ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 254 หลิวเหิงปฏิเสธน้ำใจ
บทที่ 254 หลิวเหิงปฏิเสธน้ำใจ
มีความขัดแย้งเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ชายแดนอยู่เป็นประจำทุกปี แต่อย่างมากก็เป็นเพียงการเผชิญหน้ากับทหารม้าของเป่ยหรงเพียงไม่กี่ร้อยที่ลักลอบเข้ามาในอาณาเขตเท่านั้น ซึ่งไม่นับว่าเป็นเรื่องใหญ่โตเท่าไรนัก ที่ผ่านมาแคว้นเว่ยค่อนข้างที่จะสงบสุข
เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ยามที่สงครามมีทีท่าว่าจะเกิดขึ้นที่ตอนเหนือ ผู้คนในเมืองหลวงจึงอยู่ในอาการตื่นตระหนก ในหมู่ชาวบ้าน มีไม่น้อยที่เริ่มพูดคุยกันเองว่าอันอ๋องผู้ซึ่งนำทัพไปปราบปรามเป่ยหรงเมื่อสิบกว่าปีก่อนได้สำเร็จ จะเป็นการดีหรือไม่หากอีกฝ่ายได้กลับมาทำทัพอีกครั้ง
เมื่อจักรพรรดิเทียนฉีทรงทราบข่าวลือเช่นนี้ ราชสำนักก็ราวกับมีไฟที่ลุกโหมอยู่ภายใน หลังจากนั้นพระองค์ก็ประชวรอย่างกะทันหันเนื่องจากอากาศหนาวเย็น
ด้วยเหตุนี้ หอกวงลู่จึงต้องยกเลิกงานจัดเลี้ยงไปหลายครั้ง แม้แต่พิธีบวงสรวงเข้าสู่ฤดูหนาวองค์จักรพรรดิเทียนฉีก็รับสั่งให้เฉิงจวิ้นอ๋องทำหน้าที่บูชาฟ้าดินและสุสานหลวงแทน เทียบได้กับเป็นการเปิดเผยว่าที่รัชทายาทอย่างเป็นทางการต่อทุกฝ่าย
ทุกคนคาดเดากันว่าเฉิงจวิ้นอ๋องคงจะได้เป็นรัชทายาทเมื่อเข้าฤดูใบไม้ผลิ
จากการคาดเดาเช่นนี้ ทุกคนจึงพากันพูดถึงเรื่องราวของตำแหน่งรัชทายาท และสนใจเรื่องของอันอ๋องน้อยลง
คืนหนึ่งใต้เท้าสวีได้พบกันผู้ส่งสารของอันอ๋องอีกครั้ง
คราวนี้เขาเป็นชายสวมชุดชาวบ้านทั่วไป
ทันทีที่ได้พบใต้เท้าสวี อีกฝ่ายก็ค่อมศีรษะและทำความเคารพ จากนั้นก็ส่งสารจากอันอ๋องให้เขาอีกครั้ง “ใต้เท้า นายท่านของข้าน้อยได้ยินมาว่าบุตรสาวและบุตรเขยของใต้เท้าอยู่ที่เฉิงโจว ดังนั้นจึงได้สั่งให้คนดูแลทั้งคู่เป็นพิเศษ แม้สงครามจะเกิดขึ้นในคราวนี้ บุตรสาวและบุตรเขยของใต้เท้าจะปลอดภัยทั้งคู่ขอรับ”
ใต้เท้าสวีมีอาการสงบนิ่งแล้วเอ่ยขึ้น “ขอบคุณท่านอ๋องที่ห่วงใย ทุกวันนี้แผนการคลังของราชสำนักเข้มงวดมาก เงินเดือนของทหารที่เราสามารถจัดสรรไปได้มีเพียงห้าแสนตำลึงเท่านั้น เงินล้านตำลึงที่ท่านอ๋องต้องการคงจะเกินกำลังของข้ามากเกินไป”
“นายท่านของข้าน้อยเข้าใจดี ท่านอัครเสนาบดีไม่ต้องกังวลขอรับ”
