ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 264 ตื่นเต้นชั่วขณะ
บทที่ 264 ตื่นเต้นชั่วขณะ
ก่อนหน้านี้พวกเฉวียจือทั้งสี่เคยเป็นทหารในเหลียวโจว ดังนั้นพวกเขาจึงไม่กังวลว่าเมื่อไปถึงที่นั่นแล้วจะไม่รู้อะไรเลย อย่างน้อยก็มีความรู้เรื่องทำเนียมท้องถิ่นอยู่บ้าง
“ใต้เท้าไม่ต้องเป็นห่วงขอรับ ตอนนี้คุณหนูจัดให้ผู้เฒ่าหวูโถวเป็นผู้ดูแลกิจการอยู่ที่นี่ก่อน หากมีอะไรผิดปกติที่ทางเหนือ ผู้เฒ่าจะตามขึ้นไปแน่นอน” อาต้าไม่กังวลมากนัก “หากมีโจรจริง ๆ ใต้เท้าก็ไม่ต้องเป็นห่วงขอรับ พวกเราพี่น้องไม่เคยกลัวที่จะต้องเผชิญหน้าอยู่แล้ว”
เหยียนเฟิงไม่ใช่คนที่ไม่คุ้นเคยกับเหลียวโจว ที่ดินศักดินาของอันอ๋องมีพื้นที่ตั้งแต่เหลียวโจวไปจนถึงเฉิงโจว จวนของอันอ๋องก็ตั้งอยู่ที่เหลียวโจว ซึ่งเป็นสถานที่ที่เขาได้รับการฝึกให้เป็นหน่วยกล้าตายนั่นเอง
ความทรงจำครั้งสุดท้ายของเขาและเหยียนหลิ่วเกี่ยวกับที่นั่นอาจจะเต็มไปด้วยความหิวโหยและบาดแผล แต่ก็ไม่ได้เข้าใจสถานการณ์เท่าไรนัก อีกทั้งผู้อาวุโสคนอื่น ๆ ก็ออกไปปฏิบัติภารกิจข้างนอก เขาและเหยียนหลิ่วยังเป็นเด็ก ไม่ทันที่จะพร้อมออกไปร่วมกองทัพ จวนอันอ๋องก็ถูกปราบปรามเสียก่อน
โดยสัญชาตญาณแล้วเขารู้สึกว่าทางเหนือไม่ปลอดภัยเลยแม้แต่น้อย แต่ในเมื่อคุณหนูจะต้องขึ้นเหนือไปพร้อมใต้เท้าเพื่อเข้ารับตำแหน่ง เขาต้องตามนางไปทุกที่อยู่แล้ว
หลังจากคิดเรื่องนี้แล้วก็เอ่ยแนะนำขึ้น “ใต้เท้าขอรับ เราจะต้องมีดาบ”
นับตั้งแต่ติดตามเหยียนซี เขาก็ไม่ได้สัมผัสอาวุธมานาน ตอนนี้ถึงเวลาที่จะต้องพร้อมต่อสู้กับคนอื่นแล้ว ดังนั้นอาวุธจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้
เฉวียจือพยักหน้า “เสี่ยวเฟิงพูดถูก ใต้เท้าขอรับ เนื่องจากสถานการณ์ที่นั่นไม่สงบ เราต้องเตรียมการเพิ่มเติม ต้องมีอาวุธพร้อมต่อสู้ไว้ในมือเสมอ”
หลิวเหิงเองก็เข้าใจเรื่องนี้ “ตอนนี้ยังพอมีเวลา เราน่าจะต้องไปสั่งอาวุธจากร้านตีเหล็กมา”
ขณะที่หลิวเหิงและคนอื่น ๆ กำลังหารือ นอกจากการเรียนรู้เกี่ยวกับทางเหนือ เหยียนซีกับเหยียนหลิ่วก็กำลังวางแผนถึงสิ่งที่ต้องนำติดตัวไปด้วยยามออกเดินทาง
เหยียนหลิ่วสมเป็นน้องสาวของเหยียนเฟิง สิ่งแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวนางคืออาวุธ “คุณหนูเจ้าคะ หากคุณหนูไม่มีอาวุธ ก็ควรสั่งทำมีดสั้นเอาไว้ ข้าคุ้นเคยกับการใช้มีดสั้น แต่ไม่ต้องกังวลจนเกินไปนะเจ้าคะ ตราบใดที่ข้ากับพี่ชายยังอยู่ จะไม่มีใครกล้าเข้ามาทำอะไรคุณหนูหรือใต้เท้าได้อย่างแน่นอนเจ้าค่ะ”
