ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 255 การงานที่หนักหน่วง
บทที่ 255 การงานที่หนักหน่วง
หลิวเหิงทำงานที่มีความเสี่ยงต่ำ แต่มีผลประโยชน์มากมาย นำมาซึ่งความร่ำรวยที่หอกวงลู่ แต่การทำงานที่มีคนจำนวนมากเช่นนี้ เมื่อมีผู้ใดได้มากกว่า ย่อมต้องมีผู้เสียประโยชน์และได้น้อยกว่าเป็นเรื่องธรรมดา
หลู่เซินยังมีเจ้าหน้าที่หลายคนที่เป็นพวกพ้องของตนอยู่ในหอกวงลู่ซึ่งคอยรับคำสั่งของใต้เท้าสวี การที่เขามอบแต่งานที่ได้ผลประโยชน์มากแก่หลิวเหิงผู้เดียว ย่อมทำให้พวกพ้องคนอื่น ๆ ไม่พอใจ
แต่ในเมื่อตอนนี้หลิวเหิงปฏิเสธน้ำใจของใต้เท้าสวี ก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะต้องเอื้อประโยชน์แก่เขาอีก หลู่เซินคิดจะให้ความบาดหมางนี้ขับรองเจ้าหอหนุ่มออกไปให้พ้นหอกวงลู่
ดังนั้นคำแนะนำสองสามคำที่เขาพูดกับใต้เท้าสวีที่ดูเหมือนจะเป็นการเกลี้ยกล่อมให้ผู้เป็นนายสงบลงจากความโกรธนั้น แท้จริงแล้วเป็นการยั่วยุเสียมากกว่า
เขาเติมเชื้อเพลิงลงไปในไฟโทสะของใต้เท้าสวี เพิ่มความเยือกเย็นในใจของอีกฝ่าย ไม่นานนักใต้เท้าสวีก็มีสีหน้าเย็นเยียบอย่างเหี้ยมเกรียม เขาสั่งให้พ่อบ้านส่งแขก จากนั้นก็ไปตามสวีเฉิงผิงให้เข้ามาพบทันที
“หลิวเหิงช่างไร้หัวคิด กล้าปฏิเสธข้อเสนอของข้า! ไปบอกเซียงเอ๋อร์ด้วยว่าหากนางไม่ชอบใจหวงเฟิ่งหลินข้าจะหาคนอื่นให้นาง การหมั้นหมายดูตัวปล่อยให้เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ สิ่งที่พ่อแม่ตัดสินใจย่อมเป็นประโยชน์ต่อนางที่สุดแล้ว”
เมื่อสวีเฉิงผิงได้ยินว่าหลิวเหิงปฏิเสธจริง ๆ เขาก็ทั้งโกรธและสบถออกมา “ไอ้สารเลวนั่น มีตาแต่ไร้แววจริง ๆ!” จากนั้นก็กล่าวกับบิดาของตนต่อ “ท่านพ่อ ในเมื่อเด็กนั่นโอหังถึงเพียงนี้ เหตุใดจึงไม่ทำตามแผนเดิมเล่าขอรับ ส่งมันไปทำงานใหญ่เพื่อจัดการเสีย”
ใต้เท้าสวีรับคำในลำคอ “อืม” จากนั้นก็คิดอยู่ครู่หนึ่ง “ล่วงเข้าเดือนสิบสองเมื่อไหร่ จะมีงานมากมายที่ต้องจัดขึ้นช่วงฤดูใบไม้ผลิ”
สวีเฉิงผิงกลับมาที่สวนหลังบ้านด้วยความโกรธ เมื่อเห็นฮูหยินสวี เขาก็โกรธมากขึ้นอย่างอดไม่ได้ “ไอ้เด็กที่ลูกอยากได้เป็นคู่ครองคนนั้น ทำเอาข้าวุ่นวายไปหมด น่าอับอายขายหน้าเหลือเกิน!”
