ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 248 เรื่องลำบากในสำนักฮั่นหลิน
- Home
- All Mangas
- ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย
- บทที่ 248 เรื่องลำบากในสำนักฮั่นหลิน
บทที่ 248 เรื่องลำบากในสำนักฮั่นหลิน
เมื่อเปรียบเทียบกับคนอื่นแล้ว หลิวเหิงกับผู้ผ่านการสอบลำดับต้น ๆ คนอื่นอย่าง ซูจื้อฉาง ลำดับสอง และจางจวิน ลำดับสาม มีชีวิตที่สบายกว่ามาก พวกเขาได้รับตำแหน่งราชอาลักษณ์ในสำนักฮั่นหลิน พร้อมทั้งได้ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายในหอตำราประวัติศาสตร์หลวง
ทว่าสองคนที่เหลือค่อนข้างจะเป็นที่รู้จัก เพราะพวกเขามักจะไปยังสถานที่ต่าง ๆ เพื่อพบปะพูดคุยกับผู้คนที่ห้องโถงกลางหรือห้องสำหรับนั่งพัก
แทบไม่มีใครในสำนักฮั่นหลินที่เก็บตัวอยู่ในหอตำราประวัติศาสตร์หลวง ทั้งสองที่มีอายุราชการเท่ากันจึงเป็นเพื่อนคุยของหลิวเหิงด้วย
วันนี้จางจวินกลับมาที่หอตำราประวัติศาสตร์และมีข่าวสารมาเล่า ว่าจิ้นซื่อผู้หนึ่งนามว่าหวงเฟิ่งหลินถูกตระกูลสวีส่งเทียบเชิญไปดูตัวในฐานะว่าที่หลานเขยของใต้เท้าสวี
หวงเฟิ่งหลินอยู่ในลำดับรอง ๆ ของการสอบและเป็นขุนนางชั่วคราวของสำนักฮั่นหลินเท่านั้น ทว่ากลับได้รับความสนใจจากใต้เท้าสวีให้เป็นว่าที่หลานเขย นับได้ว่าเป็นโชคหล่นทับครั้งใหญ่ เนื่องจากมีเรื่องนี้เกิดขึ้นคนในสำนักฮั่นหลินจึงพูดคุยเรื่องดังกล่าวกันอย่างเงียบ ๆ ราวกับคลื่นใต้ผิวน้ำสงบนิ่ง
เช่นเดียวกับที่เหยียนซีกล่าวกับเขา ภายในสำนักฮั่นหลินอันสูงส่งที่บัณฑิตทั่วทั้งแผ่นดินต้องการจะเข้าร่วม หลังจากมาอยู่ที่นี่จริง ๆ กลับพบว่ามีเรื่องราวมากมายที่ค่อนข้างยากลำบาก
แม้จะมีอนาคตที่ยิ่งใหญ่รออยู่ข้างหน้า แต่ความยากลำบากคือปัจจุบันที่ต้องเผชิญ เดิมทีงานนี้เป็นงานสบาย ๆ ที่มีเงินเดือนไม่มากมายนัก และไม่ได้เป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญหรืออำนาจสั่งการใด ๆ อีกทั้งยังไม่ได้เป็นที่นับหน้าถือตาในเมืองหลวงแห่งนี้ด้วย ทว่าข้าวปลาอาหารและฟืนไฟล้วนต้องจ่ายเงินเพื่อซื้อหา ทันทีที่ก้าวเข้ามาในเส้นทางของขุนนางก็มีภาษีสังคมมากมายที่จะต้องจ่าย ทั้งของกำนัล อาหาร เครื่องดื่ม และตำราต่าง ๆ ที่ต้องใช้จ่ายอยู่เสมอ เงินเพียงน้อยนิดไม่มีทางเพียงพอ ไหนจะค่าอาหารในแต่ละมื้ออีก
