ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 250 สิ้นสุดการนั่งรอ
บทที่ 250 สิ้นสุดการนั่งรอ
อาการป่วยของสวีหยวนเซียงทำให้ฮูหยินสวีหวาดกลัว
นางเฝ้าดูสวีหยวนเซียงหลับไปหลังจากดื่มยาต้มที่ช่วยให้นอนหลับ จากนั้นก็พารุ่ยอี้ไปที่ห้องของนาง
ทันทีที่เข้าไปด้านในนางก็สั่งให้คนอื่น ๆ ออกไป แล้วหันกลับมาตบโต๊ะด้วยความโกรธ “ข้าสั่งให้เจ้าดูแลลูกของข้าอย่างดี แล้วนี่เรียกว่าการดูแลของเจ้าอย่างนั้นหรือ!”
เมื่อรุ่ยอี้เห็นว่าฮูหยินกำลังโกรธ นางก็ตกใจจนคุกเข่าลงอย่างรวดเร็ว “ฮูหยินเจ้าคะ ข้าน้อยรับใช้คุณหนูอย่างดีที่สุดเสมอมา!…”
“บอกข้ามา เรื่องหลิวเหิงมันเป็นมาอย่างไร”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น นางจึงถามรุ่ยอี้เกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด สาวใช้เล่าเรื่องนับตั้งแต่คุณหนูได้พบหลิวเหิงที่วัดเฒ่าจันทราอย่างละเอียด จนกระทั่งการพบกันอีกครั้งเมื่อเขาขี่ม้าผ่านมา
“ฮูหยินเจ้าคะ ข้าน้อยอยู่ใกล้ชิดกับคุณหนูเสมอ คุณหนูไม่ได้เคยพูดคุยกับหลิวเหิงด้วยซ้ำ…”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ฮูหยินสวีก็ยิ่งรู้สึกโกรธเคืองมากขึ้น เด็กสารเลวนั่น! ไม่แม้แต่จะเคยสนทนากับเซียงเอ๋อร์ แล้วบุตรสาวของนางหมกมุ่นกับมันถึงเพียงนี้ได้อย่างไร เรื่องนี้อาจมีเบื้องหลังบางอย่างหรือไม่
“ฮูหยินเจ้าคะ ข้าน้อยขอร้องให้คุณหนูพูดสิ่งที่อยู่ในใจออกมาแล้ว แต่… คุณหนูเป็นห่วงกลัวว่าฮูหยินจะกังวลใจ… คุณหนูจึงได้แต่อดกลั้นเอาไว้เจ้าค่ะ” รุ่ยอี้รับใช้สวีหยวนเซียงมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ดังนั้นนางจึงรู้วิธีที่จะพูดให้เจ้านายมีความสุข
ทำให้ฮูหยินได้ยินว่าบุตรสาวต้องการเก็บความกังวลใจไว้กับตนเพราะเป็นห่วงมารดาจึงจะดีที่สุด ผู้เป็นมารดาได้ยินเช่นนั้นก็มีสีหน้าอ่อนลง “เจ้ากลับไปดูแลคุณหนูเถอะ เรื่องทั้งหมดที่เจ้ารู้ห้ามบอกใครเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นข้าจะลงโทษเจ้า!”
“เจ้าค่ะ ข้าน้อยจะปิดปากให้สนิท!” รุ่ยอี้ถอนหายใจอย่างโล่งอกที่ในที่สุดก็เอาตัวรอดมาได้ นางได้บอกความคิดของคุณหนูแก่ฮูหยินไปแล้ว เรื่องหลังจากนี้ไม่ใช่สิ่งที่นางจะสามารถทำสิ่งใดได้ในฐานะสาวใช้
ฮูหยินสวีเศร้าใจอยู่เป็นเวลานาน ทว่าก็ยังรู้สึกเสียใจกับบุตรสาว หลังจากคิดอยู่นานก็เล่าความรู้สึกของสวีหยวนเซียงให้สวีเฉิงผิงฟัง
สวีเฉิงผิงได้ยินเข้าก็โกรธมาก “ข้าพูดเสมอว่าอย่าตามใจลูกไม่รักดีนี่มากเกินไป! แล้วดูสิ นางชอบหลิวเหิงขึ้นมาจริง ๆ นี่มันเป็นการดูถูกตระกูลเราชัด ๆ!”
