ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 251 ตำแหน่งอันอุดมสมบูรณ์ในหอกวงลู่
- Home
- All Mangas
- ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย
- บทที่ 251 ตำแหน่งอันอุดมสมบูรณ์ในหอกวงลู่
บทที่ 251 ตำแหน่งอันอุดมสมบูรณ์ในหอกวงลู่
หลิวเหิงอยู่ในสำนักฮั่นหลินไม่กี่เดือน เนื่องจากเกิดปัญหาขาดขุนนางในหอกวงลู่ เพราะสวีเฉิงกานถูกจักรพรรดิขับออกจากราชการ หลิวเหิงจึงได้ย้ายไปทำงานที่นั่น
ภารกิจยิ่งใหญ่ของแคว้นในขณะนี้ย่อมต้องเป็นการทำศึกสงครามและงานพิธี
หอกวงลู่มีหน้าที่จัดการงานพิธี งานเลี้ยงฉลอง และดูแลเครื่องเสวย แม้จะไม่ได้มีอำนาจมากนัก แต่เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการจัดงานพิธีและจัดเลี้ยง จึงมีโอกาสในการแสดงความสามารถต่อหน้าจักรพรรดิอยู่บ่อยครั้ง นอกจากนี้หอกวงลู่ยังมีงบประมาณให้ใช้จ่าย ทำให้มีเงินไม่ขาดมือ ซึ่งเป็นงานที่ดีมาก
เมื่อเทียบกับสถานที่อย่างสำนักฮั่นหลินซึ่งยากจนเกินกว่าจะทำเงินอะไรได้ หอกวงลู่ก็นับได้ว่าเป็นสวรรค์
ผู้ที่มาประกาศคำสั่งโยกย้ายคือหลี่ฉงฉือ เจ้ากรมพลเรือน เขายื่นคำสั่งโยกย้ายให้แก่หลิวเหิง ตบไหล่แล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ยินดีกับราชอาลักษณ์หลิวด้วย”
“ขอบคุณใต้เท้าหลี่ขอรับ”
“คนที่เจ้าควรขอบคุณไม่ใช่ข้า หากต้องการขอบคุณ ก็ควรขอบคุณคนอื่นมากกว่า” หลี่ฉงฉือพูดด้วยสีหน้าจริงใจไม่รับความชื่นชมใด ๆ “เดิมคุณชายรองสวีอยู่ตำแหน่งรองเจ้าหอกวงลู่ แต่เพราะทำให้ฝ่าบาททรงขุ่นเคือง ตำแหน่งนี้จึงว่างลง อัครเสนาบดี …ใต้เท้าสวีคิดว่าราชอาลักษณ์หลิวมีความเหมาะสม จึงได้ไปที่หอกวงลู่เพื่อแนะนำเจ้าโดยเฉพาะ”
คำพูดของหลี่ฉงฉือชัดเจนมากว่าสวีถิงจือเป็นผู้แนะนำหลิวเหิงให้เข้ามาดำรงตำแหน่งแทนบุตรชายของตน ชายหนุ่มตะลึงไปเล็กน้อย จิตใต้สำนึกของเขาเริ่มคาดเดาว่าสวีเฉิงกานทำงานผิดพลาดส่วนใด แล้วสวีถิงจือจงใจจะส่งเขาไปรับความผิดนั่นต่อหรือไม่ แต่การทำเช่นนั้นก็ดูจะเป็นการกระทำที่โจ่งแจ้งเกินไป หากสวีเฉิงกานทำอะไรผิดพลาด เกาซื่อซงและเฉินฟู่หลี่ไม่มีทางปล่อยโอกาสงามเช่นนั้นลอยไปอย่างแน่นอน
แต่หากจะบอกว่าใต้เท้าสวีมีเจตนาดีต่อเขาจริง ๆ หลิวเหิงก็รู้สึกว่ามันไร้สาระที่สุด ไม่ต้องกล่าวถึงคนทั้งแคว้น เพียงแค่คนส่วนใหญ่ในเมืองหลวงแห่งนี้ก็ยังทราบเรื่องที่เขากับตระกูลสวีเป็นศัตรูกันทั้งสิ้น
“อย่างนั้นเองหรือขอรับ” หลิวเหิงถอนหายใจอย่างคลุมเครือ