“ข้าไม่ได้กลัว ไม่เป็นไรหรอก พี่เอ้อร์หลางจะไปเป็นนายอำเภอไม่ใช่มือปราบเสียหน่อย” เหยียนซีพยักหน้าและพูด การเอ่ยปลอบเหยียนหลิ่วก็เท่ากับเอ่ยปลอบใจตัวเองไปด้วย ตอนแรกเธอเพียงเตรียมพร้อมรับมือกับความยากลำบาก แต่ตอนนี้กลับต้องมาเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุนองเลือดไปด้วย
ระหว่างที่ทั้งสองพูดคุยกัน ครอบครัวของหลิวจงเซี่ยวก็ได้ยินเสียงเคาะประตูดังมาจากด้านนอก เขาออกไปถามสองสามครั้ง จากนั้นจึงกลับมาพร้อมเอ่ยว่า “คุณหนู มีคนต้องการพบท่านขอรับ”
เหยียนซีมองไปทางประตูและอดไม่ได้ที่จะยิ้มเยาะ “ท่านป่วยรึ! หรือมาที่นี่เพื่อมอบเงินอะไรให้ข้าอีกเล่า”
“เจ้า!…” มือเรียวยกหมวกขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นคางของสวีหยวนเซียง
นางหายใจเข้าลึก ๆ แล้วเอ่ยขึ้น “ข้ามาคุยกับเจ้าด้วยความปรารถนาดี ที่ซินเย่แร้นแค้นและอันตราย หากใต้เท้าหลิว… ใต้เท้าหลิวกลับตัวตอนนี้ก็ยังไม่สาย เขายังสามารถเปลี่ยนสถานการณ์วิกฤติเช่นนี้ให้ราบรื่นได้…” หลังจากพูดไปสักพัก นางก็เชิดคางขึ้นเล็กน้อยแล้วพูดว่า “อย่าทำร้ายเขาอีกเลย เจ้าไม่เข้าใจในสิ่งที่ข้าพูดหรือ”
“ให้ตาย! สมองท่านมันไม่เข้าใจคำพูดคนอื่นหรืออย่างไร หรือเป็นโรคเสียสติรักษาไม่หายกันแน่! ท่านจะมาวุ่นวายกับชายที่มีคู่หมั้นแล้วไปเพื่ออะไร สำหรับท่าน แผ่นดินนี้มันไม่มีชายอื่นอีกแล้วรึไง”
สวีหยวนเซียงเพียงรู้สึกว่านางจิตใจดี และต้องการมายื่นข้อเสนอที่เป็นทางออกอันราบรื่นแก่หลิวเหิง แต่ความหยาบคายของเหยียนซีก็ทำให้นางโกรธเคืองขึ้นมาอีกครั้ง
เหยียนซีเลื่อนประตูปิดลงครึ่งหนึ่งแล้วส่งเสียงดังลั่น “ออกไปเสีย เราไม่มีเรื่องอะไรต้องพูดกันอีก!” หลังจากนั้นเธอก็กำลังจะปิดประตูจนสนิท
ทว่าสวีหยวนเซียงก็ยื่นมือมาจับประตู มองเธอด้วยสีหน้าเย็นชาแล้วเอ่ยเยาะเย้ย “มีเพียงแค่ตอนนี้เท่านั้นแหละที่เจ้าจะกล้าจองหองพองขน ใต้เท้าหลิวจะต้องเสียใจแน่ เมื่อต้องอยู่ในสถานที่อันหนาวเย็นและเผชิญหน้ากับความขมขื่นเป็นเวลานาน ข้าอยากจะรู้นักว่าหากเป็นเช่นนั้นแล้ว วันที่เขาไม่พึงพอใจในตัวเจ้าอีกต่อไป เจ้าจะรับมือเขาได้อย่างไร…”
