ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 257 หมดสิ้นความน่าเกรงขาม
บทที่ 257 หมดสิ้นความน่าเกรงขาม
เนื่องจากไม่สามารถตามรถม้าของเหยียนซีไปได้ทัน และยังไม่รู้จุดหมายของอีกฝ่าย ดังนั้นจึงไม่สามารถติดตามไปได้ถูก
สวีหยวนเซียงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากจอดรถม้ารออยู่ที่ริมถนนหลักเพื่อรอให้อีกฝ่ายย้อนกลับมา
อากาศที่หนาวเย็นทำให้นางต้องสวมเสื้อคลุมขนจิ้งจอก และอังมือกับอ่างถ่าน สาวใช้เร่งถ่านเพื่อเพิ่มความร้อนให้มากขึ้นเพราะกลัวว่าคุณหนูจะไม่สบาย สวีหยวนเซียงไม่ได้สนใจอะไรนอกจากการรออย่างเบื่อหน่าย
พวกสาวใช้เองก็รู้สึกหนาว แต่ไม่กล้าเข้าไปใกล้อ่างถ่านเพื่อเพิ่มความอบอุ่น พวกนางทำเพียงแต่รวมตัวกันอยู่อีกมุมของรถม้า แต่ยิ่งเวลาผ่านไปความหนาวเย็นก็ยิ่งยากจะทานทน
คนขับรถม้าที่อยู่ด้านนอกทรมานมากกว่าทุกคน ในเดือนที่หนาวที่สุดของฤดูเช่นนี้ แม้จะไม่มีหิมะและอยู่ท่ามกลางแสงแดด แต่ลมหนาวก็ยังพัดผ่านอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังไม่มีที่กำบังใด ๆ ให้กับเขา ความหนาวเล่นงานคนขับรถม้าจนสั่นสะท้านไปทั้งร่าง
คนขับรถม้าตัดสินใจลงมายืนอยู่ข้าง ๆ รถม้า พยายามย่ำเท้าเพิ่มความอบอุ่นให้กับร่างกาย
กระทั่งหลังอาหารเย็นจบลง รถม้าของเหยียนซีก็ย้อนกลับมา
เหยียนหลิ่วนั่งอยู่ในรถม้า และมองเห็นรถม้าที่จอดอยู่ทันที “คุณหนูเจ้าคะ รถม้าคันนี้ตามพวกเรามาตั้งแต่ในเมืองมาจนถึงที่นี่เจ้าค่ะ”
หลังจากได้รับการฝึกฝนเป็นหน่วยกล้าตาย เหยียนหลิ่วก็เป็นคนที่ระมัดระวังตัวอยู่เสมอ นางรู้สึกว่าถูกติดตามมาตั้งแต่ในเมือง ทว่าก็แสร้งทำเป็นไม่รู้ตัวเพื่อความปลอดภัย จนกระทั่งออกมานอกเมืองก็พบว่าพวกเขายังตามมา
เหยียนซีถามพลางมองดู “พวกเขาเชี่ยวชาญการต่อสู้หรือไม่”
เหยียนหลิ่วเหลือบมองคนขับที่ยืนหนาวสั่นอยู่แล้วเอ่ยขึ้น “ข้าคิดว่าทั่วไปเจ้าค่ะ” ร่างกายส่วนล่างของเขาไม่แข็งแรงนัก จนคิดว่าอาจจะถูกจัดการได้ด้วยฝ่ามือเดียว
“บางทีพวกเขาอาจจะไม่ได้ตามเรามา แต่เหตุใดจึงมาหยุดอยู่ที่นี่ได้” หากจะสะกดรอยตามก็น่าจะต้องตามติดไปทุกที่ไม่ใช่หรือ เหยียนซีโผล่หน้าออกไปมอง ถ้านี่เป็นการสะกดรอยตามจริง ๆ พวกเขาอาจจะทำไม่สำเร็จ
“คุณหนู รถม้าของพวกเขาดูอ่อนแอเกินไป ต่อให้ตั้งใจจะตามพวกเรามา ก็ไม่มีทางตามทันหรอกขอรับ” อาโซ่วซึ่งเป็นคนขับรถม้าเหลือบมองรถของอีกฝ่าย แล้วเอ่ยขึ้นด้วยแววตาแฝงความภูมิใจ
“ให้ข้าไปดูดีไหมเจ้าคะ” เหยียนหลิ่วถามขึ้น
“รอก่อน ดูท่าทีก่อนว่าพวกเขาตามพวกเรามาหรือไม่” เนื่องจากไม่ได้มีคนที่เชี่ยวชาญการต่อสู้ และรถม้าก็อ่อนแอเกินไป เหยียนซีจึงไม่ได้กังวลใจ แทนที่จะเข้าไปถาม หากพวกเขามีธุระกับตนจริง ๆ คงเป็นการดีกว่าที่จะให้พวกเขาเข้ามาหา
แต่ถนนหลักยามนี้ก็เงียบเชียบเกินไป เหยียนซีไม่อยากจะประมาท “อาโซ่ว เร่งความเร็วหน่อย อย่าปล่อยให้พวกเขาเข้ามาใกล้เกินไป ตรงไปที่โรงน้ำชากันเถอะ”
หากพวกเขาตามไปถึงโรงน้ำชาจริง ๆ ก็ยังอุ่นใจได้ว่าที่นั่นเป็นถิ่นของพวกเธอเอง แม้จะมียอดฝีมือซ่อนตัวอยู่ในนั้น แต่ก็มีเฉวียจืออยู่ที่นั่น อย่างน้อยก็สามารถรับมือได้
อาโซว่ตอบรับทันที เขาได้รับการสอนให้ขับรถม้าอย่างเชี่ยวชาญโดยผู้เฒ่าหวูโถว เพียงฟาดแส้ไม่กี่ครั้งม้าที่ลากรถอยู่ก็เร่งความเร็วได้ราวกับลมกรรโชกแรง
สวีหยวนเซียงอยู่บนรถม้า เมื่อเห็นรถม้าของเหยียนซีตรงมาแต่ไกล นางจึงสั่งให้คนขับเข้าไปขวาง แต่รถของนางเชื่องช้ากว่ามาก กว่าจะขยับออกตัว รถของเด็กสาวก็เลยไปไกลเสียแล้ว
สวีหยวนเซียงกระทืบเท้าอย่างขมขื่น “รีบตามนางไปเร็ว ขวางไว้ให้ได้!”