ใต้เท้าสวีไม่อาจรู้ได้ว่าอันอ๋องไปสมคบกับพวกเป่ยหรงหรือไม่ เป็นไปได้หรือไม่ว่ากองทัพที่ชายแดนทั้งหมดตกอยู่ภายใต้อำนาจของอันอ๋องทั้งสิ้น แต่หากสามารถสั่งการทหารทั้งหมดที่ชายแดนได้จริง แล้วเหตุใดจึงไม่สั่งการให้เดินทัพมาโจมตีเมืองหลวงเสียเลยเล่า
เขาไตร่ตรองดูแล้วก็คิดว่าอันอ๋องอาจไม่สามารถควบคุมกองกำลังที่ชายแดนได้ แต่คงจะมีกำลังพลของตนเองที่อยู่ทางเหนือเท่านั้น
ช่วงนี้ที่ข่าวลือทั้งหมดถูกสยบไปด้วยความเป็นไปได้ในการแต่งตั้งองค์รัชทายาทเสียแล้ว
ฝ่าบาททรงเป็นคนเด็ดขาด อันอ๋องอาจจะตกอยู่ในอันตรายหากเขาไม่รีบไปจากที่นี่
“ข้าสงสัยว่าท่านอ๋องมีแผนจะแก้สถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกเช่นนี้อย่างไร” เขาหวังว่าอันอ๋องจะหาทางออกไปจากเมืองหลวงให้เร็วที่สุด
“นายท่านของข้าน้อยออกจากเมืองหลวงเมื่อวานนี้ พร้อมกับทัพที่ขนส่งอาหารและค่าจ้างทหารที่เดินทางขึ้นเหนือขอรับ” ผู้มาเยือนแจ้งข่าวอย่างใจเย็น
ในที่สุดใต้เท้าสวีก็มีท่าทีเปลี่ยนไป “เช่นนั้นแล้วที่ศาลหลวง…”
“แน่นอนว่านายท่านของข้าน้อยมีวิธีจัดการเรื่องนั้น ใต้เท้า ครั้งนี้จะมีการแจกจ่ายเงินเพียงสองแสนตำลึงเท่านั้น ต้องรบกวนใต้เท้าช่วยเหลือสำหรับเงินและอาหารที่เหลือด้วยขอรับ”
“ข้าจะพยายามให้เต็มที่” ใต้เท้าสวีตอบอย่างไม่มั่นใจนัก นับว่าเป็นภาพที่หาดูได้ยากทีเดียว
เขาและอันอ๋องเคยพบกันตั้งแต่ก่อนที่จักรพรรดิเทียนฉีจะได้ขึ้นครองราชย์ ทว่าหลายปีผ่านไป อันอ๋องกลับกลายเป็นผู้ที่คาดเดาความเคลื่อนไหวได้ยากกว่าก่อนหน้านี้เสียอีก ไม่คิดเลยว่าคนที่วางตนอย่างเงียบเชียบในสถานะต่ำต้อยอยู่หลายปีจะคิดการใหญ่ขึ้นในเวลานี้
เขาเป็นคนใช้ชีวิตเพื่อแสวงหาความมั่งคั่งและเกียรติยศมาโดยตลอด เผชิญหน้ากับอันตรายมานับไม่ถ้วน แต่ก็ยังดำรงตำแหน่งหัวหน้าราชเลขา เป็นอัครเสนาบดีอาวุโสหน้าพระที่นั่งมานานกว่าสิบปี คราวนี้เมื่อถึงเวลาที่ต้องเดิมพันกับอันอ๋องอีกครั้งจึงเริ่มลังเลไม่น้อย
ทว่าอันอ๋องเป็นคนที่มีหลักฐานว่าเขามีส่วนเกี่ยวข้องในเหตุการณ์เขื่อนแตกที่ฝูโจวในปีนั้น ซึ่งเป็นจดหมายที่เขียนด้วยลายมือของเขาเอง
หากเรื่องนี้ถูกเปิดเผย เกรงว่าแม้จะหาคนมารับผิดแทนอีกร้อยคน ก็ยังไม่อาจรอดพ้นจากความผิดไปได้
ผู้มาเยือนไม่ได้สนใจท่าทีลังเลราวกับกำลังต่อสู้กับตนเองในใจของใต้เท้าสวี หลังจากพูดทุกอย่างจบแล้วเขาก็เพียงทำความเคารพและจากไปทันที