“หากมีโอกาสได้พบใต้เท้าสวีก็อย่าลืมกล่าวขอบคุณท่านเสียหน่อย” หลี่ฉงฉือพูดอย่างจริงจัง ตบไหล่หลิวเหิงสองสามครั้งและจากไปพร้อมรอยยิ้ม
ทันทีที่หลี่ฉงฉือออกไป เจ้าหน้าที่จากหอตำราประวัติศาสตร์หลวงก็พากันเข้ามาแสดงความยินดีกับหลิวเหิง หลายคนรีบเข้ามาเพื่อสอบถาม
หลิวเหิงพบว่ามีคนจำนวนมากในหอตำราประวัติศาสตร์แห่งนี้ที่เขาไม่คุ้ยเคย
“ในที่สุดราชอาลักษณ์หลิวก็ได้ไปอยู่ในตำแหน่งดี ๆ แล้ว” ความอิจฉาของซูจื้อฉางไม่อาจปกปิดได้มิด
ด้วยอายุของเขาทำให้มีโอกาสเติบโตในหน้าที่การงานได้อีกไม่มาก เขาไม่หวังว่าจะได้เลื่อนตำแหน่งไปยังส่วนอื่น ๆ อีกต่อไปแล้ว สำหรับเขา หากได้รับตำแหน่งอันอุดมสมบูรณ์ในหอกวงลู่ก็คงจะเป็นโชคดีอย่างยิ่ง แต่น่าเสียดายที่ตำแหน่งเหล่านี้มักจะเจาะจงเลือกคนเป็นอย่างมาก มีชนชั้นสูงไม่น้อยแย่งชิงกัน สำหรับคนธรรมดาเช่นเขาที่ไม่ได้มีเบื้องหลังใหญ่โตก็ทำได้เพียงแค่จินตนาการถึงมันเท่านั้น
การที่หลิวเหิงซึ่งไม่ได้มีพื้นเพยิ่งใหญ่และยังเป็นคนที่เคยทำให้ใต้เท้าสวีขุ่นเคือง ได้เลื่อนตำแหน่งอย่างรวดเร็วไปยังสถานที่เช่นนี้ ก็คงนับได้ว่าเป็นโชคก้อนใหญ่ของอีกฝ่าย
“ความจริงช่วงนี้ข้าก็ได้รับอะไรมากมายจากการอยู่ในสำนักฮั่นหลิน และหวังว่าจะได้เรียนรู้ให้มากขึ้นไปอีก” หลิวเหิงรู้สึกจริง ๆ ว่าการอ่านตำราอยู่ที่สำนักฮั่นหลินนั้นคุ้มค่ามาก
ก่อนหน้านี้เขาพยายามอย่างหนักเพื่อเตรียมตัวสอบ ตำราทั้งหมดที่เล่าเรียนอ่านเขียนก็เพื่อใช้สำหรับการสอบเท่านั้น มีขอบเขตแสนกว้างขวางของความรู้ที่เขายังอยากจะพิชิต ทุกวันที่ผ่านมาได้อ่านตำราประวัติศาสตร์ไปไม่น้อย และก็ยังมีบันทึกหรือพงศาวดารของคนรุ่นเก่า ๆ ที่น่าสนใจอีกด้วย ‘การรู้ประวัติศาสตร์จะทำให้สามารถคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้’ อีกทั้งเขายังเรียนรู้ที่จะวิเคราะห์ความเป็นไปของบ้านเมืองมากมาย นับว่าเป็นความคืบหน้าอันใหญ่หลวง
จะว่าไปแล้ว เขาเองก็อยากอยู่ในสำนักฮั่นหลินนานกว่านี้อีกสักหน่อย เพราะการยอมรับความช่วยเหลือจากใต้เท้าสวีก็ไม่ต่างอะไรกับการยอมกินอาหารจากศัตรู
น่าเสียดายที่ไม่มีใครเชื่อคำกล่าวนั้นของหลิวเหิง จางจวินเองก็ยังอดไม่ได้ที่จะเอ็ดขึ้นด้วยน้ำเสียงแปลกกว่าปกติ “ราชอาลักษณ์หลิว ท่านกำลังพูดจาถ่อมตนเป็นบัณฑิตที่ดีทั้งที่กำลังจะได้ก้าวหน้าหรือ”
“ใช่ ไม่เห็นต้องแสดงท่าทีเช่นนั้นเลย อย่างไรเราก็ทำได้เพียงอิจฉาเจ้าที่ได้รับสิ่งดี ๆ เท่านั้น” คนอื่น ๆ ที่อยู่รอบข้างก็บ่นด้วยความอิจฉาไม่ต่างกัน