“สามี …ข้าเองก็พยายามจะเกลี้ยกล่อมนางแล้วเช่นกัน อยากจะขังนางเอาไว้ในจวนและปล่อยให้นางได้ทบทวนตัวเองสักพัก แต่ไม่คิดเลยว่าลูกของเรา…จะป่วยหนักเช่นนี้”
“ตระกูลสวีของข้าให้กำเนิดบุตรสาวไร้ยางอายเช่นนี้ออกมาได้อย่างไร!”
“สามี ก่อนหน้านี้พ่อสามีก็พยายามทำทุกอย่างให้ความปรารถนาของน้องสาวท่านเป็นจริงไม่ใช่หรือ แล้วท่านเล่า …ไม่รักลูกเราบ้างหรือเจ้าคะ” ฮูหยินสวีเริ่มกังวลเมื่อได้ยินคำพูดของสวีเฉิงผิง
การพูดว่านางเป็นบุตรสาวไร้ยางอายเช่นนั้นหมายความว่าอย่างไร ตอนนี้บุตรสาวของนางกำลังตรอมใจอยู่คนเดียว ทว่าในคราวนั้นสวีอวี้หรงสร้างความวุ่นวายและทรมานใจให้กับผู้คนมากมายเกี่ยวกับเรื่องนี้!
เมื่อสวีเฉิงผิงได้ยินชื่อของสวีอวี้หรง เขาจึงลดความโกรธในใจลงแล้วเปลี่ยนเป็นละอายใจ “ไม่มีคนดี ๆ คนอื่นแล้วอย่างนั้นหรือ… เหตุใดต้องเป็นบุตรชายของเว่ยหวนคนนั้นด้วยเล่า”
ฮูหยินสวีรู้ว่าสิ่งที่เอ่ยปากออกไปได้ผลแล้ว จึงสูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วเอ่ยกับสามีต่อ “สามี เซียงเอ๋อร์เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเรา หากไม่ใช่เพราะน้องสาวท่าน ลูกเราคงได้แต่งงานออกเรือนไปนานแล้ว ที่เรื่องบานปลายมาถึงตอนนี้ก็เพราะนาง ดังนั้นท่านต้องเมตตาลูกเราบ้าง…”
“อะไรทำให้ลูกเราไปหลงรักไอ้เด็กอสรพิษหลิวเหิงนั่นได้!”
“ความจริงแล้ว หากว่ากันตามตรง …เซียงเอ๋อร์ก็เป็นคนตาถึงใช้ได้ทีเดียว”
“สายตาเจ้าพล่าเลือนไปแล้วใช่หรือไม่”
“สามี โปรดไตร่ตรองดูก่อนเถิด หลิวเหิงถือว่าเป็นคนมีความสามารถ เขาเป็นจอหงวนที่มีดีทั้งรูปลักษณ์และความเก่งกาจ ความจริงตามลำดับแล้วเขากับเซียงเอ๋อร์ก็เป็นลูกพี่ลูกน้องกัน หลิวเหิงเป็นเพียงเด็กชายจากครอบครัวยากจน ไม่ได้รับความสะดวกในการเล่าเรียน แต่กลับสามารถมาถึงตำแหน่งราชอาลักษณ์ในสำนักฮั่นหลินได้ ท่าทางของเขาก็ดูสงบและมีความคิดกว้างไกล เมื่อเปรียบเทียงกับหวงเฟิ่งหลินแล้วยังห่างชั้นอีกมาก หวงเฟิ่งหลินดูเหลาะแหละและธรรมดาเกินไป อีกทั้งการพูดจาของเขาก็ยังดีกว่า ตอนนี้น้องสาวกับน้องเขยอยู่ที่เฉิงโจว ไม่สามารถกลับมาได้ หากเขาได้แต่งงานกับเซียงเอ๋อร์ ความคลางแคลงและข้อครหาที่พวกเขามีก็จะหมดไปด้วย และมันอาจจะช่วยประสานรอยร้าวกับน้องชายรองได้อีกด้วย”
ใช้การแต่งงานสยบความแค้นอย่างนั้นหรือ?