บัณฑิตจิ้นซื่อเหล่านี้ล้วนมีความทะเยอทะยาน เมื่อเข้ามาในสำนักฮั่นหลินครั้งแรกก็คาดหวังว่าการทำงานที่นี่จะเป็นหนทางที่สร้างความมั่นคงให้แก่ชีวิต แต่เมื่อมีความคาดหวังสูง ยามถูกโจมตีด้วยความเป็นจริงก็ยิ่งยากที่จะยอมรับ และยังมีคนอยู่ไม่น้อยที่รู้สึกรับไม่ได้กับความจริงอันน่าเจ็บปวดนี้
แต่หลิวเหิงไม่คิดว่าตนเองกำลังขัดสน
ประการแรกคือ เขามีเหยียนซีที่เป็นผู้สนับสนุนที่ดี ธุรกิจของนางกำลังเฟื่องฟูและครอบครัวก็มีเงินใช้ไม่ขัดสน แม้จะไม่ถึงกับมั่งคั่งอย่างครอบครัวชั้นสูง แต่ก็ไม่ต้องลังเลยามต้องซื้อหาอาหารและเสื้อผ้า พวกเขาสามารถใช้ชีวิตทุกวันได้อย่างสุขสบาย
ประการที่สองคือ เขาเคยเผชิญกับชีวิตที่ต้องเล่าเรียนอย่างหนักและหาอาชีพเสริมทำไปด้วยมาก่อน เมื่อพบว่าเงินเดือนน้อยเกินไป หลิวเหิงจึงเริ่มรับเขียนงานหลังม่านให้คนอื่น ๆ สร้างรายได้เสริมเพิ่มเติมจากเงินเดือน ทำให้พอจะมีฐานะกว่าเจ้าหน้าที่คนอื่น ๆ อยู่เล็กน้อย เขาไม่ใช่คนที่จะชอบแสดงฐานะอวดอ้าง ทั้งยังไม่ได้มีสังคมมากมายจึงไม่ได้เสียเงินไปกับการสังสรรค์เท่าไรนัก
ทว่าหลิวเหิงไม่สามารถเข้าใจความรู้สึกเจ็บปวดบางอย่างของซูจื้อฉางที่กำลังเล่าเรื่องอยู่ได้เลย นั่นคือราชอาลักษณ์ทั้งสองต้องอยู่ห่างไกลจากครอบครัว พวกเขาไม่ได้ย้ายมาที่เมืองหลวงด้วยและไม่ง่ายที่จะได้พบเจอกัน เนื่องจากการเช่าบ้านในเมืองหลวงมีราคาค่อนข้างสูง เป็นเรื่องยากที่จะหาเลี้ยงคนทั้งครอบครัวได้หากพวกเขาย้ายมาอยู่ด้วยกันที่นี่ เพียงแค่เลี้ยงตัวเองคนเดียวก็ลำบากมากแล้ว
นอกจากนี้ การที่เขาได้อ่านงานมากมายในหอประวัติศาสตร์หลวง ก็ทำให้ได้รู้ว่าแม้สำนักฮั่นหลินแม้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานที่ดี แต่ก็ต้องแยกระหว่างคนที่ทำงานได้ดีกับคนที่ไร้ความก้าวหน้าเช่นกัน มีคนไม่น้อยที่ต้องนั่งอยู่ที่นี่ไปเรื่อย ๆ ทั้งชีวิต
ในชีวิตที่ไม่สะดวกสบายเช่นนี้ หากมีผู้มั่งคั่งมายื่นข้อเสนอให้ย่อมเป็นที่สนใจเป็นธรรมดา
และความโชคดีเช่นนั้นล้วนจะต้องได้มาพร้อมกับความริษยา
จางจวินพยักหน้า “หวงเฟิ่งหลินแต่งงานช้าเพราะครอบครัวยากจน แต่ตอนนี้กลับได้รับโอกาสครั้งใหญ่มาอย่างไม่คาดคิด” เป็นคำพูดที่แฝงความอิจฉาอย่างปิดไม่มิด
ซูจื้อฉางมองที่หลิวเหิงแล้วถอนหายใจ “พรสวรรค์และความรู้ของหวงเฟิ่งหลินอยู่ในระดับปานกลางเท่านั้น หากเทียบกับราชอาลักษณ์หลิวแล้ว ก็ถือว่ายังตามหลังอยู่มาก” สีหน้าของเขาดูเสียดายแทนเล็กน้อย เพราะรู้อยู่ก่อนแล้วว่าอีกฝ่ายมีเรื่องกับใต้เท้าสวี ดังนั้นจึงไม่มีทางได้รับเลือก