คนขับรถม้าตระกูลสวีเร่งให้ม้าวิ่งเร็วขึ้นด้วยการฟาดแส้ แต่ม้านั้นไม่ได้เป็นม้าพันธุ์ดีนัก น้ำหนักที่ลากอยู่ก็ไม่น้อย จึงสามารถเร่งความเร็วได้อย่างจำกัด
หากอาโซ่วไม่ได้จงใจบังคับให้รถม้าช้าลง พวกเขาก็คงตามมาไม่ทันอีก
เหยียนซีเอนกายพิงหน้าต่างรถ และเห็นว่ารถม้าคันนั้นพยายามไล่ตามมาจริง ๆ …นี่เธอถูกสะกดรอยอย่างนั้นหรือ?
ไม่นานพวกเขาก็มาถึงโรงน้ำชาอวี่เซิ่น เฉวียจือเห็นว่าเด็กสาวมาก็รีบเข้าไปทักทาย เหยียนซีรีบบอกว่าตนถูกสะกดรอยตาม และขอให้เขาช่วยจัดการให้ด้วย เมื่อพูดจบเธอก็เดินผ่านส่วนต้อนรับ พร้อมเข้าไปกินอาหารกับเหยียนหลิ่วและคนอื่น ๆ
หลังจากกินเสร็จก็ได้ยินเสียงรถม้าที่หน้าประตู รถม้าคันนั้นมาหยุดลงที่หน้าโรงน้ำชา
เฉวียจือก้าวเข้าไปทักทาย มีสาวใช้สูงวัยผู้หนึ่งลงจากรถม้า และเดินผ่านเฉวียจือเข้าไปด้วยท่าทางเย่อหยิ่ง
นางเชิดหน้า เหยียดหลังตรงอย่างวางท่า น่าเสียดายที่มือและเท้าดูแข็งทื่อเพราะความหนาวเย็น นางเดินเข้าไปที่ส่วนต้อนรับ ทันทีที่เข้าไปด้านในก็รู้สึกถึงความอบอุ่น ทำเอารู้สึกแสบจมูกและมีน้ำมูกไหลเล็กน้อย
เหยียนซีและคนอื่น ๆ มองนางเข้ามาอยู่ที่ส่วนต้อนรับ หลังจากเฝ้ามองอยู่นั้น อาโซ่วก็โพล่งขึ้นมา “น้ำมูกไหลเต็มไปหมด ฮ่า ๆ!” เมื่อได้ยินเช่นนั้นทุกคนจึงหันไปมองตาม และอดไม่ได้ที่หัวเราะออกมา
ใบหน้าของสาวใช้อาวุโสแดงก่ำ นางเอาผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเช็ด แต่ท่าทางน่าเกรงขามเมื่อครู่หายไปหมดสิ้นแล้ว นางอาจจะทำตัวราวกับอยู่เหนือคนอื่น ๆ แต่ผู้คนก็เอาแต่จับจ้องมาที่จมูกของนาง สาวใช้อาวุโสรีบเดินเข้าไปด้านในแล้วเอ่ยเสียงดัง “เหยียนซี!”
