ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 252 พบกับใต้เท้าสวี
บทที่ 252 พบกับใต้เท้าสวี
หลังจากเข้าหอกวงลู่ในช่วงเช้า หลู่เซินเจ้าหอกวงลู่ก็พาหลิวเหิงไปที่ทำการเน่ย์เก๋อและขอพบสวีถิงจือ
หลิวเหิงยืนอยู่หน้าประตูและมองที่นี่ด้วยความรู้สึกหลากหลาย เรือนบริเวณนี้ดูตัดกับพื้นหลังที่เป็นกำแพงวังหลวงอันสง่างาม มันดูโดดเด่นแม้จะโทรมไปบ้างก็ตาม ที่นี่คือศูนย์กลางอำนาจสูงสุดแห่งแคว้นเว่ย มีคำสั่งมากมายของบ้านเมืองถูกนำมาหารือและตัดสินใจที่นี่
เป้าหมายสูงสุดของชีวิตขุนนางคือการได้เข้ามาในสถานที่แห่งนี้ และได้เป็นส่วนหนึ่งของเน่ย์เก๋อ ผู้เป็นราชเลขาทั้งห้าของจักรพรรดิ
เมื่อเดินเข้าไปในเรือนก็พบว่ามีโต๊ะขนาดใหญ่ห้าตัว วางอยู่สามด้าน นอกจากนี้ก็ยังมีโต๊ะเล็ก ๆ อยู่ด้านหลังอีกเป็นจำนวนมาก คนที่นั่งอยู่กำลังคร่ำเคร่งกับหน้าที่ของตน ที่นี่เป็นสถานที่หารือเรื่องฎีกาต่าง ๆ ของห้าขุนนางอาวุโส
หลู่เซินเดินนำหลิวเหิงเข้าไปทางปีกอาคารด้านซ้ายซึ่งมีชายชราร่างผอมนั่งอยู่
“ข้าน้อยมาที่นี่เพื่อแสดงความเคารพท่านอัครเสนาบดีขอรับ” หลู่เซินเอ่ยทักทายอย่างรวดเร็ว
หลิวเหิงเหลือบมองเขา สูดหายใจเข้าลึก ๆ สงบอารมณ์ที่ปั่นป่วนอยู่ในอก จากนั้นก็โค้งคำนับ “ข้าน้อยหลิวเหิง ยินดีที่ได้พบท่านอัครเสนาบดีขอรับ”
นี่ถือเป็นครั้งแรกที่เขาได้พบกับสวีถิงจือ นับตั้งแต่มารดาเสียชีวิต เมื่อรับรู้ถึงตัวตนของตระกูลสวี ในที่สุดวันนี้เขาก็ได้มายืนอยู่หน้าชายผู้นี้จริง ๆ
ไม่ว่าเขาจะเกลียดตระกูลสวีหรือชายผู้นี้มากเพียงใด ตอนนี้หากไม่สามารถฆ่าอีกฝ่ายได้ก็ต้องอ่อนน้อมเข้าไว้ ตามตำราประวัติศาสตร์ที่อ่านมานั้น หานซิ่น*[1]ก็จำต้องทนต่อความอัปยศอดสูก่อนที่จะกลับมายิ่งใหญ่เช่นกันไม่ใช่หรือ
ใต้เท้าสวียืนขึ้นด้วยตนเองและจับแขนของหลิวเหิงไว้ “รองเจ้าหอหลิว ไม่ต้องมากพิธีรีตองเกินไปนัก ความจริงแล้วข้าเองก็ต้องขอโทษเจ้าด้วยเช่นกัน”
หลิวเหิงมีสีหน้าประหลาดใจในทันที “เหตุใดท่านจึงเอ่ยเช่นนี้ขอรับ”
ใต้เท้าสวีเองก็มองหลิวเหิงอย่างประหลาดใจ เพราะไม่เห็นแววขอความเกลียดชังจากชายหนุ่มเลยแม้แต่น้อย เด็กหนุ่มผู้นี้ ไม่รู้เลยรึว่าความจริงแล้วสวีอวี้หรงเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการตายของนางหวัง …ดังนั้นความบาดหมางที่หลิวเหิงมีกับตระกูลสวีจึงเป็นเพียงเรื่องสูตรลับนั่นใช่หรือไม่
อัครเสนาบดีคิดเรื่องนี้อยู่ในใจ ก่อนจะถอนหายใจออกมาและพูดขึ้น “น้องชายไม่ได้เรื่องของข้าพยายามใส่ร้ายเจ้าด้วยตำรับยาสองแผ่นนั่น โชคดีที่เจ้าที่เป็นผู้บริสุทธิ์ ทั้งยังฉลาดหลักแหลม จึงสามารถเอาตัวรอดมาได้ ตอนนี้น้องชายข้าก็ได้รับโทษตามกฎหมายแล้ว…”