หลิวเหิงเกียจคร้านเกินกว่าจะมานั่งอธิบายให้พวกเขาฟัง ชายหนุ่มเพียงหัวเราะและจบบทสนทนาลง
ไม่นาน ข่าวการโยกย้ายหลิวเหิงไปยังหอกวงลู่ก็แพร่สะพัดออกไปทั่วทั้งสำนักฮั่นหลิน อีกทั้งทุกคนยังรู้ด้วยว่าใต้เท้าสวีเป็นผู้แนะนำให้เขาไปดำรงตำแหน่งแทนบุตรชายคนรองที่เคยมีเรื่องกันมาก่อนเป็นการชดเชยความผิด
เมื่อหวงเฟิ่งหลินได้ยินเรื่องนี้ก็รู้สึกคับข้องใจเป็นพิเศษ ไม่กี่วันก่อนเขายังเป็นคนที่ได้รับการทาบทามว่าจะต้องได้ย้ายไปอยู่ในตำแหน่งอันอุดมสมบูรณ์นั่น แต่ภายในพริบตากลับกลายเป็นของคนอื่นเสียแล้ว เช่นเดียวกับจางจวิน เขาเองก็อดไม่ได้ที่จะคาดเดาขึ้นมา “หลิวเหิงเป็นคนดูดีมีคุณธรรมเสมอยามพบปะผู้คน ดังนั้นข้าก็ควรจะเกาะติดเขาเพื่อให้ได้รับการแนะนำไปยังตำแหน่งดี ๆ เช่นนั้นบ้าง เขาต้องมีผู้ใหญ่หนุนหลังอยู่อย่างแน่นอน”
เป็นธรรมดาที่ทุกคนจะเชื่อเช่นนั้น และหากเรื่องนี้เป็นความจริงก็จะทำให้ไม่มีใครกล้าระรานหลิวเหิง แต่พยายามจะเข้าหามากกว่า
ดังนั้นไม่นานทุกคนในสำนักฮั่นหลินต่างก็ทำตัวสุภาพกับหลิวเหิงมากกว่าที่ผ่านมา และไม่ได้หลีกเลี่ยงที่จะพบปะพูดคุยกับเขาอีกต่อไป เมื่อได้พบราชอาลักษณ์หลิว พวกเขาต่างก็เรียกพี่เรียกน้อง กล่าวถึงมิตรภาพอันลึกซึ้งที่ได้ร่วมสำนักเดียวกัน รุ่นเดียวกัน หรือสำนักเดียวกัน
เมื่อหลิวเหิงกลับมาถึงเรือนก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้เหยียนซีฟัง
เหยียนซีตกใจมากเมื่อได้ยินว่าผู้ที่แนะนำหลิวเหิงให้ไปทำงานที่หอกวงลู่คือใต้เท้าสวี “หอกวงลู่มีอะไรหรือไม่เจ้าคะ เหตุใดเขาจึงแนะนำให้ท่านไปที่นั่น เป็นไปได้หรือไม่ว่าบุตรชายของเขาสร้างเรื่องเหลวแหลกอะไรไว้ให้ท่านไปรับผิดชอบ”
เมื่อได้ยินว่าสิ่งที่นางคิดตรงกับที่เขาคาดเดาก่อนหน้า หลิวเหิงก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา “ก่อนหน้านี้ข้าเองก็คิดเช่นเจ้า แต่หลังจากไตร่ตรองอย่างรอบคอบแล้ว สิ่งเดียวที่รองเจ้าหอกวงลู่สามารถทำได้นั้นก็ยังเป็นงานที่ได้รับมอบหมายจากเจ้าหออีกทีอยู่ดี ไม่สามารถโยกย้ายสิ่งใดได้ตามต้องการ ถ่านไม้ฟืนไฟก็ต้องได้รับการอนุญาตจากผู้บังคับบัญชา จะมีก็เพียงการรับเงินซื้อของบางอย่างเท่านั้นที่ทำได้เอง”
เหยียนซีเองก็เข้าใจเช่นกันว่าตำแหน่งนั้นเดิมทีน่าจะทำได้เพียงรับเงินสินบน แล้วเอื้อประโยชน์ในด้านการจัดงบประมาณหรือสิ่งของเท่านั้น แม้จะเป็นปัญหาอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้นับว่าใหญ่หลวงอะไร