หลิวเหิงหัวเราะแล้วตอบ “ข้ามีคู่หมั้นอยู่แล้ว เป็นสตรีที่ท่านแม่เป็นคนเลือกให้ตั้งแต่ยังเด็ก”
ทุกคนในสำนักฮั่นหลินรู้เรื่องการหมั้นหมายของหลิวเหิงดี และได้ยินว่าคู่หมั้นของเขาเป็นเพียงสาวชาวนาที่ถูกตระกูลหลิวไถ่ตัวมาเท่านั้น แต่เมื่อพิจารณาเรื่องความแน่วแน่ของนางในการพยายามปกป้องเขาแล้ว ก็ไม่มีใครกล้าสงสัยในความเหมาะสมระหว่างคนทั้งสอง
“ราชอาลักษณ์หลิวก็โชคดีมากเช่นกัน ที่คู่หมั้นของเจ้ามีความรักต่อเจ้าอย่าลึกซึ้งเช่นนี้” ซูจื้อฉางกล่าวด้วยความชื่นชม ความสัมพันธ์ลึกซึ้งของทั้งสองช่างน่าอิจฉา
หลิวเหิงไม่สนใจที่จะพูดคุยอะไรมากนัก ในขณะที่ราชอาลักษณ์อีกสองคนต่างแลกเปลี่ยนความทุกข์ของตนเอง ทั้งสามพูดคุยกันสองสามประโยคแล้วแยกย้ายกันไป
เมื่อถึงเวลาที่จะต้องไปยังสำนัก หลิวเหิงก็รวบรวมบันทึกที่เขาจดระหว่างอ่านตำราประวัติศาสตร์ไว้ และเก็บข้าวของออกไปเตรียมจะเดินทาง
ทันทีที่เดินไปถึงหน้าสำนักฮั่นหลิน ก็พบว่ามีคนกลุ่มรวมตัวกันอยู่ พวกเขาเป็นบัณฑิตสำนักฮั่นหลินที่เพิ่งได้รับการเลื่อนตำแหน่งจากสำนักศึกษากลาง
กลุ่มคนที่ยืนอยู่หน้าประตูรายล้อมใครบางคนอยู่ นั่นคือชายหนุ่มหน้าตาดีนามว่าหวงเฟิ่งหลิน ซึ่งได้รับการทาบทามจากใต้เท้าสวีให้ไปดูตัวกับหลานสาวของเขา รอบบริเวณเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยดังจอแจ
ทันทีที่หลิวเหิงก้าวเท้าเข้าไป ทุกคนต่างก็ทราบว่าเขาเป็นคู่กรณีของตระกูลสวีจึงรีบพากันปิดปากเงียบอย่างรวดเร็ว
หวงเฟิ่งหลินหันหลังกลับไปที่ประตู เมื่อเห็นว่าคนรอบตัวกำลังแสดงอาการผิดปกติ จึงเห็นว่าเป็นหลิวเหิงที่ยืนอยู่ เขาเชิดคางขึ้นเล็กน้อยแล้วพยักหน้าให้หลิวเหิง “ราชอาลักษณ์หลิว”
“คารวะราชอาลักษณ์หลิว” พวกเขาเหล่านี้ล้วนเป็นขุนนางทั่วไป ส่วนหลิวเหิงคือราชอาลักษณ์ซึ่งเป็นขุนนางขั้นหก ทุกคนต่างรู้ธรรมเนียมดี ดังนั้นจึงพากันโค้งคำนับทำความเคารพอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็กระจายตัวกันเป็นสองฝั่งเพื่อหลีกทางให้เขาเข้าไป
มีเพียงหวงเฟิ่งหลินเท่านั้นที่ยืนนิ่งอยู่กลางทางเข้า หลังจากเอ่ยเรียกหลิวเหิง เขาก็ไม่ได้แสดงความเคารพอย่างปกติ