“ท่านอัครเสนาบดียังคงรู้สึกผิดเรื่องนี้อยู่หรือขอรับ ทั้ง ๆ ที่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อนแท้ ๆ” หลู่เซินพูดด้วยความประหลาดใจ “ท่านไม่ได้กลับไปยุ่งเกี่ยวกับที่บ้านเกิดนานแล้ว และเพิ่งรู้เรื่องทั้งหมดภายหลังเท่านั้น เรื่องที่เกิดขึ้นคราวนั้น ทำให้ฝ่าบาททรงไม่พอพระทัยใต้เท้า และท่านเองก็ตำหนิตัวเองเป็นอย่างมาก”
จากนั้นเขาก็หันไปทางหลิวเหิง “รองเจ้าหอหลิว ข้าเกรงว่าเจ้าจะไม่รู้ว่าใต้เท้าสวีรู้สึกผิดกับเรื่องนี้มานานเพียงใด ทันทีที่ใต้เท้าได้ยินว่าเจ้าถูกใส่ความในคดีฉ้อโกงการสอบหน้าพระที่นั่ง ก็ยังนึกถึงเรื่องที่เคยเกิดขึ้น จึงได้กราบทูลขอให้ฝ่าบาทพระราชทานการสอบครั้งใหม่ และให้ผู้ต้องสงสัยทั้งหมดได้เข้าสอบอีกครั้งเพื่อลบข้อครหา คราวนี้เมื่อเห็นว่ามีตำแหน่งว่างอยู่ ใต้เท้าสวีจึงนึกได้ว่ามีบัณฑิตมากความสามารถเช่นเจ้าอยู่ที่สำนักฮั่นหลิน ท่านเป็นผู้แนะนำเจ้าให้มาหาประสบการณ์ทำงานที่นี่ แม้จะเป็นตำแหน่งขุนนางขั้นหกไม่ต่างกัน แต่หากเปรียบเทียบกันแล้ว ระหว่างหอกวงลู่กับสำนักฮั่นหลิน ชีวิตการทำงานต่างกันอย่างไรเจ้าก็น่าจะรู้สึกได้”
“สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นเพราะน้ำพระทัยของฝ่าบาททั้งสิ้น ข้าจะกล้ารับคำชมได้อย่างไร ข้าเป็นเพียงราชเลขาผู้หนึ่ง ทำหน้าที่ทำตามความเหมาะสมอย่างเต็มความสามารถเท่านั้น” ใต้เท้าสวีส่ายหน้าอย่างถ่อมตน
ทั้งสองเสริมกันเป็นปี่เป็นขลุ่ย หลู่เซินรับหน้าที่อธิบายเหตุการณ์ในอดีตให้หลิวเหิงฟัง ตอนนี้ชายหนุ่มเริ่มจะเข้าใจอะไรมากขึ้นแล้ว อีกฝ่ายไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องของเว่ยหวนและสวีอวี้หรงที่ออกจากเมืองหลวงไป ใต้เท้าสวีไม่ได้สนใจเรื่องนี้อย่างนั้นหรือ เขากำลังต้องการอะไรอยู่กันแน่
สีหน้าของเขาเก็บความไม่พอใจจากอารมณ์โกรธลงไป ตามด้วยความประหลาดใจ และสุดท้ายกลายเป็นความยกย่องเยินยอ “ข้าน้อยคิดว่า… คิดว่าตนเองยังตื้นเขินเกินไป ต้องขอบคุณใต้เท้าจริง ๆ ขอรับ”
“เจ้าถวายงานแด่จักรพรรดิ เมื่อมาถึงจุดนี้ได้แล้วก็ควรจะภูมิใจกับตนเองให้มากขึ้น” ใต้เท้าสวีมีท่าทางเป็นผู้อาวุโสที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเมตตาเป็นพิเศษ “ต้องขอบคุณเกาเก๋อเหล่าที่เป็นผู้จัดการเรื่องการโยกย้ายให้เป็นไปอย่างราบรื่น เมื่อมีโอกาสเจอเขาก็อย่าลืมกล่าวขอบคุณ”
“ขอรับ ข้าน้อยจะจำเรื่องนี้ใส่ใจไว้ไม่ให้บกพร่องขอรับ” หลิวเหิงพยักหน้ารับด้วยสีหน้าซาบซึ้ง