“สามี ท่านหมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ” ฮูหยินสวีสับสนเล็กน้อย
สวีเฉิงผิงเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้นางฟัง “เพื่อที่จะเอาอกเอาใจหลิวเหิง ท่านพ่อถึงกับแนะนำมันให้ไปทำงานเป็นรองเจ้าหอกวงลู่ด้วยตัวเอง ท่านถึงกับยอมลดตัวมาสนับสนุนให้ได้ทำงานสบาย ๆ และรับผลประโยชน์มากมาย แต่ดูสิ่งที่มันตอบแทนท่านพ่อสิ ช่างยโสโอหัง!”
“สามี ถ้าเช่นนี้…”
“เลิกสนใจจะดองกับคนเช่นนั้นได้แล้ว! เราต้องหาคนอื่นมาเป็นลูกเขยแทน” สวีเฉิงผิงสงบอารมณ์โกรธลงไปครู่หนึ่ง “ท่านพ่อรับปากว่าจะตามหาชายคนอื่นให้ เจ้าต้องเกลี้ยกล่อมลูกว่าสิ่งที่พ่อแม่เลือกให้ย่อมเป็นสิ่งที่ดีและเหมาะสมต่อนางที่สุด อย่าใจอ่อนเมื่อเห็นว่าเซียงเอ๋อร์ไม่สบาย เจ้าเป็นมารดาที่ใจอ่อนเกินไปแล้ว หากเรื่องที่นางล้มป่วยเพราะชายที่มีคู่หมั้นแล้วแพร่งพรายออกไป ก็มีแต่จะเสื่อมเสียกันทั้งหมด”
เมื่อหลิวเหิงปฏิเสธด้วยตนเองเช่นนี้ ฮูหยินสวีก็เข้าใจทันทีว่าไม่มีทางที่ทุกอย่างจะเป็นไปตามที่ความปรารถนาของบุตรสาวได้อีกแล้ว
นางไปยังเรือนของสวีหยวนเซียง เดินเข้าไปด้านในอย่างเงียบ ๆ และพบว่าบุตรสาวกำลังนั่งปักผ้าอยู่ในห้องบุปผา
ภายในห้องอบอุ่นนุ่มนวลราวกับอยู่ในฤดูใบไม่ผลิ สวีหยวนเซียงเพ่งความสนใจไปที่การปักผ้าเช็ดหน้าเป็นลวดลายผีเสื้อ รุ่ยอี้อยู่ข้าง ๆ นาง ไม่รู้ว่าทั้งคู่กำลังสนทนากันเรื่องอะไร แต่เห็นว่าบุตรสาวหน้าแดงระเรื่อ
เมื่อสวีหยวนเซียงเห็นว่ามารดามาที่นี่ จึงรีบลุกขึ้นยืนและเอ่ยทักทาย
ฮูหยินสวีเข้าไปหาบุตรสาว เอาผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาดู “ฝีมือเย็บปักของลูกพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ เลยนะ”
“เป็นท่านแม่ที่ช่วยสั่งสอนลูกเจ้าค่ะ” หญิงสาวคว้าผ้าเช็ดหน้าคืนมาแล้ววางไว้ที่โต๊ะข้างตัว
ฮูหยินสวีอดไม่ได้ที่จะจมดิ่งอยู่ในห้วงความคิด นี่ไม่เพียงแต่เป็นการปักลายผีเสื้อและดอกไม้ให้สวยงาม แต่มันเต็มไปด้วยความพึงพอใจของบุตรสาวที่มีต่อบางสิ่งอย่างชัดเจน
“เซียงเอ๋อร์ แม่มีเรื่องต้องบอกเจ้า”
“ท่านแม่…” สวีหยวนเซียงเห็นสีหน้าเคร่งเครียดของมารดาก็รู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา นางรับรู้ได้โดยสัญชาตญาณว่านั่นเป็นข่าวร้ายที่ตนไม่อยากได้ยินเป็นแน่
