ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 261 ปฏิบัติต่อกันอย่างให้เกียรติ
- Home
- All Mangas
- ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย
- บทที่ 261 ปฏิบัติต่อกันอย่างให้เกียรติ
บทที่ 261 ปฏิบัติต่อกันอย่างให้เกียรติ
หลังจากสวีหยวนเซียงกลับมาที่จวน นางก็รีบเข้าไปร้องไห้กับสวีฮูหยินทันที
แม้เหยียนซีจะเป็นเพียงสาวชาวบ้าน แต่ก็ยังถือว่าเป็นครอบครัวของขุนนางขั้นหก ความสัมพันธ์ระหว่างนางกับหลิวเหิงเป็นที่รู้กันทั้งเมือง ในคราวที่มีการร้องทุกข์ต่อหน้าพระพักตร์ หลายคนเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับนาง ถึงต้องการจะหาเรื่องไปจัดการ แต่ก็ยังต้องหาสาเหตุที่เหมาะสม
เมื่อใกล้เข้าปีใหม่ ใต้เท้าสวีและบุตรชายคนโตก็อยู่ที่จวน หากทำสิ่งใดไปก็จะไม่สามารถปิดบังจากพวกเขาได้
ฮูหยินสวีวุ่นวายอยู่กับการเตรียมงานวันปีใหม่ในฐานะนายหญิงใหญ่ของครอบครัว นางเองก็ไม่กล้าให้พ่อสามีและสามีทราบเรื่องที่ปล่อยให้สวีหยวนเซียงออกจากจวนไปโดยไม่รับอนุญาต ดังนั้นจึงทำได้เพียงปลอบลูกสาว และคิดว่าหากสบโอกาสจะคุยเรื่องนี้กับอีกฝ่ายในภายหลัง
คุณชายรองของตระกูลสวี สวีเฉิงกานสูญเสียตำแหน่งงานหลังจากได้รับการปล่อยตัวออกมาจากคุก ดังนั้นเขาจึงอยู่ที่จวน ทั้งยังล้มป่วยเนื่องจากถูกทรมานและเกิดอาการตื่นตระหนก หลังจากอาการดีขึ้น เขาก็ได้ยินว่าสวีหยวนเซียงต้องการแต่งงานกับหลิวเหิง ชายหนุ่มโกรธมากจนสาปแช่งและก่อเรื่องที่จวน
ใต้เท้าสวีได้รับความอับอายจากการปฏิเสธของหลิวเหิง แม้เขาจะไม่แสดงออกถึงความขุ่นเคือง แต่ก็ได้วางแผนจะจัดการกับอีกฝ่ายไว้ในใจแล้ว
ปีนี้ไม่ใช่ปีที่ดีของตระกูลสวีเอาเสียเลย
ส่วนหลิวเหิงก็ต้อนรับปีใหม่อย่างมีชีวิตชีวา
วันที่ยี่สิบเอ็ด เดือนแรก หน่วยงานราชการกลับมาเปิดทำการอีกครั้ง และหลิวเหิงก็กลับไปที่หอกวงลู่เพื่อทำงาน ส่วนฮูหยินสวีส่งคำเชิญงานเลี้ยงเทศกาลฤดูใบไม้ผลิให้เหยียนซี โดยอ้างว่าต้องการเชิญสตรีจากจวนตระกูลต่าง ๆ มาร่วมฉลองด้วยกัน
เหยียนซีโยนจดหมายเชิญทิ้งไป และขอให้เหยียนหลิ่วมอบเงินพิเศษให้สาวใช้ที่เดินทางมาส่งคำเชิญ ก่อนจะปฏิเสธออกไป “คุณหนูของข้าเป็นเพียงคู่หมั้นของใต้เท้าหลิว พวกเขายังไม่ได้แต่งงานกัน และไม่ได้มีผู้อาวุโสคนใดที่จะเป็นผู้พาคุณหนูไปด้วย ดังนั้นจึงไม่สะดวกที่จะเข้าร่วม”
