู่ “คนเหล่านี้คือใครกัน”
“ชายหนุ่มท่านนั้นคือนายอำเภอคนใหม่ของอำเภอซินเย่ ท่าทางจะอายุไม่ทันถึงยี่สิบปีดีด้วยซ้ำขอรับ ท่าทางยังเยาว์วัยเช่นนี้ น่ากลัวว่าจะร้องไห้อยากกลับบ้านเมื่อไปถึงที่นั่น” เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์เบาเสียงลงแล้วหัวเราะเบา ๆ
“มีเด็กหนุ่มได้เป็นขุนนางงั้นหรือ” เมื่อเขาได้ยินว่าเป็นนายอำเภอคนใหม่ของซินเย่จึงหันไปมองอีกครั้ง “หากเจ้าพอมีอาหารอะไรก็ส่งมาที ข้าต้องรีบไปที่อื่นต่อ”
เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก เมื่อได้ยินว่าผู้บัญชาการเหอไม่ได้มีความตั้งใจที่จะค้างแรมที่นี่ ตอนนี้มีคนมากเกินไปในสถานีที่มากับกลุ่มของหลิวเหิง ห้องพักทุกห้องถูกจับจอง หากผู้บัญชาการเหอต้องการค้างที่นี่ก็คงจะไม่มีห้องว่างให้ เขายอมรับเงินพิเศษจากเฉวียจือมาแล้ว ดังนั้นจึงละอายเกินกว่าที่จะยอมให้คนอื่นเข้ามาอยู่ต่อ
ผู้บัญชาการเหอเพียงแค่ต้องการอาหารเท่านั้น ดังนั้นเขาจึงรีบเข้าไปที่เตาเพื่อห่อซาลาเปาหนึ่งถุงให้
เมื่อผู้บัญชาการเหอเห็นว่ามีเพียงซาลาเปาสีขาวเท่านั้นจึงขมวดคิ้ว เพราะอาหารของหลิวเหิงน่ากินมาก เขาเห็นก็ยิ่งรู้สึกว่าซาลาเปาของตนเองน่ากินน้อยลงไปอีก
หลิวเหิงเงยหน้าขึ้นไปมองเขาพอดี ก่อนจะเอ่ยกับเฉวียจือสองสามคำ ชายชรานำซาลาเปาเนื้อสองเข่งมาวางที่โต๊ะของเขาแล้วเอ่ยขึ้น “ใต้เท้า คุณชายของข้าเห็นว่าท่านรีบ และคิดว่าอีกไม่นานคงจะต้องไปแล้ว ถึงซาลาเปาจะเกือบหมดแล้ว แต่เราก็มีซาลาเปาแบบใหม่อยู่ด้วย ท่านลองดูดีหรือไม่ขอรับ”
“เราพบกันโดยบังเอิญ ช่างน่าละอายจริง ๆ ขอรับ” ผู้บัญชาการเหอเอ่ยอย่างเกรงใจ
“การพบกันเช่นนี้ย่อมเป็นโชคชะตา แค่ซาลาเปาเนื้อไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่เลยขอรับ”
เมื่อผู้บัญชาการได้ยินดังนั้นก็เงยหน้าขึ้นมองเฉวียจือแล้วเอ่ยถาม “พี่ชาย ท่านเคยเป็นทหารมาก่อนใช่หรือไม่”
“ข้าเคยเป็นทหารเมื่อสิบกว่าปีก่อนขอรับ แต่ได้รับบาดเจ็บที่ขาจากการต่อสู้กับพวกเป่ยหรง ตอนนี้จึงได้เกษียณแล้ว” เฉวียจือไม่ได้ปิดบังเช่นกัน
“ที่แท้ก็เป็นทหารที่ร่วมรบกับพวกเป่ยหรง ในภายหลังหากท่านเดินทางไปอิงเฉิง สามารถไปพบข้าที่นั่นได้ ข้าจะเลี้ยงสุราพี่ชายเอง” ผู้บัญชาการเหอเป็นคนตรงไปตรงมาจากนั้นก็หันไปทักทายหลิวเหิง “ข้าเหอหมิงเฉวียน ขุนนางฝ่ายกิจการพลเรือน ตอนนี้คงต้องขอตัวก่อน เนื่องจากได้ยินว่าใต้เท้าท่านนี้กำลังจะเดินทางไปยังซินเย่เพื่อเข้ารับตำแหน่ง หากท่านเดินทางจากที่นี่ในตอนเช้าก็คาดว่าจะไปถึงที่ซินเย่ในช่วงบ่ายพอดีขอรับ”
หลิวเหิงลุกขึ้นรับคำทักทายนั้น แต่ก็เห็นชัดว่าผู้บัญชาการเหอรีบมากจริง ๆ เขาหันหลังออกไปจากสถานีหลังจากนั้นได้ไม่นาน