ใต้เท้าสวีนอนไม่หลับทั้งคืนอีกครั้ง วันรุ่งขึ้นก็ยังไม่มีข่าวว่าอันอ๋องหายตัวไปจากศาลหลวง หลังจากคิดเรื่องนี้สักพักเขาก็เรียกหาหลู่เซินเพื่อสั่งการบางอย่าง
หลิวเหิงไม่คิดว่าใต้เท้าสวีจะเปลี่ยนใจมาชื่นชอบในตัวเขาหลังจากที่มีเรื่องกันมาหลายปี
ชายหนุ่มคาดการณ์ว่าต้องมีสาเหตุบางประการที่ทำให้ใต้เท้าสวีเลื่อนตำแหน่งให้ตน แต่ไม่คิดว่าจะเป็นเรื่องไร้สาระเช่นนี้ วันนี้เขาพบว่าใต้เท้าสวีต้องการทาบทามให้ตนไปเป็นหลานเขย
ความเกลียดชังของเขาที่มีต่อตระกูลสวีนั่นหนักหนา ทว่าสวีถิงจือกลับมีความคิดไร้สาระเช่นนี้ขึ้นมาได้ เป็นไปได้อย่างไรกัน
เขาคิดถึงเว่ยหวนขึ้นมา นี่มันไม่ต่างอะไรจากตอนที่อีกฝ่ายทิ้งมารดาตนไปไม่ใช่หรือ หลิวเหิงโกรธจนรู้สึกถึงความร้อนรุ่มในอก
หลู่เซินเรียกหลิวเหิงไปที่ภัตตาคารเพื่อดื่มด้วยกันในห้องส่วนตัว เมื่อเห็นท่าทางสับสนอันเป็นภาพที่หาได้ยากของชายหนุ่ม เขาก็ยิ้มแล้วเอ่ยขึ้น “รองเจ้าหอหลิว เจ้าแกล้งทำเป็นไม่เข้าใจอยู่หรือ ที่จริงแล้วเจ้าเป็นคนฉลาด ควรจะเข้าใจว่าข้ากำลังหมายถึง…”
หลิวเหิงคิดว่าเขาคงเข้าใจผิดไปเอง จึงได้แสดงท่าทีเช่นนั้นออกมา “ใต้เท้าหลู่ ข้าไม่เข้าใจจริง ๆ ขอรับ สิ่งที่ท่านหมายถึงอาจจะลึกซึ้งเกินไปเสียหน่อย ท่านสามารถอธิบายเพิ่มเติมได้อีกหรือไม่ขอรับ…”
“รองเจ้าหอหลิวเป็นคนหลักแหลม ยังต้องคิดอะไรอีกเล่า ท่านอัครเสนาบดีมักจะชื่นชอบคนมีความสามารถ และเต็มใจที่จะละทิ้งเรื่องขุ่นเคืองใจในอดีตเพื่อสร้างความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับรองเจ้าหอหลิว …เจ้าก็น่าจะรู้ มีคนมากมายที่พยายามแสวงหาโอกาสดี ๆ เช่นนี้ แต่ท่านอัครเสนาบดีได้เลือกที่จะมอบสิ่งนี้ให้รองเจ้าหอหลิวแล้ว”
“ข้าหมั้นแล้วขอรับ”
“รองเจ้าหอหลิว อย่าเพิ่งวู่วามปฏิเสธ เท่าที่ข้ารู้ คู่หมั้นของเจ้าเป็นเพียงหญิงสาวชาวบ้าน มารดาเจ้าซื้อนางมาเพื่อทำพิธีปัดเป่าสิ่งอัปมงคลให้เจ้าเท่านั้น รองเจ้าหอหลิว เจ้าจะนำนกยูงทองไปแลกกับนกกระจอกหรือ การเก็บรักษาเมล็ดงา แต่ต้องสูญเสียเมล็ดแตงทองไม่ใช่สิ่งที่บัณฑิตจะเลือกทำเลย”
หลู่เซินค่อย ๆ จิบสุราแล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ใต้เท้าสวีชื่นชอบเจ้ามาก หากสตรีชาวบ้านผู้นั้นไม่ต้องการแยกจากเจ้า เจ้าก็สามารถรับนางเป็นอนุได้ นางก็จะได้อยู่เคียงข้างเจ้าไปชั่วชีวิต”