เหยียนซีพบว่าหลิวเหิงรอบคอบมากที่ยังไม่แต่งงานกับตน เพราะเธอสามารถนำเรื่องนี้มาเป็นข้ออ้างในการปฏิเสธงานเลี้ยงดังกล่าวได้ สตรีที่แต่งงานแล้วจะจัดงานเลี้ยง แต่เธอไม่เหมาะจะเข้าร่วมเพราะถือว่ายังโสด เมื่อสตรีที่ยังไม่ได้แต่งงานมารวมตัวกัน เธอที่หมั้นหมายไปแล้วและมีงานในบ้านมากมายก็ไม่จำเป็นต้องไปร่วมงานเช่นกัน
ตอนนี้หลิวเหิงยังเป็นเพียงขุนนางผู้น้อย ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องมีคู่ครองไปร่วมงานเลี้ยง ทำให้เหยียนซีไม่ต้องไปร่วมงานใดเลย
ฮูหยินสวีโกรธจัด นางไม่สามารถที่จะชักจูงคนรอบกายให้ไปจัดการผู้หญิงคนนั้นถึงบ้านได้เช่นกัน ฉะนั้นจึงไม่มีทางจะทำอะไรได้อีก
วันที่สอง เดือนสอง วันมังกรเชิดเศียร*[1] ภายในวังหลวงก็มีการจัดให้มีพิธีบวงสรวง ถวายเครื่องบูชาในฤดูใบไม้ผลิและยังมีงานเลี้ยงหลังจากนั้น หลิวเหิงถูกตำหนิหลายครั้งที่หอกวงลู่ เนื่องจากเขาดูแลคลังรับสินค้าได้ไม่ทันตามเวลา เกือบจะทำให้งานล่าช้า ไม่เป็นไปตามเวลาที่กำหนด ทำให้หลู่เซินเจ้าหอกวงลู่ไม่พอใจเป็นอย่างมาก
ในวันที่อากาศอบอุ่นอย่างหาได้ยาก ระหว่างที่หลิวเหิงกำลังเดินอยู่ในวังหลวง เขาก็ได้พบกับฉวนฝูที่เพิ่งไปจัดการหน้าที่ของตนเองมา
ฝ่าบาททรงรับสั่งให้ฉวนฝูไปที่ศาลหลวง เพื่อเป็นผู้แทนพระองค์พระราชทานรางวัลแก่อันอ๋อง หลังจากที่อันอ๋องล้มป่วยช่วงก่อนปีใหม่ จักรพรรดิก็รับสั่งให้แพทย์หลวงเดินทางมาตรวจ แต่อาการก็ยังไม่ดีขึ้น ด้วยความห่วงใยพระเชษฐา จึงรับสั่งให้คนไปเยี่ยมเยือนดูอาการเป็นครั้งคราว
สำหรับเรื่องราวของอันอ๋องนั้น เมื่อเขาถูกพาตัวมาจากทางเหนือ ทุกคนต่างก็พากันคาดเดาว่าเขาคงมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน แต่ไม่คาดว่าจักรพรรดิกลับไว้ชีวิตเขา และขังให้อยู่ในศาลหลวงเป็นเวลาหลายปี แม้จะไม่ได้รับอิสรภาพ ทว่าก็ยังมีชีวิตอยู่
ผู้คนล้วนชื่นชมในพระเมตตาและความชอบธรรมของจักรพรรดิเป็นอย่างมาก
หลิวเหิงรู้สึกว่าทุกสิ่งจะไม่ได้ง่ายดายเช่นนั้น แต่ถึงอย่างไร หากท้องฟ้าเกิดถล่มลงมาสักวันหนึ่งจริง ๆ ก็ย่อมต้องมีเสาหลักมาค้ำยันไว้ และตัวเขาก็ไม่ใช่คนที่มีคุณสมบัติเพียงพอจะไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องเช่นนี้ ตอนนี้เขาเพียงมาเพื่อพบฉวนฝูเท่านั้น
เมื่อฉวนฝูเห็นหลิวเหิง เขาก็เอ่ยอย่างสุภาพ “รองเจ้าหอหลิว งานเรียบร้อยดีหรือไม่ขอรับ”
