ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 249 ความในใจถูกเปิดเผย
บทที่ 249 ความในใจถูกเปิดเผย
กลุ่มคนที่ล้อมรอบหวงเฟิ่งหลินกำลังเดินผ่านตลาดไปอย่างเฮฮา
บางคนกล่าวชื่นชมหวงเฟิ่งหลินว่า “พี่หวง ข้าได้ยินว่าหลานสาวผู้นี้ของใต้เท้าสวีอายุมากไปเล็กน้อย แต่เกิดมาพร้อมกับความงดงามโดดเด่น ท่านช่างโชคดีเหลือเกิน!”
หวงเฟิ่งหลินรู้สึกบางอย่างในใจ ปีนี้สวีหยวนเซียงอายุสิบเจ็ดปีแล้ว เขาเหลือบมองอย่างไม่พอใจเล็กน้อย “คุณหนูสวีเป็นสตรีที่อ่อนโยนและงดงามมาก”
คำพูดนั้นแฝงไปด้วยความหมายบางอย่าง ผู้คนรอบ ๆ ต่างโห่ร้องและถามว่าเขาพบนางแล้วใช่หรือไม่ หวงเฟิ่งหลินยิ้มจาง ๆ และเดินเข้าภัตตาคารไปก่อน
เมื่อพวกเขาเดินผ่านรถม้าหรูหวงเฟิ่งหลินก็ลอบมองมัน ในอนาคตเขาต้องได้นั่งรถม้าแบบนี้เพื่อเดินทางไปทำงานทุกวัน ไม่จำเป็นต้องเดินด้วยสองเท้าของตนให้ลำบากอีก รถม้าขนของที่ครอบครัวของหลิวเหิงใช้ก็ไม่อาจเทียบได้กับล้อเพียงข้างเดียวของรถม้าคันนี้ด้วยซ้ำ
ภายในรถม้า สวีหยวนเซียงฟังเสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะของคนด้านนอก ก่อนจะเรียกฮูหยินสวี “… ท่านแม่” นางปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาอีกครั้ง
เนื่องจากสุขภาพไม่ดี จึงพลาดที่จะได้พบหวงเฟิ่งหลินในวันที่เขามายังจวนตระกูลสวี ฮูหยินสวีเห็นว่าบุตรสาวกำลังซึมเศร้า นางจึงคิดขึ้นว่าหากได้เห็นหน้าตาอีกฝ่ายก่อน สวีหยวนเซียงจะตัดสินใจง่ายขึ้นหรือไม่
ดังนั้นฮูหยินสวีจึงส่งคนไปสอบถามช่วงเวลาที่หวงเฟิ่งหลินมักจะเดินไปกลับจากที่ทำงาน และรอให้บุตรสาวดีขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะพานางมายังสถานที่ใกล้ ๆ กับสำนักฮั่นหลินด้วยรถม้า นั่งรอพลางลอบมองเขาอย่างเงียบ ๆ ด้วยตนเอง
“ท่านแม่ เห็นหรือไม่เจ้าคะ เขากล้าทำลายชื่อเสียงของลูกด้วยคำพูดเช่นนั้น ชายเจ้าเล่ห์และโอหังเช่นนี้ …ท่านปู่และท่านพ่ออยากให้ข้าแต่งงานกับคนนี้จริง ๆ หรือเจ้าคะ” สวีหยวนเซียงเปิดหน้าสะอื้นด้วยความเศร้าโศก