รับเหยียนซีเป็นอนุอย่างนั้นหรือ
หลิวเหิงไม่ต้องการเสวนากับคนผู้นี้อีกต่อไปแล้ว เขาหน้าแดงก่ำลุกขึ้นและพูดอย่างเคร่งขรึม “ข้าหลิวเหิง เป็นผู้ที่มีความละอายต่อฟ้าดิน ข้าจะไม่มีวันทรยศคุณธรรมในใจเพื่อผลประโยชน์อื่นใดเด็ดขาดขอรับ คู่หมั้นของข้าเป็นคู่ครองที่ท่านแม่เลือกให้ด้วยตัวเองตั้งแต่นางยังมีชีวิตอยู่ นางเป็นสตรีที่มีความอ่อนโยน มีคุณธรรม และสามารถดูแลจัดการบ้านของเราได้เป็นอย่างดี ข้าเป็นบุรุษที่โชคดีเหลือเกินที่มีชะตาต้องกับว่าที่ภรรยาที่ดีเช่นนี้ ข้าไม่อาจรับข้อเสนอจากใต้เท้าสวี และทำผิดต่อตนเองกับว่าที่ภรรยาเช่นนี้ได้ขอรับ”
เขาตอบพร้อมสะบัดแขนเสื้อ หมุนตัวออกไปจากร้าน
หลู่เซินไม่คาดว่าหลิวเหิงจะละเลยมารยาทและจากไปทันทีที่พูดจบเช่นนี้ เมื่อเปิดประตูห้องส่วนตัวในภัตตาคารออกมา ชายหนุ่มก็พบคนคุ้นเคยหลายคนที่ร่วมงานกันมา เห็นได้ชัดว่าพวกเขาที่กำลังนั่งดื่มอยู่ต่างสีหน้าเปลี่ยนไป เมื่อเห็นเขาเดินจากไปและพากันแอบดูอย่างสนใจ
เมื่อหลู่เซินออกไปแล้ว ขุนนางหลายคนต่างมองหน้ากันและตระหนักได้ว่าพวกเขารู้เรื่องน่าสนใจเข้าแล้ว หลิวเหิงได้รับการสนับสนุนจากใต้เท้าสวีจริง ๆ และสาเหตุก็คือใต้เท้าต้องการทาบทามเขาให้แต่งงานกับหลานสาวตนเอง
แต่ท่าทีเช่นนั้น… หมายความว่าหลิวเหิงปฏิเสธไปจริง ๆ งั้นหรือ
ชายหนุ่มเป็นคนที่ถูกละเลยเสมอในสำนักฮั่นหลิน ทว่าที่สามารถไปใช้ชีวิตรุ่งเรืองที่หอกวงลู่ ทำงานอย่างสบาย และร่ำรวยขึ้นมาได้ก็เพราะการสนับสนุนจากคนใหญ่คนโต เช่นนั้นหลิวเหิงกล้าปฏิเสธโอกาสงาม ๆ เช่นนี้ไปจริงหรือ?
ทุกคนบอกลากันโดยไม่ได้พูดอะไร ทว่าเมื่อได้พบกับสหาย ขุนนางเหล่านั้นก็อดไม่ได้ที่จะแบ่งปันเรื่องที่ได้รู้มา
หลังจากที่หลู่เซินออกไปจากภัตตาคาร เขาก็รีบไปที่จวนตระกูลสวีและถ่ายทอดทุกคำพูดของหลิวเหิงแก่ใต้เท้าสวีทันที
“เขาพูดเช่นนี้จริงหรือ”
“ขอรับใต้เท้า ข้าไม่คิดจริง ๆ ว่าหลิวเหิงจะเพิกเฉยต่อคำทาบทามและละทิ้งความตั้งใจดีของท่านไปเช่นนี้”
“ไม่รู้จักมีหัวคิดเอาเสียเลย!”
“ใต้เท้า ใจเย็นก่อนขอรับ ไม่คุ้มค่าที่จะต้องเสียสุขภาพเพราะเรื่องเช่นนี้ …ข้าคิดว่าหลิวเหิงเข้าใจถึงสถานการณ์ของตนเองในยามนี้แน่นอน แต่ก็ไม่คาดว่าเขาจะเป็นคนเสียสติเช่นนี้ ยังโชคดีที่เขายังอยู่ใต้ปีกท่านในหอกวงลู่” จากนั้นเจ้าหอหลู่ก็กล่าวแนะนำออกไปอีกสองสามคำ