สวีเฉิงผิงครุ่นคิดถึงเรื่องวันนี้ มีขุนนางผู้หนึ่งเสนอกับใต้เท้าสวีว่าให้เลื่อนตำแหน่งแก่หลิวเหิงก่อน เพื่อแสดงให้คนอื่น ๆ เห็นถึงความใจกว้างของอัครเสนาบดี ที่เห็นความสำคัญของประโยชน์บ้านเมืองมาก่อนปัญหาส่วนตัว นอกจากนี้ฝ่าบาทก็ยังทรงเป็นผู้เลือกจอหงวนผู้นี้มาด้วยตัวเอง หากขุนนางปล่อยให้เขานั่งเป็นตัวสำรองอยู่ในสำนักฮั่นหลินไปเรื่อย ๆ เช่นนี้จะเป็นการหยามพระเกียรติอย่างยิ่ง การเลื่อนตำแหน่งให้เขามีแต่จะทำให้ฝ่าบาทพอพระทัย ท้ายที่สุดแม้จะเป็นหัวหน้าขุนนางใหญ่ก็ยังต้องยอมจำนนต่ออำนาจของจักรพรรดิเทียนฉี
หากเขาเป็นคนที่สามารถกำราบหลิวเหิงได้จริง ๆ ก็จะได้รับการนับถือไม่น้อย
สวีเฉิงผิงคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้และเริ่มคล้อยตาม “แต่หลิวเหิงมีคู่หมั้นแล้ว”
“ข้าได้ยินมาว่าสตรีที่หมั้นหมายกับเขามีพื้นเพที่ต่ำต้อย แม่ของเขาซื้อตัวเด็กคนนั้นมาเพื่อให้บุตรชายแต่งงานกับเจ้าสาวเด็ก นางคงไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าเป็นผู้ที่ผ่านความทุกข์ยากมาด้วยกัน …เซียงเอ๋อร์ไม่ใช่คนใจแคบ หากเขาเต็มใจ ก็สามารถรับเด็กคนนั้นเป็นอนุก็ยังได้”
“ข้าต้องปรึกษาเรื่องนี้กับท่านพ่อก่อน” ในที่สุดสวีเฉิงผิงก็เห็นด้วย
ฮูหยินสวีโล่งใจขึ้นมา
ปกติแล้วคนนอกไม่มีทางทราบเรื่องการตัดสินใจของตระกูลสวีได้ ทว่าคนในสำนักฮั่นหลินกลับรู้ได้จากอาการของหวงเฟิ่งหลินที่ดูทรุดโทรมลงไปเป็นอย่างมาก เมื่อมาที่สำนักเขาก็ดูไร้ชีวิตชีวาอย่างสิ้นเชิง
หลิวเหิงเป็นคนที่รู้เรื่องราวต่าง ๆ ช้ากว่าผู้อื่นเสมอ และเรื่องนี้ก็ถูกถ่ายทอดมาถึงเขาโดยซูจื้อฉางและจางจวิน
ปรากฏว่าหวงเฟิ่งหลินที่ตั้งตารอการดูตัวอย่างเป็นทางการจากตระกูลสวีอยู่หลายวัน กลับไม่ได้ยินข่าวใดส่งกลับมา จนทำให้เขาต้องไปสอบถามผู้อาวุโสที่แจ้งข่าวให้เขาก่อนหน้านี้
ผู้อาวุโสโกรธจัด และดุด่าว่าเขาช่างไร้มารยาทและไร้ความละอาย เป็นคางคกอยากกินเนื้อหงส์ กล้าดีอย่างไรมาคิดเช่นนั้นกับหลานสาวใต้เท้าสวีได้!
หวงเฟิ่งหลินเสียใจมาก เขาไปที่จวนตระกูลสวีและขอพบใต้เท้าสวีเพื่อสอบถามเรื่องราว หลังจากเอ่ยปากไปได้ไม่กี่คำ ใต้เท้าสวีก็มีท่าทีโกรธเคือง ทั้งยังกล่าวว่าเขายังเป็นเด็กไม่รู้จักควบคุมตนเองพร้อมสั่งให้คนมาพาตัวเขาออกไป
หวงเฟิ่งหลินไม่สามารถยอมรับความผิดหวังได้จึงล้มป่วยลงทันที
คนอื่น ๆ ต่างพูดถึงเขาว่าเป็นบัณฑิตที่ไม่ได้สนใจหน้าที่การงาน ชายหนุ่มเข้ามาที่นี่เพียงเพื่อหาโอกาสให้ตนเองเท่านั้น… เมื่อเวลาผ่านไปไม่นาน ข่าวลือเช่นนี้ก็แพร่สะพัดไปทั่ว