ฮูหยินสวีแข็งใจเล่าเรื่องที่ได้ยินจากสวีเฉิงผิงทั้งหมดให้บุตรสาวฟัง และเริ่มเกลี้ยกล่อม “เพื่อให้เจ้าสมปรารถนา ท่านปู่ถึงขั้นยอมลดตัวลงไปมาก ไม่สนใจแม้จะกลายเป็นขี้ปากชาวบ้าน แต่เด็กคนนั้นก็ยังปฏิเสธ เช่นนี้แล้วเจ้าก็อย่าสนใจในตัวเขาอีกเลย”
…เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ไปได้ สวีหยวนเซียงจนปัญญา เมื่อเขาปฏิเสธเช่นนี้แล้ว ท่านปู่กับท่านพ่อก็คงไม่ยอมช่วยนางอีกต่อไปเช่นกัน หญิงสาวเกาะแขนมารดาแน่น เอ่ยด้วยริมฝีปากสั่นเทา “ท่านแม่ …ท่านแม่ได้โปรดช่วยลูกด้วยนะเจ้าคะ”
เมื่อเห็นท่าทีสิ้นหวังเช่นนี้ ฮูหยินสวีก็นึกอยากจะตบบุตรสาวเพื่อเรียกสติสักครั้ง ในเมื่อผู้ชายปฏิเสธการดูตัวเช่นนี้แล้ว จะยังเซ้าซี้ขอแต่งงานกับเขาอีกต่อไปได้อย่างไร
“หากเขาทำเช่นนี้… หากเขาตัดสินใจเช่นนี้อนาคตของเขาจะต้องหมดสิ้นแน่ ลูกไม่สามารถทนเห็นเขาถูกทำลายชีวิตลงเช่นนี้ได้ อย่างไรก็ตาม… อย่างไร เด็กคนนั้น… ท่านแม่เจ้าคะ ลูกอยากไปพบเหยียนซี”
“เจ้าพูดไร้สาระอะไรอยู่!” ฮูหยินสวีรู้สึกว่าบุตรสาวเสียสติไปแล้วจริง ๆ
“ท่านแม่เจ้าคะ ครั้งสุดท้ายแล้วเจ้าค่ะ ลูกจะไม่ขออะไรอีกแล้ว โปรดช่วยให้ลูกได้พบเหยียนซีด้วย… หากเหยียนซีรักใคร่ในตัวหลิวเหิงจริง ๆ นางก็ควรจะจากไปเสียเพื่ออนาคตของเขา”
“แล้วเจ้าจะทำอย่างไรหากไปพบนางแล้วได้รับการปฏิเสธกลับมาอีก” ฮูหยินสวีถามด้วยน้ำเสียงลุ่มลึก
“เช่นนั้น… เช่นนั้น… ลูกจะเชื่อฟังท่านแม่ทุกอย่าง จะไม่ร้องขอสิ่งใดอีกแล้วเจ้าค่ะ” สวีหยวนเซียงตอบอย่างแน่วแน่
ฮูหยินสวีมองบุตรสาวด้วยแววตาซับซ้อนแล้วพยักหน้า “ตกลง แม่จะช่วยเจ้า รออยู่ที่จวนก่อน อย่างเพิ่งทำสิ่งใด”
เนื่องจากบุตรสาวยังคงปฏิเสธที่จะยอมแพ้ นางจึงตัดสินใจที่จะช่วยด้วยการให้เด็กสาวได้พบเหยียนซีตามคำขออีกสักครั้ง
พริบตาเดียวก็ถึงปลายเดือนสิบเอ็ด บรรยากาศของงานเทศกาลในเมืองหลวงเริ่มปรากฏขึ้น
ในช่วงปลายปี ราชสำนักจะมีการถวายเครื่องบูชาฟ้าดิน บรรพบุรุษ รวมถึงเทพเซียนต่าง ๆ อีกทั้งยังมีงานเฉลิมฉลองที่ลานหน้าวังหลวงในนามของจักรพรรดิ ทุกคนที่หอกวงลู่ต่างยุ่งจนเท้าแทบไม่ติดพื้น
และทุกคนก็ได้เห็นว่าหลิวเหิงคงจะหมดสิ้นความโปรดปราณจากผู้ใหญ่เสียแล้ว
ปกติแล้วงานของหลิวเหิงจะเป็นงานสบายและได้ผลประโยชน์มากที่สุด เป็นเพียงคนเบื้องหลังที่จัดการธุระพูดคุยเท่านั้น ส่วนคนอื่น ๆ จะเป็นผู้ออกหน้าจัดการเรื่องการจับจ่ายตามที่เขาสั่งการ