ฮูหยินสวีเองก็ไม่คาดคิดเช่นกันว่าจะได้ยินคำพูดเช่นนั้นของหวงเฟิ่งหลิน นางโกรธมากจนตัวสั่น การที่เขาพูดถึงบุตรสาวของนางว่า ‘อ่อนโยนและงดงาม’ ไม่ได้เป็นการจงใจหมายความว่าเขากับเซียงเอ๋อร์มีความสัมพันธ์บางอย่างต่อกันไปแล้วอย่างนั้นหรือ
แต่อย่างไรก็ตาม ยกเว้นเรื่องน่าโมโหนี้ ชายคนนี้กลับเหมาะสมอย่างมากในด้านอื่น ๆ “บางที… เขาอาจจะยังเด็กและบรรยากาศพาไป จนเอ่ยด้วยออกมาด้วยความภูมิใจก็ได้” เขาเป็นคนทำสิ่งใดไม่คิดมาก คนเช่นนี้อาจไม่เกรงกลัวต่อแรงกดดันของตระกูลสวี
“คนที่ออกไปก่อนเขาเมื่อครู่ก็ยังเด็ก แต่ก็สงบยิ่งกว่าเขามาก” สวีหยวนเซียงเอ่ยออกมาอย่างไม่รู้ตัว
“ใครออกไปก่อนงั้นหรือ” ฮูหยินสวีตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง และจำได้ว่ามีบัณฑิตฮั่นหลินหนุ่มผู้หนึ่งเดินผ่านไปก่อนหวงเฟิ่งหลิน ทว่าเซียงเอ๋อร์สังเกตเห็นได้อย่างรวดเร็วเช่นนี้เชียวหรือ นางจำได้ว่าเขาเป็นเด็กหนุ่มที่มีรูปลักษณ์และการแสดงออกที่ดี เป็นไปได้หรือไม่ว่านางจะตกหลุมรักเด็กคนนั้น
ฮูหยินเคาะผนังรถม้าแล้วเอ่ยถามคนของจวนที่อยู่ด้านนอกทันที “เจ้ารู้หรือไม่ว่าคนที่ออกไปก่อนคือผู้ใด” หากชายผู้นั้นเป็นคนที่บุตรสาวชื่นชอบ ก็ไม่ยากที่จะพิจารณาเขาด้วยอีกคน
คนของจวนมักจะไปไหนมาไหนเพื่อจัดการงานให้ตระกูลสวีเสมอ ดังนั้นย่อมรู้เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างหลิวเหิงกับผู้เป็นนาย และต้องรู้จักเขาอย่างไม่ต้องสงสัย เมื่อฮูหยินใหญ่ถามจึงกระซิบตอบกลับไปว่า “ฮูหยิน ชายผู้นั้นคือหลิวเหิงขอรับ”
“ว่าอย่างไรนะ หลิวเหิงงั้นหรือ!?” ฮูหยินสวีประหลาดใจ นางเองก็ทราบเช่นกันว่าหลิวเหิงคือใคร ไม่ต้องพูดถึงใครอื่น ฮูหยินรองของตระกูลสวียังก่นด่าชื่อนี้อยู่ทุกวัน
“ชายผู้นั้นคือจอหงวนขอรับ เขาได้รับตำแหน่งราชอาลักษณ์อยู่ที่สำนักฮั่นหลิน แต่ไม่ได้รับความนิยมมากมายนักในหมู่บัณฑิตด้วยกัน ข้าน้อยเห็นเขาเดินทางไปไหนมาไหนตัวคนเดียวเสมอขอรับ” คนของจวนเดินทางมาที่สำนักฮั่นหลินเป็นประจำเพื่อสืบข้อมูลต่าง ๆ ดังนั้นจึงมีข้อมูลของหลิวเหิงเป็นธรรมดา และสามารถบอกเล่าได้ทั้งหมด