เขาได้รับมอบหมายจากจักรพรรดิให้เป็นผู้แทนพระองค์ไปพระราชทานรางวัลแก่เหยียนซีที่จวน หลิวเหิงรู้สึกขอบคุณอีกฝ่ายมาก และปฏิบัติต่อเขาด้วยความให้เกียรติทุกครั้งที่ได้พบกัน
เมื่อปีที่แล้วครอบครัวหลิวได้เตรียมของขวัญให้ฉวนฝูในช่วงเทศกาล ทุกอย่างล้วนเป็นของที่ตั้งใจเลือกสรรมาจากบ้านเกิดของเขาทั้งสิ้น
เหยียนซีขอให้พ่อค้าคาราวานที่เดินทางมาเป็นแขกในโรงน้ำชาอวี่เซิ่นหาซื้ออาหารอย่างดีเหล่านี้มาในราคาสูง
ฉวนฝูถูกส่งตัวเข้ามาในวังเป็นขันทีตั้งแต่ยังเด็ก หลายสิบปีผ่านไปเขาก็ไม่ได้กลับบ้านเกิดเลย เขามีอาการคิดถึงบ้านเป็นครั้งคราว ยิ่งห่างจากบ้านเกิดมานานเท่าไรความคิดถึงก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเท่านั้น
เมื่อเห็นของขึ้นชื่อจากบ้านเกิดถูกส่งมาให้ แม้แต่ฉวนฝูที่ได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี และถวายงานอยู่ในวังหลวงมาเป็นเวลานานหลายสิบปี ก็อดไม่ได้ที่จะมองด้วยความสนใจ
ด้วยตำแหน่งหัวหน้าขันที ทำให้มีคนมากมายนับไม่ถ้วนต้องการเข้าหาและมอบของขวัญให้เขา แต่ของที่ได้รับมาครั้งนี้นั้นทำให้เขาประทับใจเป็นอย่างมาก สำหรับเขาแล้วเงินทองของมีค่ายังไม่น่าประทับใจเท่ากับของขึ้นชื่อจากบ้านเกิดสองสามถุงที่ถูกส่งมา
ของขวัญจากหลิวเหิงนับว่าเป็นเครื่องแทนความใส่ใจและความเคารพที่อีกฝ่ายมีต่อเขา
นอกจากนี้หลิวเหิงยังเป็นคนที่ได้รับการยกย่องจากเฉิงจวิ้นอ๋องอีกด้วย ท่านอ๋องมักจะทูลเรื่องของเขาต่อหน้าพระพักตร์อยู่บ่อยครั้ง ฉวนฝูเองก็ประจักษ์ถึงความดีของชายหนุ่มด้วยตาตนเองเช่นกัน
ดังนั้น หลังจากที่ได้พบหลิวเหิง เขาจึงได้หยุดทักทายด้วยความจริงใจ
“ยินดีที่ได้พบหัวหน้าฉวน ไม่ได้เจอกันนานเลยนะขอรับ” หลิวเหิงกล่าวทักทายฉวนฝูอย่างรวดเร็ว
“รองเจ้าหอหลิวกำลังจะไปที่ไหนงั้นหรือขอรับ”
“ข้าเพียงผ่านทางมา ไม่ได้มีธุระที่ไหนขอรับ” หลิวเหิงยิ้มอย่างสุภาพ แต่ก็ดูเหนื่อยล้าเล็กน้อย “กงกงเองก็น่าจะมีงานให้สะสางไม่น้อยนะขอรับ”
แน่นอนว่าฉวนฝูย่อมได้ยินเรื่องราวของหลิวเหิงและเข้าใจสถานการณ์ในตอนนี้ของเขาดี โดยเฉพาะเรื่องที่ชายหนุ่มถูกหลู่เซินตำหนิหลายครั้ง ทั้งยังมีครั้งหนึ่งที่ฉวนฝูได้ยินกับหูตัวเองอีกด้วย ดังนั้นเมื่อเขาเห็นอีกฝ่ายเดินไปมารอบ ๆ โดยบอกว่าไม่ได้มีธุระอะไรจึงอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา “รองเจ้าหอโปรดอย่ากังวล เมื่อทำงานที่นี่แล้วอาจจะมีเรื่องทำให้ต้องกังวลใจ แต่อย่างไรท่านก็เป็นจอหงวนที่ได้รับแต่งตั้งจากจักรพรรดิ พระองค์ทรงชื่นชมในความสามารถและ ‘อุปนิสัยที่ดี’ เช่นนี้ของท่านเป็นอย่างมาก”