แต่คราวนี้ ทั้งถ้วยชาม เงิน ทองคำ หยก และของตกแต่งต่าง ๆ ที่ส่งมอบกันในช่วงปลายปี หลิวเหิงต้องเป็นผู้ดูแลรายการข้าวของทั้งหมดของหอกวงลู่ ชายหนุ่มฝังตัวอยู่ที่คลังตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ทว่าก็ไม่สามารถสะสางงานทั้งหมดได้จนฟ้ามืด หากไม่ใช่เพราะความใจกว้างเป็นมิตรกับผู้คนก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่หลายคนคงไม่ยื่นมือเข้าไปช่วย และเขาคงจะต้องยุ่งมากกว่านี้เสียด้วยซ้ำ
หลังจากตรวจรับของทั้งหมดในวันนี้เรียบร้อยแล้ว ระหว่างที่หลิวเหิงกำลังออกจากหอกวงลู่ รองเจ้าหอหนุ่มก็รู้สึกว่าสองขาชาไปหมดราวกับไม่ใช่ขาตนเอง แทบจะก้าวเดินไม่ออก
เหยียนซีเห็นว่าเขาเหนื่อยล้ามาก และสองขาของชายหนุ่มก็ยังสั่นเทาเมื่อกลับถึงเรือน ดังนั้นเด็กสาวจึงไม่สนใจคำห้ามปรามของอีกฝ่าย ส่งรถม้าไปรับกลับบ้านทุกวันหลังเลิกงาน
ในช่วงเทศกาลล่าปา*[1] หลังจากเลิกงาน เหยียนเฟิงก็ช่วยประคองผู้เป็นนายออกมาจากรถม้า
เทศกาลล่าปาทุกครั้ง จักรพรรดิมักจะพระราชทานโจ๊กล่าปาเพื่อความเป็นศิริมงคล หอกวงลู่จึงวุ่นอยู่กับการเตรียมงาน หลิวเหิงไม่เพียงแต่มีหน้าที่ตรวจสอบสิ่งต่าง ๆ เท่านั้น แต่ยังต้องไปช่วยส่งโจ๊กอีกด้วย กว่าโจ๊กทั้งหมดจะถูกส่งจนครบ เขาก็ต้องเดินทางเข้าออกหอกวงลู่นับครั้งไม่ถ้วน
เมื่อลงจากรถม้าได้แล้ว เขาก็ส่งสัญญาณให้เหยียนเฟิงปล่อยมือ ตั้งใจจะเดินกลับบ้านโดยเหยียดหลังตรงเชิดหน้าดังเช่นปกติ
ทว่าเมื่อมองด้านหน้า ก็พบว่าเหยียนซียืนอยู่ที่ประตู ขมวดคิ้วมองมาทางเขา
“ซีเอ๋อร์ เหตุใดจึงออกมายืนอยู่ตรงนี้เล่า วันนี้อากาศหนาวมากเสียจนเท้าข้าชาเพราะความเย็น หากไม่มีเสี่ยวเฟิงช่วยคงไม่มีแรงออกจากรถม้าเสียแล้ว” หลิวเหิงก้าวเข้าไปหานางด้วยรอยยิ้ม “จากนี้เจ้าช่วยทำเกี๊ยวน้ำเตรียมไว้ในรถม้าให้ข้าเสียหน่อย จะได้ช่วยคลายความหนาวในเมืองหลวงนี้ลงบ้าง”
“พรุ่งนี้ข้าจะเตรียมให้ท่านเองเจ้าค่ะ” เหยียนซีมองใบหน้ายิ้มแย้มของเขาและกลืนคำพูดมากมายลงไปในคอ “ข้าทำโจ๊กล่าปาหม้อใหญ่ไว้แล้ว รอให้ทุกคนมากินด้วยกัน เหยียนเฟิง ผู้เฒ่าหวูโถว และท่านก็ด้วย รีบเข้าบ้านมาเถิดเจ้าค่ะ”
เธอว่าพลางหันหลังเข้าบ้าน ตรงไปที่ครัว หลิวเหิงมองนางแล้วเดินตามไปพลางถามอย่างระมัดระวัง “ซีเอ๋อร์ เจ้า… เจ้าไม่สบายใจเรื่องอะไรอยู่หรือไม่”
“จะให้ข้าสบายใจได้อย่างไรเจ้าคะ”