เมื่อหวงเฟิ่งหลินกลับมาที่สำนักฮั่นหลินอีกครั้ง สถานการณ์ของเขาจึงแตกต่างออกไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง คนที่เคยยกย่องเขาก่อนหน้านี้ก็เอาแต่จะหัวเราะเยาะ
ต่อหน้าซูจื้อฉางและจางจวิน หลิวเหิงยังคงส่ายหน้าและถอนหายใจเงียบ ๆ
ทว่าเมื่อกลับถึงบ้านเขาก็อดไม่ได้ที่จะเล่าเรื่องน่าตลกนี้ให้เหยียนซีฟัง “ชายผู้นี้โง่เขลามาก เขาหยิ่งผยองทันทีแม้จะเป็นเรื่องที่ยังไม่ชัดเจนเช่นนั้น ระหว่างที่รอดูตัวกับหลานสาวสวีถิงจือก็เชิดหน้าสูงจมูกชี้ฟ้าเสียแล้ว”
“หากมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นกับท่าน ท่านจะสงบสติอารมณ์ไม่ให้เสียดายได้หรือไม่เจ้าคะ” เหยียนซีถามด้วยน้ำเสียงจริงจังเล็กน้อย
“เหตุใดจะต้องคาดหวังหรือเสียดายอะไรเช่นนั้น” หลิวเหิงจ้องมองนางและทำท่าจะดุ “ข้าไม่สนแม้จะเป็นสาวงามล่มเมือง ข้าไม่เคยต้องการใครอื่นนอกจากเจ้า หากกล้าคิดเช่นนี้อีกข้าจะไม่ยอมแล้วจริง ๆ ด้วย…เจ้าจะต้องถูกลงโทษ”
“จะลงโทษข้างั้นหรือเจ้าคะ” เหยียนซีขมวดคิ้ว “ลงโทษข้าอย่างไร”
“แน่นอนว่า…” หลิวเหิงเอ่ยด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความปรารถนาและเล่นจั๊กจี้กับนาง
นั่นทำเอาเหยียนซีสะดุ้งและรีบลุกขึ้นวิ่งหนี หลิวเหิงอาศัยแขนขาที่ยาวกว่าจับนางไว้ได้อย่างรวดเร็ว “จะพูดเช่นนั้นอีกหรือไม่”
“ฮ่า ๆ ฮ่า ๆ ไม่พูดแล้วเจ้าค่ะ ไม่พูดอีกต่อไปแล้ว” เหยียนซีหัวเราะอย่างหนักจนหายใจไม่ทัน เธอไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากร้องขอความเมตตาจากเขา โชคดีที่วันนี้ไม่มีใครอยู่ที่เรือน ไม่อย่างนั้นเจ้านายอย่างเธอคงเสียภาพลักษณ์อย่างสิ้นเชิง
หลังทั้งสองหัวเราะด้วยกันอยู่ครู่หนึ่ง หลิวเหิงก็ปล่อยเหยียนซี แต่ยังไม่ยอมให้นางหนีไปไหน เขาเอาขนมที่ซื้อวันนี้ออกมามอบให้นาง “ลองชิมขนมถั่วเขียวสองกล่องนี้ดูว่ารสชาติดีหรือไม่”
“ค่อนข้างดีทีเดียวเจ้าค่ะ” เหยียนซีกัดแล้วยิ้มช้า ๆ
เธอต้องการเพิ่มความน่าสนใจให้โรงน้ำชา เพื่อเพิ่มจำนวนลูกค้าและผลกำไร ทว่าแม้ว่าตนจะรู้สูตรขนมมากมาย แต่ในยุคนี้วัตถุดิบที่หาได้กลับไม่ค่อยครบครันนัก ไม่เหมาะจะมาใช้ทำขนมขายจำนวนมาก ๆ
เมื่อเห็นท่าทางลำบากใจของเหยียนซี หลิวเหิงจึงเริ่มซื้อขนมกลับมาทุกวัน หลังเลิกงานเขาจะซื้อทุกอย่างที่คนอื่นแนะนำว่าดี ดังนั้นจึงไม่ได้มีเพียงหลิวเหิงที่อ้วนขึ้น เหยียนซีเองก็รู้สึกว่าตนเองน้ำหนักขึ้นเช่นกัน
ความจริงแล้วช่วงนี้เธอค่อนข้างจะยุ่ง ต้องไปโรงน้ำชาทุกวันเพื่อศึกษาความสนใจของแขกในร้าน เมื่อหลิวเหิงกลับจากทำงานตนก็ต้องรีบกลับบ้านเช่นกัน
ระหว่างที่เหยียนซีกำลังยุ่งอยู่กับกิจการของตน การนั่งรอคอยโอกาสของหลิวเหิงในสำนักฮั่นหลินก็สิ้นสุดลง