เมื่อพูดคุยธุระส่วนตัวกันแล้วก็เข้าสู่เรื่องงาน ใต้เท้าสวีขอให้หลู่เซินอธิบายเกี่ยวกับการเตรียมการต่าง ๆ อย่างละเอียด จากนั้นก็เริ่มถามความคิดเห็นของชายหนุ่ม ตามด้วยการให้คำแนะนำแก่เขา “เจ้าเพิ่งเข้ามาทำงานที่หอกวงลู่เป็นครั้งแรก อย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจอะไร ขอให้สอบถามเจ้าหอหลู่เสียก่อน”
เมื่อหลู่เซินออกมาจากที่นั่นพร้อมหลิวเหิง ขุนนางผู้ใหญ่หลายคนก็กำลังเริ่มพูดคุยกัน ดังนั้นหลิวเหิงเอ่ยทักทายทำความเคารพพวกเขา
เฉินเก๋อเหล่ามองด้วยความประหลาดใจ เขาเองก็ไม่เข้าใจเช่นกันว่าใต้เท้าสวีเลื่อนตำแหน่งให้หลิวเหิงด้วยเจตนาเช่นไรกันแน่
เมื่อทั้งสองออกจากที่ทำการขุนนางไป ทุกคนก็เห็นพ้องต้องกันว่าแม้หลิวเหิงจะเคยมีเรื่องบาดหมางกับใต้เท้าสวี แต่ใต้เท้าสวีก็ยังเลื่อนตำแหน่งให้เขาโดยไม่ได้คำนึงถึงเรื่องในอดีต ปฏิบัติต่อเขาเช่นหลานชาย ไม่เพียงพูดคุยกันเป็นการส่วนตัวเท่านั้น ทว่ายังให้เจ้าหอหลู่ช่วยดูแลเป็นพิเศษอีกด้วย
รองหัวหน้าราชเลขาเกามองไปทางเฉินเก๋อเหล่า และเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เจ้าหนุ่มคนนั้น เป็นคนมีโชคมากทีเดียว”
เฉินเก๋อเหล่ากล่าวด้วยรอยยิ้ม “รองเจ้าหอหลิวเป็นคนฉลาดหลักแหลมและมีความสามารถ ไม่แปลกที่จะเป็นที่โปรดปรานของใต้เท้าสวี”
พวกเขาทั้งสองพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องนี้กัน รองหัวหน้าราชเลขาเกาตั้งข้อสงสัยว่าเหตุใดหลิวเหิงจึงถูกแนะนำให้ได้รับตำแหน่ง แต่เฉินเก๋อเหล่าก็แสดงความคิดเห็นอย่างมั่นใจมากว่าหลิวเหิงไม่มีทางยอมจำนนต่อสวีถิงจืออย่างแท้จริงแน่นอน
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เกาซื่อซงก็ชมเชยขึ้นมา “หากเขาทำงานได้ดีและแสดงความสามารถออกมาได้ ก็คงไม่พันจะกลายเป็นขุนนางคนสำคัญในอนาคตแน่นอน”
หลิวเหิงผู้นี้ไม่ได้คิดจะเริ่มชีวิตในฐานะขุนนางด้วยการพึ่งพาใคร อีกทั้งเมื่อเผชิญหน้ากับใต้เท้าสวีก็สามารถตัดสินใจก้าวเดินได้อย่างถูกต้อง ไม่ใช่เรื่องง่ายที่คนอายุเพียงเท่านี้ทุกคนจะตัดสินใจได้ แม้แต่เขาเองก็ไม่แน่ใจว่าตนเองในวัยเท่าหลิวเหิงจะสามารถทำอะไรเช่นนี้ได้หรือไม่
รองหัวหน้าราชเลขาเกาไม่คาดว่าหลิวเหิงจะสามารถควบคุมสีหน้าและท่าทีได้อย่างไร้ที่ติทั้ง ๆ ที่ยังเป็นเพียงเด็กหนุ่มคนหนึ่ง สิ่งที่เขาแสดงออกมานั้นมีทั้งความอบอุ่น และเย็นชาเล็กน้อยในความสัมพันธ์ ซ้ำยังช่วยเหลือเหยียนซีในการดูแลกิจการพูดคุยกับลูกค้าได้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ได้เป็นบัณฑิตที่สนใจแต่เรื่องเรียนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
เมื่อกลับไปยังหอกวงลู่และเริ่มจัดการกับงาน หลิวเหิงก็ได้ตรวจสอบบัญชีที่สวีเฉิงกานเคยดูแล โดยที่เรื่องนี้ไม่สามารถปิดบังต่อเจ้าหอหลู่ได้ เพราะผู้บังคับบัญชาจะเป็นคนนำเอกสารเหล่านี้มามอบให้เขาเอง