“กงกงชมข้าเกินไปแล้วขอรับ ข้าละอายใจจริง ๆ ที่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ดีนัก ไม่คู่ควรกับน้ำพระทัยของฝ่าบาทเอาเสียเลย”
หลังจากการพูดคุยเพียงไม่กี่คำก็มาถึงทางเข้าวังหลวงแล้ว ฉวนฝูพูดปลอบใจหลิวเหิงเล็กน้อยแล้วเดินเข้าไปภายในประตูวังพร้อมกับพรูลมหายใจออกมา
บุตรบุญธรรมของเขาเสี่ยวซีจือเดินตามมา เมื่อเห็นว่าไม่มีใครอยู่บริเวณนี้แล้วจึงเริ่มเอ่ยขึ้นอย่างอดไม่ได้ “ท่านพ่อ ข้าคิดว่ารองเจ้าหอหลิวน่าสงสารไม่น้อย ใต้เท้าสวีทำเช่นนี้กับเขาได้อย่างไร เห็นได้ชัดว่าเขาหมั้นหมายกับแม่นางเหยียนแล้ว แต่ก็ยังทำเช่นนี้ พวกเขาต้องมุ่งเป้าเล่นงานรองเจ้าหอหลิวและแม่นางเหยียนต่อไปแน่ ท่านช่วยพวกเขาไม่ได้เลยหรือขอรับ”
เขาได้ไปที่จวนตระกูลหลิวเพื่อมอบรางวัลให้เหยียนซีเช่นกัน และเด็กสาวก็ได้มอบเงินพิเศษแก่เขา หลังจากนั้นก็ได้บังเอิญพบหวังชีและเหยียนซีระหว่างเดินทาง นางทักทายอย่างเป็นมิตรและมอบอาหารเสียบไม้ให้เขาอีกด้วย
ในวันเทศกาลสำคัญเขาก็ได้รับของขวัญจากนาง มีครั้งหนึ่งที่พบกันแล้ว อีกฝ่ายเห็นว่าเขามีแผลร้อนในที่ปาก หนึ่งในของขวัญที่นางมอบให้จึงมีน้ำค้างของดอกสายน้ำผึ้ง ซึ่งเป็นสมุนไพรสำหรับขจัดพิษและความร้อนในร่างกาย
เสี่ยวซีจือได้ดื่มน้ำค้างดอกสายน้ำผึ้งขวดนั้นกว่าหนึ่งเดือน และซาบซึ้งทุกครั้งยามที่ได้ดื่ม
ว่ากันตามตรงแล้วของเหล่านี้ไม่ได้มีมูลค่าอะไรมาก เพียงแต่เป็นของที่ทำให้เขารู้ว่าผู้ให้ใส่ใจในตัวผู้รับมากเพียงใด
ขันทีมักจะถูกผู้คนดูถูก และยิ่งหากอายุน้อยเช่นเสี่ยวซีจือก็มักจะถูกรังแกโดยเจ้าหน้าที่และขุนนางในราชสำนัก แม้พวกเขาจะพอใจที่ได้รับเงินเป็นรางวัล แต่ก็ยังมีความคิดอ่าน มีคุณธรรมเพียงพอ เมื่อเทียบระหว่างใต้เท้าสวีและหลิวเหิงแล้ว เขาก็ย่อมเห็นใจชายหนุ่มมากกว่า
ฉวนฝูเหลือบมองบุตรบุญธรรมของตนเองแล้วตอบเขา “เจ้าค่อนข้างถูกใจพวกเขาสินะ”