เมื่อฮูหยินสวีได้ยินคนจากจวนกล่าวว่าเขาเป็นบัณฑิตชั้นนำในการสอบหน้าพระที่นั่ง นางก็จำได้ทันทีว่าวันนั้นบุตรสาวพาสาวใช้ส่วนตัวออกจากจวนไปรอชมขบวนแห่ที่ริมถนน นางหาภัตตาคารที่เหมาะสมให้แก่บุตรสาวในการนั่งชมขบวนจิ้นซื่อคนใหม่ ไม่น่าแปลกใจที่เซียงเอ๋อร์จะประทับใจในตัวอีกฝ่าย
ฮูหยินสวีเลี้ยงบุตรสาวมาเองกับมือและนางก็ไม่ใช่คนโง่ เมื่อนึกถึงความเขินอายของเซียงเอ๋อร์ยามเอ่ยถึงหลิวเหิงเมื่อครู่นี้จึงหันไปมองหญิงสาว “เซียงเอ๋อร์ เจ้ารู้หรือไม่ว่าหลิวเหิงคือใคร”
“ท่านแม่…” ความหมายที่แฝงอยู่ในคำพูดของมารดาไม่อาจชัดเจนไปมากกว่านี้แล้ว สวีหยวนเซียงอยากจะปฏิเสธ แต่เมื่อมองดวงตาของมารดาก็พบว่านางเข้าใจทุกอย่างที่ตนคิด จึงได้เพียงส่ายหน้าอย่างส่ง ๆ และไม่เอ่ยสิ่งใดออกมาอีก
“ชายผู้นั้นคือหลิวเหิง เพราะเขา… หัวหน้าตระกูลสวีในฝูโจวซึ่งเป็นท่านปู่รองของเจ้าจึงถูกเนรเทศ ชื่อเสียงของอาหญิงและอาเขยของเจ้าในเมืองหลวงก็ถูกทำลาย จนพวกเขาต้องย้ายไปรับตำแหน่งในเฉิงโจว ข้าได้ยินมาว่าอาหญิงของเจ้าจิตใจไม่สงบและเสียสติไปแล้ว ส่วนอารองของเจ้าก็ต้องออกจากราชการเพราะเขาอีกเช่นกัน หลิวเหิงผู้นั้น …แม้จะรูปร่างหน้าตาดีและมีหน้าที่การงานที่โดดเด่นเพียงใด แต่โชคชะตาของเขาก็มีเพียงจะต้องนั่งอยู่ที่สำนักฮั่นหลิน เป็นบัณฑิตสำรองไปตลอดชีวิต ลูกรัก… อย่างได้หลงผิด ชายคนนี้สร้างความเสียหายแก่ตระกูลสวีไปทั่ว ไม่ใช่คู่แห่งโชคชะตา แต่เป็นคู่แค้นของพวกเรา”
“แต่อย่างไรเขาก็ดีกว่าหวงเฟิ่งหลินเป็นพันเท่า!” สวีหยวนเซียงโพล่งออกมาอย่างไม่รู้ตัว
“นี่เจ้า!…” ฮูหยินสวีเงื้อมือขึ้นอย่างไม่รู้ตัวเมื่อได้ยินคำพูดไร้ยางอายของบุตรสาว ทว่าหลังเห็นว่านางกำลังเม้มปากอย่างดื้อรั้น ไม่เอ่ยสิ่งใดออกมา อีกทั้งใบหน้ายังคงซีดเซียวด้วยอาการป่วย นางจึงเอามือลงไม่อยากจะทำร้ายลูกอีกต่อไป “บอกแม่มาตรง ๆ … ลูก… ลูก” ฮูหยินสวีต้องการถามให้ชัดเจน แต่ไม่อาจเอ่ยคำนั้นออกจากปากได้
สวีหยวนเซียงปิดหน้าร้องไห้อย่างขมขื่น “ท่านปู่รักท่านอาหญิงมาก …แต่เหตุใดท่านจึงไม่เห็นใจข้าที่เป็นหลานสาวเช่นนั้นบ้างล่ะเจ้าคะ!”