หลิวเหิงมักจะดูเหยียนซีทำบัญชีร้านมาโดยตลอด บางครั้งที่เด็กสาวยุ่งมาก ๆ เขาก็จะเป็นคนช่วยนางดูแลบัญชีบ้าง จึงทำให้คุ้นเคยกับการตรวจสอบช่องโหว่ต่าง ๆ ในการบัญชีอยู่ไม่น้อย
หลังตรวจสอบเรียบร้อยก็พบว่าบัญชีของสวีเฉิงกานสะอาดหมดจดไม่มีร่องรอยใด ๆ เหลือทิ้งไว้สร้างความเดือดร้อนแก่เขาได้
หลู่เซินรายงานเรื่องนี้แก่ใต้เท้าสวี แต่ใต้เท้าสวีไม่ได้เห็นว่านี่เป็นเรื่องใหญ่ “เขาเป็นคนรอบคอบใช้ได้ทีเดียว” มีเพียงผู้มีปัญญาและเปี่ยมไปด้วยพลังในสองมือเท่านั้นที่ทำอะไรเช่นนี้
เมื่อสวีเฉิงผิงมาบอกเขาว่าสวีหยวนเซียงสนใจในตัวหลิวเหิง ตอนแรกเขาก็ไม่พอใจเป็นอย่างมาก
แต่เมื่อสวีเฉิงผิงพูดถึงข้อเสนอที่เคยพูดคุยกัน เขาก็เริ่มพิจารณาคำแนะนำนั้นอย่างถี่ถ้วน การทำให้ใครสักคนหมดอนาคตในหน้าที่การงานไม่ต่างจากการฆ่าคน และสิ่งที่สามารถฆ่าคนได้อีกประเภทหนึ่งก็คือคำเยินยอ เดิมทีเขาวางแผนจะส่งเสริมหลิวเหิงให้ขึ้นไปยังที่สูงแล้วฆ่าเขาด้วยการปล่อยให้ตกลงมา
แต่เมื่อสวีเฉิงผิงพูดถึงการใช้หลิวเหิงเพื่อประโยชน์ของตระกูลตน ก็พลันรู้สึกว่ามันน่าสนใจไม่น้อย
หลังจากที่ได้รับจดหมายจากอันอ๋องที่ก้งเยวี่ยน เขาก็ยังไม่ได้เริ่มการเคลื่อนไหวใด ๆ และยังไม่ทราบเช่นกันว่าอันอ๋องมีแผนการอย่างไร แต่ก็เห็นว่าจักรพรรดิเทียนฉีดูจะไม่ทรงกดดันเขาดังเช่นก่อนหน้า ชายชราต้องการจะสืบเรื่องนี้ แต่ก็ไม่อยากเสี่ยงเข้าไปใกล้ราชสำนักเพื่อติดต่อกับอันอ๋องที่อยู่ในศาลหลวง มันจะสะดุดตามากเกินไป เรื่องเช่นนี้วนเวียนในใจเขาและอดไม่ได้ที่จะกังวลใจเล็กน้อย
อีกทั้งซุ่นจวิ้นอ๋องก็ไม่มีประโยชน์อีกต่อไป แต่หากจะเปลี่ยนไปให้การสนับสนุนเฉิงจวิ้นอ๋องในตอนนี้ก็เป็นเรื่องยากและจะทำให้ขายหน้า ทว่าหลิวเหิงเป็นคนที่ใกล้ชิดกับเฉิงจวิ้นอ๋องมาโดยตลอด
เขาเคยปรารถนาที่จะได้หลิวเหิงเข้ามาอยู่ใต้ปีกของตระกูลสวีด้วยการใช้ความเป็นบิดาของเว่ยหวน แต่หากหลิวเหิงแต่งงานกับสวีหยวนเซียงจริง ๆ และได้อีกฝ่ายมาเป็นหลานเขยก็นับว่าเป็นเรื่องที่ดี
ปัญหาในตอนนี้คือต้องยืนยันให้ได้ว่าหลิวเหิงรู้เรื่องที่สวีอวี้หรงเป็นผู้บงการการฆาตกรรมมารดาของเขาหรือไม่ ความเกลียดชังที่มีต่อผู้ลงมือฆ่ามารดาตนเองนั้น ไม่ว่าจะเป็นใครก็คงไม่อาจยอมอภัยให้ได้
ใต้เท้าสวีพบหลิวเหิงหลายครั้งเพื่อดูด้วยตนเองว่าอีกฝ่ายเกลียดชังเขาบ้างหรือไม่ แต่หลังจากได้พบกันหลายครา ท่าทีของหลิวเหิงก็ยังถือว่าดูปกติมาก
[1] หานซิ่น คือ ขุนศึกผู้มีบทบาทในการก่อตั้งราชวงศ์ฮั่น แม่ทัพผู้ปราดเปรื่องเรื่องกลยุทธ์ในประวัติศาสตร์