เหยียนหลิ่วเข้ามาขวางหน้านางทันที “อยู่ให้ห่างจากโต๊ะอาหาร เกิดน้ำมูกหยดลงที่โต๊ะ แขกจะกินอาหารกันอย่างไร อีกอย่างเจ้าดูย่ำแย่จากความหนาวเย็น ท่าทางอากาศข้างนอกจะหนาวมากสินะ หากต้องการจะพบคุณหนูของเรา ไม่มีใครสั่งสอนมารยาทในการเรียกผู้อื่นให้สุภาพหรือ”
ตั้งแต่เหยียนหลิ่วเริ่มมาทำงานที่ร้านอาหาร นางก็มีพัฒนาการด้านฝีปากที่เก่งกล้าขึ้น แม้จะไม่ได้มีคำหยาบแม้แต่คำเดียว ทว่าก็เป็นประโยคที่บาดลึกลงไปในจิตใจสตรีคนนั้นไม่น้อย เดิมทีสาวใช้อาวุโสเป็นบ่าวจากตระกูลขุนนางขั้นเจ็ดขึ้นไป แต่เหยียนหลิ่วกลับพูดราวกับนางเป็นเพียงขอทานริมถนน
“เอาละ … เสี่ยวหลิ่ว ปล่อยนางเถอะ นางดูน่าสงสารนัก … ผู้จัดการ เอาน้ำแกงร้อนให้นางสักชาม กินเสร็จแล้วก็เชิญออกไปเถอะ” เมื่อเหยียนซีเห็นท่าทางเช่นนั้นของผู้มาใหม่ก็นึกถึงคนตระกูลสวีขึ้นมาทันที สิ่งที่เธอเกลียดที่สุดคือท่าทีเย่อหยิ่งเช่นนั้น นางพยายามวางท่าเป็นคนสูงศักดิ์เพื่ออวดตัว แต่ตอนนี้เหยียนซีก็นับได้ว่าเป็นคุณหนูในบ้านขุนนางขั้นหกแล้วเช่นกัน
เฉวียจือยกน้ำแกงร้อน ๆ มาให้นาง
ใบหน้าสาวใช้อาวุโสแดงก่ำ ก่อนจะซีดขาว และกลับไปแดงก่ำขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อมองดูเหยียนซีที่ยิ้มเยาะเช่นนั้น สาวใช้อาวุโสก็นึกอยากจะโยนชามน้ำแกงทิ้งไป แต่นางก็ยังอดทนให้เด็กสาวเดินผ่าน และพยายามเอ่ยขึ้นหลังสะกดอารมณ์โมโห “เหยียน…” เมื่อเอ่ยได้คำหนึ่งก็เห็นว่าน้ำแกงในมือของเฉวียจือดูโอนเอนราวกับจะตกลงมา ดังนั้นนางจึงรีบเปลี่ยนคำพูดทันที “แม่นางเหยียน”
คราวนี้ไม่มีใครขวางนางอีก ชามน้ำแกงในมือของเฉวียจือก็กลับมามั่นคงอีกครั้ง
“แม่นางเหยียน คุณหนูอยากจะเชิญเจ้ามาพูดคุยด้วย” ในที่สุดสาวใช้อาวุโสก็วางความโกรธลง แล้วเอ่ยอย่างสุภาพ
คุณหนู?
เหยียนซีมองรถม้าด้านนอกแล้วยิ้ม “ข้าไม่ต้องการออกไปข้างนอกวันที่อากาศหนาวเย็นเช่นนี้ ไปบอกคุณหนูของเจ้าว่าสามารถเข้ามาข้างในเพื่อพูดคุยกับข้าได้ แต่หากไม่สะดวกก็เชิญกลับไป”
วันนี้อากาศเย็นมาก เหตุใดเธอต้องออกไปข้างนอก ในเมื่ออีกฝ่ายเป็นคนต้องการพูดคุยและไล่ตามตนมาทั้งวัน
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าคุณหนูของข้าเป็นใคร!”
“ไม่รู้ ไม่ได้อยากรู้ด้วย” เหยียนซีกลอกตา
“ม้ากับรถม้านั่นแย่มาก บ่าวไพร่ก็ตัวเย็นราวกับศพ…” อาโซ่วพึมพำ
สาวใช้อาวุโสรู้สึกว่านางถูกตบหน้าอีกครั้ง หากบอกอีกฝ่ายว่ามาจากตระกูลสวี นั่นจะไม่ทำให้ผู้เป็นนายต้องอับอายต่อหน้าคนพวกนี้หรือ
นางยืนอยู่อย่างนั้นสักพัก จากนั้นเหยียนหลิ่วก็เงยหน้าขึ้น “เหตุใดไม่ไปแจ้งคุณหนูของเจ้าเล่า ข้าไม่เคยเห็นบ่าวไพร่ที่ดูไม่รู้ความเช่นนี้มาก่อนเลยจริง ๆ”
สาวใช้อาวุโสตัวสั่นด้วยความโกรธ แต่เมื่อเห็นท่าทางเหี้ยมเกรียมไร้ความปรานีของเฉวียจือ นางก็ไม่กล้าแสดงอารมณ์อะไรออกมา ก่อนจะหันหลังแล้วเดินไปที่ประตู หลังเดินไปถึงรถม้าแล้วก็รายงานสวีหยวนเซียง “คุณหนูเจ้าคะ เหยียนซีหยาบคายมากเจ้าค่ะ ปฏิเสธที่จะมาพบคุณหนู และนางก็กล่าวว่า…”
“ว่าอย่างไร”
“นางให้คุณหนูเข้าไปพบนางด้านในเจ้าค่ะ” สาวใช้อาวุโสเอ่ยเสียงเบา