“ไม่ว่าจะยากลำบากเพียงใด คนอย่างข้า หลิวเหิง ไม่เคยตำหนิคนในครอบครัวหรือทำร้ายสตรีคนไหน” หลิวเหิงได้ยินเสียงเหยียนซีกระแทกประตูจึงเดินออกมาดู เขาเดินเข้ามาด้านหลังของเด็กสาว และบังเอิญได้ยินคำพูดของสวีหยวนเซียง จากนั้นก็เดาได้ทันทีว่านางเป็นใคร ชายหนุ่มไม่เข้าใจเลยจริง ๆ ว่าความรักที่อธิบายไม่ได้ของนางมาจากที่ไหน ในเมื่อตนไม่เคยพูดคุยกับอีกฝ่ายเลยสักครั้ง
เขาเข้าไปอยู่ด้านหลังเหยียนซี เอื้อมมือไปกุมมือเล็กของนางเอาไว้ ยืนอยู่ที่ธรณีประตู มองสตรีที่ห่อหุ้มทั้งร่างด้วยอาภรณ์หนา “เหยียนซีเป็นว่าที่ฮูหยินของข้า เราสนับสนุนเกื้อกูลกันเสมอ ผ่านเรื่องดีร้ายนับไม่ถ้วนมาด้วยกัน ไม่มีอะไรต้องกังวลเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเรา” เขาพูดพร้อมกับปิดประตูอีกครึ่งหนึ่งที่เหลือ จากนั้นก็ดึงเด็กสาวเข้าบ้าน “เจ้าก็เช่นกัน ไม่เห็นจะต้องเสวนากับคนเสียสติอยู่นานเช่นนี้เลย”
ท่าทีเช่นนี้ของหลิวเหิงทำให้เหยียนซีพอใจอย่างมาก เธอเงยหน้ามองเขาด้วยรอยยิ้มกว้างบนใบหน้า เด็กสาวไม่สามารถซ่อนความดีใจเอาไว้ได้ เมื่อเห็นว่าไม่มีใครตรงนี้ เธอจึงเขย่งเท้าจูบเขา “ทำได้ดีมากเจ้าค่ะ”
เป็นเรื่องจริงหรือที่เหยียนซีจูบเขาตอนกลางวันแสก ๆ!? หลิวเหิงรู้สึกว่าเลือดสูบฉีดขึ้นมารวมกันที่ใบหน้าอย่างรวดเร็ว สองแก้มชายหนุ่มแดงก่ำด้วยความเขินอาย “นี่มันหน้าบ้าน เจ้าต้องสำรวมมากกว่านี้”
หลังจากที่เหยียนซีจูบเขา ชายหนุ่มก็เสียอาการทันที เด็กสาวมีความสุขมากจึงได้ทำเช่นนั้น หลังจากได้ยินคำพูดของหลิวเหิง เธอก็แลบลิ้นออกมาเลียริมฝีปากเล็กน้อย ฮัมเพลงขึ้นมาแล้วหันหลังเดินเข้าบ้านไป
เมื่อเห็นนางเดินจากไปโดยไม่ได้เอ่ยสิ่งใด หลิวเหิงก็กลัวว่านางจะโกรธ ดังนั้นจึงรีบก้าวตามไปเพื่อหวังจะอธิบาย “หากไม่มีใครอยู่ เจ้าก็สามารถ…”
“ท่านพูดมากไปแล้ว!” เหยียนซีหน้าแดงก่ำ ผลักเขาออกไปด้วยความโกรธ และวิ่งหนีไปที่ห้องอย่างรวดเร็ว เธอยกมือขึ้นสัมผัสใบหน้าตน และรู้สึกได้ถึงความร้อนที่ระอุอยู่ภายใน มันเป็นเพียงแค่จูบ แต่เหตุใดต้องเขินอายถึงเพียงนี้ เด็กสาวพยายามทำให้จิตใจตนเองเข้มแข็งขึ้น ทว่าน่าเสียดายที่ผลออกมาไม่ดีนัก และเมื่อถึงเวลาอาหารเย็น เหยียนซีก็ยังรู้สึกเขินอายยามพบหน้าหลิวเหิง
คืนนั้นหัวหน้าคณะชิวมาที่บ้าน เขาเพิ่งทราบข่าวการโยกย้ายของหลิวเหิง จึงรีบไปสอบถามข่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อได้ยินว่าเป็นความจริง และเหยียนซีก็จะต้องติดตามเขาขึ้นเหนือไปด้วย หัวหน้าชิวก็ไม่ค่อยสบายใจนัก