“แล้วดีหรือไม่เจ้าคะ”
“สำหรับคนเช่นข้าที่มาจากสำนักฮั่นหลิน ก็ถือว่าเป็นงานที่ดี ได้ไปฝึกฝนทำงานในสถานที่จริง และยังเป็นงานที่ใกล้ชิดกับจักรพรรดิ…”
“อย่างไรก็ถือเป็นงานที่ดี เช่นนั้นก็ควรจะฉลองกันเสียหน่อยนะเจ้าคะ” เหยียนซีไม่อยากเคร่งเครียดจนเกินไป ดังนั้นเธอจึงยิ้มและเอ่ยกับหลิวเหิง “ข้าต้องไปเตรียมอาหารเย็น จากนั้นก็มาฉลองด้วยกันเถอะเจ้าค่ะ”
หลิวเหิงตอบรับด้วยรอยยิ้ม
ทั้งคู่ไม่ได้บอกใครว่าใต้เท้าสวีเป็นผู้แนะนำตำแหน่งนี้ ดังนั้นหวังชีและคนอื่น ๆ จึงรู้เพียงว่าหลิวเหิงถูกโยกย้ายไปยังตำแหน่งที่ร่ำรวยขึ้น พวกเขาทุกคนต่างก็ยินดีเป็นอย่างมาก การเลี้ยงฉลองคืนนี้เป็นไปอย่างครึกครื้น
ห้าวันต่อมาหลิวเหิงก็ออกจากตำแหน่งที่สำนักฮั่นหลิน และไปรายงานตัวที่หอกวงลู่
หอกวงลู่ตั้งอยู่ริมถนนหลวง ไม่ไกลจากสำนักขุนนางนัก
ทันทีที่มาถึงหอกวงลู่ หลู่เซิน เจ้าหอกวงลู่ ผู้บังคับบัญชาของชายหนุ่มก็ออกมาให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นและกล่าว “จะมีคณะราชทูตเดินทางมาในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ข้าจะมอบหมายให้รองเจ้าหอหลิวเป็นคนสั่งการงานเลี้ยงต้อนรับครั้งนี้”
ทุกคนที่อยู่ในหอกวงลู่ต่างมองด้วยความอิจฉา
งานต้อนรับคณะราชทูตเช่นนี้มีอยู่บ่อยครั้ง ตราบใดที่ทำตามหน้าที่ได้ดีก็จะไม่สิ่งใดผิดพลาด อีกทั้งยังมีหลายสิ่งที่ต้องจัดซื้อในงานเลี้ยง ดังนั้นจึงมีเงินให้ต้องจัดการเป็นจำนวนมาก
“ที่นี่ข้าน้อยยังมือใหม่ขอรับ ทั้งยังไม่รู้กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ข้าน้อยเกรงว่าจะทำความผิดพลาดใหญ่หลวงขึ้น” หลิวเหิงกล่าวอย่างนอบน้อม
“รองเจ้าหอหลิวช่างถ่อมตน ข้าจะนำงานต่าง ๆ ให้เจ้าหลังจากนี้ หากมีข้อซักถามสามารถมาพูดคุยกับข้าได้ หัวหน้าผู้ช่วยบอกข้าว่าเมื่อวานเจ้าเพิ่งออกจากสำนักฮั่นหลิน ดังนั้นจึงอาจจะมีเรื่องที่ยังไม่ค่อยคุ้นเคยอีกมาก และอาจจะมีเรื่องมากมายให้เราต้องพูดคุยกัน”
“อีกทั้งฝ่าบาทก็ได้รับสั่งลงมาว่าต้องการให้หัวหน้าผู้ดำเนินการต้อนรับราชทูตครั้งนี้ไปเข้าฝ้า หลังจากนี้เจ้าติดตามข้าไปเข้าเฝ้าฝ่าบาทเพื่อรับคำชี้แนะด้วยกันได้”
“ขอรับ ข้าน้อยจะตั้งใจทำงาน” หลิวเหิงอยากรู้เหลือเกินว่าสวีถิงจือกำลังเล่นไม้ไหนกับตนอยู่ และเขาจะไม่ปฏิเสธโอกาสที่จะได้ไปพบหน้าอีกฝ่ายอย่างแน่นอน