“ตอนนี้ข้ามีงานการที่ดีแล้ว แม้จะยุ่งมาก แต่ก็ไม่ต้องเป็นห่วง …ชีวิตที่หอกวงลู่ก็ถือว่าไม่เลวเลย” หลิวเหิงไม่เห็นสีหน้าของเหยียนซีที่เดินนำหน้าอยู่ ดังนั้นจึงอธิบายอย่างระมัดระวัง “ข้าไม่มีทางปิดเรื่องใดจากเจ้า ไม่ต้องเป็นห่วง หากมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นข้าจะบอกเจ้าแน่นอน”
เหยียนซีรู้สึกเศร้าใจเล็กน้อยที่เห็นสีหน้าเหนื่อยล้า แต่ยังเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังของเขา เธอเองก็ไม่ต่างจากหลิวเหิง ที่ไม่คาดว่าตระกูลสวีจะต้องการให้เขาแต่งงานจริง ๆ แม้ชายหนุ่มจะปฏิเสธเรื่องนั้นทันที แต่ก็ยังทำให้เด็กสาวรู้สึกอึดอัดอยู่เล็กน้อย “พี่เอ้อร์หลาง หากท่านยอมดูตัวแต่งงานกับคุณหนูตระกูลเฉิน …ก็คงไม่ต้องทำงานหนักมากเช่นนี้ใช่หรือไม่เจ้าคะ”
“หากข้าแต่งงานกับคุณหนูตระกูลเฉิน ก็คงได้ตายในคุกไปนานแล้ว เพราะคงไม่มีใครไปร้องทุกข์ที่วังหลวงเพื่อข้า” เมื่อได้ฟังคำพูดของเหยียนซี เขาก็กังวลใจขึ้นมา ชายหนุ่มโอบไหล่เล็กของเด็กสาวเข้าไปใกล้ ๆ “ซีเอ๋อร์ ข้าไม่เคยเสียใจเลยที่เลือกเจ้า ไม่จำเป็นที่เจ้าจะต้องรู้สึกผิดต่อข้า ข้าต่างหากที่ต้องรู้สึกผิดต่อเจ้า เข้าใจหรือไม่”
เหยียนซีรับคำในลำคอ เอาช้อนคันใหญ่ออกมาเตรียมจะยกชามโจ๊กมาวางที่โต๊ะ
หลิวเหิงผ่อนคลายอิริยาบถ ทิ้งความเป็นขุนนางลง และซบหลังเหยียนซี “ซีเอ๋อร์ ข้ามีความสุขมากทุกครั้งที่กลับมาบ้านแล้วเห็นว่ามีเจ้ารออยู่ ข้ารู้สึกว่ามันเป็นพรจากสวรรค์ มันเป็นโชคชะตาที่ท่านแม่พาเจ้ากลับมาด้วยกันวันนั้น ท่านแม่ย้ำเสมอว่าเจ้าคือดาวนำโชคของบ้านเรา”
“ดาวนำโชคอะไรกันเล่าเจ้าคะ ท่านไปล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นเสียก่อน แล้วเตรียมตัวมากินโจ๊กด้วยกันเถิด” เหยียนซีพลันคิดถึงนางหวัง เธอเอ่ยด้วยเสียงแผ่วเบา ง่วนอยู่กับการเตรียมโจ๊กด้วยความรู้สึกฉุนที่จมูกและน้ำตารื้นขึ้นมา
อากาศที่เมืองหลวงหนาวมากจริง ๆ หากเป็นที่หมู่บ้านหยางซาน ในช่วงเวลาเช่นนี้คงจะอบอุ่นกว่าเป็นอย่างมาก
[1] เทศกาลล่าปา เป็นเทศกาลที่จัดขึ้นเพื่อบูชาและเซ่นไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ขอให้มีโชคลาภ ชีวิตยืนยาว และแคล้วคลาดปลอดภัย มักจะเซ่นด้วยสัตว์ที่ล่ามาได้ ส่วนใหญ่ในเทศกาลนี้มักจะกินล่าปาโจว ซึ่งเป็นโจ๊กที่ทำมาจากธัญพืชอย่างน้อย 8 อย่าง