“ท่านพ่อ พวกเขาทั้งคู่เป็นคนดีมากมิใช่หรือขอรับ เมื่อข้ามองแม่นางเหยียนแล้วก็อดไม่ได้ที่จะ… นึกถึงพี่สาวคนโตของข้า” หาได้ยากที่เสี่ยวซีจือจะเอ่ยอะไรเช่นนี้ออกมา “ข้าอาจจะยังเด็กนัก ทั้งยังต้องการคำชี้แนะจากท่านพ่อในเรื่องการใช้ชีวิตและมองผู้คน แต่ทุกครั้งที่ข้าได้พบกับแม่นางเหยียนและรองเจ้าหอหลิว ข้าก็มักจะคิดว่าพวกเขาเป็นคนดีมากจริง ๆ ต่างจากผู้ใหญ่ที่มักจะดูยิ้มแย้มเป็นมิตร ทว่าดวงตาไม่ได้สะท้อนอะไรเลย อีกทั้งยังสามารถเปลี่ยนเป็นอื่นได้ในพริบตา ข้าจะอธิบายเช่นไรดี…”
เสี่ยวซีจืออายุเพียงสิบสองสิบสามปี เขาเกาท้ายทอยแล้วเอ่ยตามตรง “ข้าคิดว่าในสายตาของรองเจ้าหอหลิว เรายังเป็นมนุษย์คนหนึ่งไม่ต่างจากคนอื่น ๆ หาใช่ขันทีไร้รากอย่างที่ผู้อื่นดูถูก”
สภาพสังคมในยุคนี้ บัณฑิตและขุนนางมักจะชอบดูถูกขันทีเช่นเสี่ยวซีจือที่ไม่สามารถบุตรสืบสกุลได้ แม้ฉวนฝูจะเป็นผู้ที่ทำงานรับใช้จักรพรรดิอย่างใกล้ชิด และมีตำแหน่งเป็นหัวหน้าขันที แต่เจ้าหน้าที่และขุนนางอื่น ๆ ก็มักจะให้ความเคารพยกย่องเขาเพียงต่อหน้าเท่านั้น และมักจะมองเขาเป็นเพียง ‘สุนัขรับใช้’ เสมอ
ในยุคปัจจุบันเหยียนซีได้ดูละครและภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับการต่อสู้ในวังหลวงมากมาย เธอไม่กล้าดูถูกเหล่าขันทีและนางกำนัล ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อเห็นว่าขันทีน้อยอย่างเสี่ยวซีจือต้องเจอกับความยากลำบากเพียงใด เด็กสาวก็รู้สึกเห็นใจเขามาก ความตระหนักรู้เรื่องความเท่าเทียมอย่างคนสมัยใหม่ทำให้เธอไม่มีทางดูถูกเหยียดหยามเมื่อได้พบเหล่าขันที ต่างจากสุภาพสตรีสูงศักดิ์บางคน
นอกจากนี้หลิวเหิงเองก็คิดเช่นเดียวกันกับนาง เขาปฏิบัติต่อเจ้าหน้าที่ทุกตำแหน่งอย่างให้เกียรติไม่ต่างกัน
คำพูดของเสี่ยวซีจือทำให้ฉวนฝูคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
เขาสูดจมูก ใบหน้าเย็นเยียบขึ้นมา
เมื่อเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปเช่นนั้น เสี่ยวซีจือก็ตกใจ “ท่านพ่อ ข้าพูดอะไรผิดไปหรือขอรับ”
ฉวนฝูเหลือบมองเด็กชายแล้วเอ่ยขึ้น “จำใส่ใจไว้เสีย ว่าสิ่งที่อยู่ในใจเจ้าไม่อาจให้มันออกมาจากปากได้เป็นอันขาด ในฐานะข้าหลวง เราต้องทำหน้าที่ของตนเองให้ดีเท่านั้น เข้าใจหรือไม่”
[1] วันมังกรเชิดเศียร มังกรเป็นสัตว์ในตำนานที่บันดาลให้เกิดฝน เมื่อเข้าฤดูใบไม้ผลิจึงมีการบวงสรวงประจำปีในวันที่มังกรเชิดเศียร คือวันที่ 2 เดือน 2 ตามปฏิทินจันทรคติ