เมื่อเหยียนซีได้พบหัวหน้าชิว เด็กสาวก็ดีใจมากระคนทำอะไรไม่ถูก แน่นอนว่าดีใจเพราะทุกครั้งที่พบกัน ตนจะได้รับเงินจากเขา แต่ที่ทำตัวไม่ถูกเพราะไม่ว่าจะพูดอะไร เขาก็จะถามเธอเกี่ยวกับบทละครเรื่องใหม่ขึ้นมาเสมอ
อย่างไรเสียตอนที่หลิวเหิงถูกจับไปหัวหน้าชิวก็เป็นผู้ให้การช่วยเหลือเหยียนซีทุกอย่าง เขากล้าเสี่ยงที่จะปลอมตัวเป็นคนอื่นไปเล่นละครทำให้การร้องทุกข์ของเธอเป็นไปอย่างราบรื่น นั่นเป็นสิ่งที่เด็กสาวซาบซึ้งในตัวเขามาก
สมาชิกในคณะละครตระกูลชิวต่างมีความสามารถและหลงรักการแสดง ความรักที่มีต่อบทละครจึงฝังเข้าไปในกระดูกดำของเขา
แน่นอนว่าหัวหน้าตระกูลชิวเองก็เล่าเรื่องสถานการณ์อันตรายทางเหนือที่เขาได้ยินมาให้เธอฟังเช่นกัน จากนั้นก็เอาตั๋วเงินออกมา “เจ้าของร้านเหยียน นี่คือส่วนแบ่งผลกำไรจากการแสดงในเดือนนี้ขอรับ เดิมทีข้าต้องการเก็บรวมกันให้ได้มากกว่านี้แล้วนำมาให้ แต่เมื่อได้ยินว่าใต้เท้าหลิวกำลังจะต้องไปทางเหนือ อาจจำเป็นต้องใช้เงิน จึงนำมาให้ท่านเพื่อใช้สำหรับการเดินทางก่อนขอรับ”
“ขอบคุณท่านอาจารย์ชิวมากเจ้าค่ะ…”
“ไม่เป็นไรขอรับ… อืม…” หัวหน้าคณะชิวลูบมือไปมาอย่างเขินอาย “แต่พอจะเป็นไปได้หรือไม่ขอรับ หากข้าอยากจะรบกวนเจ้าของร้านเหยียนเขียนบทละครให้ข้าอีกสักเรื่องก่อนที่จะต้องจากเมืองหลวงไป จากนี้ข้าจะเดินทางไปหาท่านที่ซินเย่เองทุกปี”
แน่นอนว่าก็เป็นแบบนี้อีกตามเคย เหยียนซีอยากจะตบหน้าผากตนเองและถอนหายใจ ทว่าสุดท้ายก็เพียงพยักหน้ารับ “ข้าจะรีบทำบทเรื่องใหม่ออกมาให้ท่านนะเจ้าคะ การเดินทางขึ้นเหนือมันไม่สะดวกสำหรับท่านเลย เอาเป็นว่าหากหลังจากนี้มีบทเรื่องใหม่ออกมา ข้าจะส่งคนเอามาให้ท่านที่คณะจะดีกว่า”
“เยี่ยมไปเลยขอรับ! ขอบคุณเจ้าของร้านเหยียนจริง ๆ สำหรับการทำงานหนักของท่าน” หัวหน้าคณะชิวยิ้มอย่างเขินอาย และแนะนำขึ้น “ข้าพอจะรู้จักคนสองสามคนที่ทำงานรับจ้างคุ้มกันขุนนางในเมืองหลวง หากเจ้าของร้านเหยียนเดินทางขึ้นเหนือ ไม่ลองติดต่อจ้างคนอารักขาความปลอดภัยดูเล่าขอรับ”
นี่เป็นความคิดที่ดี เหยียนซีคิดเรื่องนี้แล้วก็เห็นว่าสมควรทำ จึงตอบตกลงทันที
สิบวันต่อมาเฉวียจือก็พาหลิวจิ้นเป่าและพรรคพวกล่วงหน้าขึ้นเหนือไปก่อน หลังจากนั้นห้าวัน หลิวเหิงและผู้ติดตามทั้งหมดก็ขนสัมภาระออกจากเมืองไปท่ามกลางอาทิตย์อัสดง โดยมีคนคุ้มกันให้มุ่งหน้าไปทางเหนือไปอย่างเงียบสงบ