“เซียงเอ๋อร์ เจ้ารู้หรือไม่ว่าหลิวเหิงหมั้นหมายไปแล้วระหว่างที่เขากลับบ้านไปไหว้บรรพบุรุษครั้งที่ผ่านมา คู่หมั้นของเขามีนามว่าเหยียนซี นางเป็นผู้ที่ปกป้องเขาต่อหน้าพระพักตร์ในวังหลวง”
สวีหยวนเซียงกัดริมฝีปากและร้องไห้อย่างเงียบ ๆ นางรู้เรื่องนั้นดี และบางครั้งก็ยังคิดว่าหากตนเองเป็นเหยียนซี นางก็จะช่วยหลิวเหิงเช่นกัน ต่อให้ต้องได้พบเขาในฐานะสาวชาวบ้านก็ตาม
เมื่อเห็นความดื้อรั้นของนาง ฮูหยินสวีก็โกรธมาก สั่งให้คนรถพากลับจวนและไม่เอ่ยสิ่งใดกับบุตรสาวอีก นางตามใจบุตรสาวคนนี้มาตั้งแต่เด็ก แต่ไม่คิดว่าจะเลี้ยงลูกให้ดื้อรั้นถึงเพียงนี้ได้
นางต้องหาทางทำให้ใจของสวีหยวนเซียงเย็นลง ดังนั้นจึงได้ส่งนางเข้าห้องส่วนตัวทันทีที่กลับถึงจวน แม้จะไม่ได้กล่าวอย่างชัดเจน แต่การกระทำก็บ่งบอกว่าต้องการให้เด็กสาวอยู่ในห้องเงียบ ๆ และทบทวนการกระทำของตน
กลางดึก รุ่ยอี้รีบออกมารายงานอย่างร้อนรน “ฮูหยินเจ้าคะ คุณหนูจับไข้เจ้าค่ะ!”
“นางไม่ได้ดีขึ้นแล้วหรือ!? เหตุใดผ่านไปครู่เดียวจึงได้จับไข้ขึ้นมาอีกแล้ว” สวีเฉิงผิงกำลังพักผ่อนอยู่ที่จวน เมื่อได้ยินเสียงของรุ่ยอี้เขาก็กังวลไม่น้อย
ฮูหยินสวีทนอยู่เฉยไม่ได้ พาคนเข้าไปในห้องของสวีหยวนเซียง หลังแตะหน้าผากเด็กสาวก็พบว่ามันร้อนระอุ “เป็นเช่นนี้ได้อย่างไร ตามท่านหมอมาตรวจอาการที นางตัวร้อนมาก จะเป็นอะไรหรือไม่!” นางตกใจมาก สั่งให้คนไปเรียกหมอมา “เซียงเอ๋อร์ อย่าทำให้แม่กลัวเช่นนี้นะ! เซียงเอ๋อร์!” นางมองหน้าบุตรสาวสุดที่รักด้วยดวงตาแดงก่ำและร้องไห้ออกมา
หลังค่ำคืนอันแสนวุ่นวาย ในที่สุดไข้ของสวีหยวนเซียงก็ลดลงในช่วงบ่ายของวันถัดมา
ฮูหยินสวีไม่ยอมห่างไปไหน เมื่อได้ยินว่าสวีหยวนเซียงได้สติแล้วก็รีบเข้าไปที่เตียงแล้วเอ่ยถาม “เซียงเอ๋อร์ ลูกเป็นอย่างไรบ้าง”
“ท่านแม่… ลูกไม่อยากเป็นลูกอกตัญญูที่ทำให้ท่านพ่อท่านแม่ต้องเป็นห่วง แต่ลูกเกรงว่า …ลูกจะไม่มีทางดีขึ้น” หลังจากได้ยินคำพูดของมารดาเมื่อวานแล้ว นางก็รู้สึกสิ้นหวังจนต้องคร่ำครวญว่าชีวิตนี้ช่างน่าสังเวชเหลือเกิน
“เจ้ายังเด็กมากนัก กำลังพูดเรื่องไร้สาระอะไรอยู่!” ฮูหยินสวีใจสลายเมื่อได้ยินเช่นนั้น หลังจากเข้าใจความคิดของบุตรสาวแล้ว นางก็อยากจะสั่งสอนให้อีกฝ่ายกลับมาในทางที่ถูกต้อง ทว่าเมื่อเห็นท่าทางสิ้นหวังนั้น ตนก็ต้องการจะให้ในสิ่งที่นางต้องการ
ในคราวนั้นเว่ยหวนทำให้สวีอวี้หรงหมกมุ่นถึงเขา หลิวเหิงเองก็เก่งยิ่งกว่าบิดาของเขาเสียอีก เขาเพียงอยู่เฉย ๆ ไม่ได้ทำสิ่งใด ก็ทำให้บุตรสาวของนางหมดสิ้นความหวังที่จะมีชีวิตต่อถึงเพียงนี้เชียวหรือ