หลิวเหิงเหลือบมองและพยักหน้าให้คนอื่น ๆ ไม่ได้เอ่ยพูดสิ่งใด และเดินผ่านกลุ่มคนเหล่านั้นไป
เมื่อเห็นว่าเขาจากไปแล้ว หวงเฟิ่งหลินก็เอ่ยเบา ๆ ราวกับนำเรื่องลับภายในมาบอกกับทุกคน “ใต้เท้าสวีท่าทางจะไม่พอใจราชอาลักษณ์หลิวนัก”
คนที่พยายามจะประจบประแจงเขารีบเข้ามาสนับสนุน “พี่หวงเป็นคนที่ใต้เท้าสวีให้ความสำคัญ ย่อมต้องรู้ความคิดของใต้เท้าสวีมากกว่าใครที่นี่ จะว่าไปแล้วมีใครบ้างที่ไม่รู้จักหลิวเหิง ต่อให้เขาเป็นถึงจอหงวน แต่ก็อาจจะนั่งอยู่ที่นี่ตลอดชีวิตก็ได้ จะมาเทียบกับท่านได้อย่างไรเล่าพี่หวง”
ใบหน้าอ่อนเยาว์ของหวงเฟิ่งหลินปรากฏความภูมิใจเล็กน้อย เขาเพียงพยักหน้านิดหน่อยและยกมุมปากขึ้นจาง ๆ
หวงเฟิ่งหลินเพิ่งเคยยิ้มเช่นนั้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ ในวันที่เขาไปที่จวนตระกูลสวีเพื่อทำความเคารพต่ออาจารย์ บุตรชายคนโตของใต้เท้าสวีก็เริ่มพูดคุยกับเขา ชายหนุ่มเชิดคางขึ้นเล็กน้อยพร้อมรอยยิ้มจาง ๆ ซึ่งนั่นทำให้เขาดูสง่าเจือด้วยความหยิ่งผยองเป็นพิเศษ หลังจากที่ได้เรียนรู้ในครั้งนั้น ในที่สุดเขาก็ได้นำมันมาใช้อีกครั้ง
ใต้เท้าสวีมอบคำแนะนำให้เขาว่าหากแต่งงานกับสวีหยวนเซียง ในไม่ช้าเขาจะได้ออกจากสำนักฮั่นหลิน เพื่อเข้าไปทำงานในตำแหน่งที่ว่างอยู่ในหกกรม หลังจากได้พูดคุยกันก็พบว่าเว่ยหวนซึ่งเคยเป็นทั่นฮวาในอดีต ได้เข้าไปเป็นรองเจ้ากรมยุติธรรมก็เนื่องจากเขาแต่งงานกับสวีอวี้หรงบุตรสาวของใต้เท้าสวี ซึ่งตอนนี้เขาย้ายไปรับตำแหน่งเจ้าเมืองแล้ว
เมื่อคิดถึงอนาคตของตน หวงเฟิ่งหลินก็รู้สึกเต็มเปี่ยมไปด้วยกำลังใจอย่างมากและเอ่ยขึ้นว่า “ปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปตามครรลองของมันเถอะ วันนี้ให้ข้าเลี้ยงสุราพวกเจ้า เชิญราชอาลักษณ์ซูและราชอาลักษณ์จางไปดื่มด้วยกันเลยเป็นอย่างไร”
ราชอาลักษณ์ซูและราชอาลักษณ์จางก็คือ ซูจื้อฉางและจางจวินที่เคยได้พบกันก่อนหน้านี้ และรู้สึกว่าความสัมพันธ์ระหว่างเขากับทั้งสองค่อนข้างดีพอที่จะนับพี่น้องกันได้ หากเป็นก่อนหน้านี้เขาคงไม่กล้าเอ่ยเช่นนี้ แต่ตอนนี้กลับรู้สึกว่าตนเองก็หน้าตาพอที่จะเอ่ยเชิญพวกเขาไปดื่มด้วยกัน
“พี่หวงไปร่ำรวยมาจากไหนกัน เช่นนี้ข้าต้องรอข่าวดีแล้วใช่หรือไม่!”
“ถูกต้อง ข้ารอจะมอบของขวัญแสดงความยินดีกับพี่หวงแล้ว!”
คนอื่น ๆ พากันเอ่ยขึ้นทีละคน ก่อนจะล้อมรอบหวงเฟิ่งหลินพลางเดินจากบริเวณนั้นไป